บันทึกก่อน-หลังเข้าค่ายรายงานตัว การเมือง?-เรื่องปากท้อง?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

           
พรุ่งนี้ (24 พฤศจิกายน 2557) เวลา 13.30 น. มีนัดเข้ารายงานตัวที่ มทบ.22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี จึงขอประมวลเหตุการณ์คร่าวๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเอง

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 หลังจากที่เดินทางกลับจากตลาด “วังเตา” สปป.ลาว จึงแวะทานอาหารเย็นขณะที่กำลังทานอาหารเย็นอยู่นั้น เวลาประมาณสองทุ่มเศษ มีนายทหารท่านหนึ่งโทรมาบอกว่า ผู้ใหญ่ไม่สบายใจต่อเนื้อหาที่มีการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “ร่วมกันเปิดประตูเขื่อนปากมูล ถาวร” อยากขอความร่วมมือให้ช่วยปิดเฟซ ดังกล่าวนี้ด้วย

เวลาประมาณสามทุ่มเศษ จึงได้ปรึกษาหลายท่านและมีความเห็นร่วมกันว่า ก็ต้องให้ความร่วมมือกับทางทหาร และในเวลา 23.54 น. จึงแจ้งปิดเฟซบุ๊ก “ร่วมกันเปิดประตูเขื่อนปากมูล ถาวร” อย่างเป็นทางการ

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มีเพื่อนรุ่นพี่ที่อยู่ทางไกล (รับราชการ) ได้โทรมาแนะนำว่า ควรเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ เปลี่ยนทั้งเครื่องและเบอร์โทร และในระหว่างนี้ให้เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ ไม่ควรอยู่บ้านหรือที่สำนักงาน

และหลังจากวางสายนี้แล้วผมก็เก็บเสื้อผ้า และปิดเครื่องโทรศัพท์ เดินทางออกจากพื้นที่ในคืนนั้นเลย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เวลาประมาณเที่ยงเศษ ผมเปิดเครื่องโทรศัพท์อีกครั้ง และเป็นจังหวะที่นายทหารคนดังกล่าวโทรมาพอดี แต่ผมตัดสายทิ้ง (ไม่รับสาย) พร้อมกับปิดสัญญาณโทรศัพท์ ระหว่างนั้นได้ปรึกษาคนที่ใกล้ชิดว่าจะเอายังไงดี ซึ่งเห็นตรงกันว่าก็คุยเลย ไม่มีอะไรเสียหาย

เมื่อสรุปแบบนั้นผมจึงโทรกลับไปหานายทหารคนดังกล่าว โดยนายทหารกล่าวขอบคุณที่ให้ความร่วมมือในการปิดเฟซบุ๊ก “ร่วมกันเปิดประตูเขื่อนปากมูล ถาวร” แต่ยังมีอีกเฟซบุ๊กหนึ่งชื่อ “คุณไพจิต กฤษกร ศิลารักษ์” ซึ่งเป็นเฟซส่วนตัวอยากให้ปิดเฟซนี้ด้วย ซึ่งผมได้บอกเขาว่า เฟซนั้นเป็นเฟซเก่า ซึ่งผมปิดไปนานแล้ว และก็ไม่มีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่แจ้งปิดแล้ว ที่สำคัญเฟซนั้น ผมเข้าไม่ได้ เพราะผมจำรหัสไม่ได้ และไม่สามารถกู้รหัสได้เพราะอีเมลที่ใช้เปิดเฟซนี้ (Hotmail.com) ก็ได้เลิกใช้มากว่า 4 ปีแล้ว

..นายทหารพูดว่า ไม่น่าจะใช่เพราะมีการเคลื่อนไหวในเฟซนี้ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน ปีนี้

..ผมตอบว่า เมลเข้าไม่ได้และทิ้งไปเกือบ 4 ปีแล้วจริงๆ แต่ที่สามารถใช้เฟซบุ๊กอันนั้นได้อยู่ (คุณไพจิต กฤษกร ศิลารักษ์) เพราะคอมพิวเตอร์มันจำรหัสอัตโนมัติ และเมื่อช่วงที่ผมตัดสินใจเลิกใช้เฟซนั้นแล้ว และเป็นจังหวะเดียวกันที่ผมนำคอมพิวเตอร์ไปอัปเดตโปรแกรมใหม่ คอมพิวเตอร์ก็เลยลืมการตั้งค่าเดิมที่มีอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าไปใช้เฟซนั้นอีกเลย..ที่สำคัญเฟซนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอีกเลย ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร

..นายทหาร พูดว่า พี่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ดูเฟซน้องอยู่น้องไปหาวิธีลบเองแล้วกัน ถ้าลบไม่ได้เดี๋ยวพี่ให้คนไปรับน้อง มานั่งลบเฟซที่ในค่ายแล้วกัน

..ผมตอบกลับว่า ผมจะลองไปร้านคอมพิวเตอร์ดูแล้วกัน ถ้าเขากู้ได้ก็จะลบ แต่ถ้ากู้ไม่ได้มันก็ทำอะไรไม่ได้จริงครับ..

..นายทหาร พูดอีกว่า ตอนนี้น้องอยู่ไหน

..ผมตอบว่า ผมออกมากินข้าวเที่ยงข้างนอก ไม่ได้อยู่ในสำนักงาน..

การสนทนาก็สิ้นสุดลงเท่านี้ ..และจากนั้นผมก็ปิดเครื่องโทรศัพท์อีกครั้ง


เฟซบุ๊ก คุณไพจิต กฤษกร ศิลา ขึ้นภาพปก ประกาศปิดเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2557

เวลาประมาณ 14.00 น. ผมได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ สำนักงาน ส่งข่าวมาบอกว่า มีทหารและตำรวจ สิบกว่าคนมาที่สำนักงาน แต่ไม่เจอใคร เขาอยู่สักพักแล้วก็พากันกลับ

ต่อมาในช่วงค่ำ ผมทราบข่าวว่า ชุดทหารและตำรวจทีมนั้น หลังจากที่ไม่เจอผมก็ได้ไปพบกับชาวบ้าน (ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกัน) และสอบถามเกี่ยวกับการออกแถลงการณ์ (แถลงการณ์ที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก) ชาวบ้านบอกไม่รู้เรื่องเพราะเป็นคนละกลุ่มกัน คนกลุ่มนั้นจึงเดินทางกลับ

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 ผมอยู่ในเวทีสัมมนา จึงปิดเครื่องโทรศัพท์ทั้งวัน และมาเปิดเครื่องโทรศัพท์อีกครั้งในเวลาประมาณสองทุ่มเศษ ก็พอดีมีเจ้าหน้าที่ป้องกันจังหวัดอุบลฯ โทรเข้ามา

..ป้องกันอุบล พูดว่า พี่อยู่ไหน ทหารเขาตามหาพี่ท้ังวัน โทรหาพี่ก็ไม่ติด พี่อย่าปิดโทรศัพท์หนีสิ คุยกับเขาหน่อย ไม่มีอะไรหรอก เขาแค่อยากให้พี่เข้าไปลบเนื้อหาในเฟซบุ๊กเท่านั้นเอง พี่ก็ให้ความร่วมมือกับเขาหน่อย แค่นั้นก็จบเรื่องแล้ว

..ผมตอบว่า เฮ้ย คุยกันแล้ว นั่นมันเฟซเก่าที่เลิกใช้แล้ว มันจำรหัสไม่ได้ มันเข้าไม่ได้ จะให้ลบได้ไง ทำไมไม่บล็อคเองเลย

..ป้องกันอุบล แล้วทำไมพี่ไม่บอกเขาไปตรงๆ เลย แล้วพี่มาปิดโทรศัพท์ เขาก็คิดว่าพี่หนีออกนอกประเทศไทยแล้ว เลยทำให้พวกผมต้องวุ่นวาย มาตามหาพี่ด้วย

..ผมตอบว่า บอกแล้ว แต่ทหารเขาหาว่าเราลูกเล่น เลยไม่รู้ทำไง ..แต่ไม่ได้หนีนะ ติดประชุมเลยปิดเครื่องเฉยๆ

..ป้องกันอุบล งั้นพรุ่งนี้พี่ไปพบเขา (ทหาร) หน่อยสิ ก็แค่ไปคุยกับเขา และทำ MOU ก็จบแล้ว ..เดี๋ยวผมจะแจ้งเขาให้ พี่จะไปกี่โมง สักสิบโมงได้ใหม จะไปกันกี่คนบอกน้องนุ่งด้วย

..ผมตอบกลับว่า พรุ่งนี้ไม่ได้ไป ไปไม่ได้ อยู่ต่างจังหวัด ประชุมอยู่

..ป้องกันอุบล พี่ก็กลับมาก่อน มาพบกับเขา (ทหาร)ก่อน เรื่องมันจะได้จบๆ ไป

..ผมพูดว่า  อยู่ต่างจังหวัดจะกลับไง ไม่ได้หรอก พวกคุณนะอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่สิ แค่เฟซบุ๊ก มันจะอะไรนักหนา เขาไปดูหรือยังไม่ได้ด่าใครสักหน่อย ..แค่นี้ก่อนนะ หิวข้าว..และผมก็วางสายไป

ต่อมาประมาณ 20 นาที ป้องกันจังหวัดอุบล (คนเดิม) ก็โทรกลับมาอีก

..ป้องกันอุบล พี่ ทหารเขาออกหนังสือไปให้พี่แล้วนะ หนังสือถึงอำเภอพิบูลแล้ว เดี๋ยวคงมีตำรวจเอาเข้าไปให้พี่ที่ศูนย์ (สำนักงานผม) นัด 10.00 น. พรุ่งนี้ (วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557) แล้วพวกพี่จะมากันกี่คน ผมจะอำนวยความสะดวกให้

..ผมตอบว่า ไม่ได้ไป อยู่ต่างจังหวัด ก็บอกแล้วไง ไม่มีทางไม่ได้ไปหรอก

..ป้องกันอุบล ถ้าพี่ไม่ไปมันก็ไม่จบ พี่ก็ไปหน่อยแล้วกัน ให้มันจบไป ถ้าพี่ขัดขืน เขาจะออกหมายจับพี่นะ เดี๋ยวจะว่าไม่บอกกัน

..ผมตอบว่า ก็ไม่อยู่ได้อยู่อุบลไง จะให้ไปได้ไง ไม่หนี แต่ไปไม่ได้ ก็เข้าใจกันบ้าง เราทำงานร่วมกันมากี่ปีแล้ว  ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าใครทำอะไร ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ด้วย

..ป้องกันอุบล งั้นก็ถือว่าผมได้แจ้งพี่แล้ว ส่วนพี่จะไปหรือไม่ไปก็แล้วแต่พี่นะ

..การสนทนาก็จบลง ..

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 เวลาประมาณบ่ายโมง ได้รับแจ้งจากเพื่อนทางไลน์ว่า ให้โทรกลับบ้านด่วน มีทหาร ตำรวจ ไปหาที่บ้าน แม่ตกใจมาก จากนั้นผมจึงได้โทรไปหาแม่ ซึ่งแม่เล่าให้ฟังว่า

..แม่พูดว่า มีทหารจากค่ายทหารในจังหวัดศรีสะเกษ และตำรวจ สภ.อ.ราษีไศล เกือบยี่สิบคน มาตามหาที่บ้าน เขาบอกให้ไปลบเฟซ เฟซอะไร ไปเขียนด่าทหารเขาเหรอ และเขาให้เบอร์โทรไว้ ให้โทรหาเขา (ทหารศรีสะเกษ) ด้วยที่เบอร์ 08..................

..ผมพูดกับแม่ว่า เห็นไหม บอกแล้วไงว่าทหารจะมาหาที่บ้าน (ผมบอกแม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว) ว่าไม่ต้องตกใจ แล้วแม่ตกใจไหม กลัวไหม

..แม่พูดว่า กลัวสิ เขามากันเยอะ คนแตกตื่นกันทั้งหมู่บ้าน

..ผมพูดกับแม่ว่า เอ้ากลัว แล้วไม่วิ่งหละ

..แม่พูดว่า อย่ามาพูดเล่น ไปด่าอะไรเขาไว้ ในฟง ในเฟซ ก็ไปลบออก เฮ้ย เกิดมาไม่เคยเจอ มากันเต็มบ้านไปหมดเลย ..อย่าลืมโทรหาเขาด้วย

..ผมพูดกับแม่ว่า แม่นี่ถือว่าเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลเลยนะ ผู้หลักผู้ใหญ่เขาให้เกียรติขนาด นี่เห็นไหมนามสกุลศิลารักษ์ มีความสำคัญขนาดไหม มันเรื่องน่าภูมิใจนะแม่ เราไม่ได้ไปปล้นใคร ไปฆ่าใครเขา มันเป็นเรื่องการเมือง

..แม่พูดกับผมว่า การเมือง อะไรก็การเมือง ครั้งก่อนก็เกือบติดคุก รอดมาได้ก็สัญญาว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก ไม่เอา โทรไปบอกเขาซะ ไปพบเขาให้มันเสร็จๆ ไป

..ผมพูดกับแม่ว่า แม่ แม่ถามเขาไหมว่าหากผมไม่ไป เขาจะทำอะไร

..แม่พูดว่า ไม่ได้ถาม และไม่ต้องมาถามด้วย โทรไปหาเขาซะ

..ผมพูดกับแม่ว่า แม่ นี่มันเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลนะแม่ ไปกลัวทำไมทหาร มันวิ่งไม่เร็วหรอก ผมวิ่งเร็วกว่าพวกนี้เยอะ

..แม่พูดว่า ไม่ต้องมาพูดเล่นแล้ว รีบโทรไปหาเขาเลย แล้วนี่อยู่ที่ไหน อย่าให้เขามาที่บ้านอีกนะ ชาวบ้านเขาแตกตื่นกันหมด

ผมพูดกับแม่ว่า รับทราบครับ ไม่กลัวแล้วนะแม่ เดี๋ยวโทรไปครับ...

..การสนทนาก็จบลง / ปิดโทรศัพท์อีกครั้ง...

เวลาประมาณ 15.00 น. ได้ข่าวจากไลน์ว่า แม่ให้โทรกลับด่วน ผมจึงโทรหาแม่อีกครั้ง

..ผมพูดว่า แม่ มีอะไรอีกเหรอ

..แม่พูดว่า ยังไม่ได้โทรหาเขา (ทหาร) เหรอ เขาโทรมาตามทุกสิบนาทีเลย เดี๋ยวคนนั้นก็โทรมา เดี๋ยวคนนี้ก็โทรมา ทั้งตำรวจ ทั้งทหาร

..ผมพูดกับแม่ว่า ลืมไปแม่ ประชุมอยู่ เดี๋ยวโทรไปเดี๋ยวแหละ

..แม่พูดว่า โทรไปหาเขาแล้ว โทรกลับมาบอกด้วย และอย่าปิดเครื่องนะ

จากนั้นผมจึงได้โทรไปหานายทหารคนหนึ่งที่ให้เบอร์ไว้ (ทหารที่ศรีสะเกษ)

..ผมพูดว่า ผมกฤษกรครับ ทราบว่าท่านไปหาผมที่บ้านเหรอครับท่าน

..นายทหารศรีสะเกษ พูดว่า กฤษกรเหรอ กำลังอยากเจออยู่พอดี อยู่ไหนตอนนี้

..ผมพูดว่า อยู่ต่างจังหวัดครับ มีอะไรครับท่าน

.. นายทหารศรีสะเกษ พอดีผู้ใหญ่ทางอุบล ท่านประสานงานมาว่าติดต่อกฤษกรไม่ได้ เลยให้ทางพวกผมช่วยติดต่อให้หน่อย ก็เลยไปพบกฤษกร ทางผู้ใหญ่เขาเห็นเฟซบุ๊กเรา ก็เลยไม่ค่อยสบายใจ อยากให้ลบออกหน่อย บ้านเมืองเรากำลังไปได้ดี เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ปล่อยมันไปนะ ..แล้วตอนนี้กฤษกรอยู่ไหน จะเข้ารายงานตัวได้วันไหน ผมจะได้เรียนผู้ใหญ่ให้

..ผมพูดว่า อยู่ต่างจังหวัดครับ ท่านครับ ทำไมต้องโทรไปหาแม่ผม โทรทุกสิบนาทีเลย ทั้งทหารตำรวจ เอาอย่างนี้ได้ไหม หากรับปากกับผมว่าจะไม่ไปยุ่งกับทางบ้าน ผมจะไปรายงานตัว แต่หากยังมีการโทรไปกวน มีการส่งคนไปบ้าน ผมรู้สึกไม่ดีครับ

..นายทหารศรีสะเกษ กฤษกรพี่แนะนำว่า กฤษกรสามารถไปรายงานตัวได้ที่จังหวัดไหนก็ได้ แต่ควรไปนะ เพราะหากไม่ไปผู้ใหญ่ก็จะไม่ยอม

..ผมพูดว่า ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนท่านประสานงานไปที่ มทบ.22 อุบล ว่าผมจะไปรายงานตัววันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13.30 น. เอาตามนี้แล้วกันครับ

..นายทหารศรีสะเกษ ตกลงตามนี้ พี่จะแจ้งเขาไปว่ากฤษกร จะไปรายงานตัววันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 นี้นะ ระหว่างนี้ก็คงไม่มีการตามแล้ว แต่หากน้องไม่ไปตามนัด มันไม่จบนะ มันจะบานปลาย กฤษกร ก็คงพอเข้าใจอยู่นะ

..การสนทนาสิ้นสุดลง..

จากนั้นผมก็แจ้งผ่านทางเฟซบุ๊ก ส่วนตัว “คนไม่เอาเขื่อน บูรพาไม่แพ้” ว่าจะเข้ารายงานตัวตามวันเวลาดังกล่าว ซึ่งก็คือพรุ่งนี้ แต่อย่างไรก็ตามสาเหตุหลักก็เกิดจากการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และลุกลามจนมาสู่การให้ปิดเฟซบุ๊ก และหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ไม่มีอะไรมากกว่านี้..

(ต่อ) ความจริงถูกตามเพราะเรื่องเขื่อนปากมูล

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13.30 น. ผมและเพื่อน 4 คนได้เข้าไปติดต่อเพื่อขอรายงานตัว ตามนัดหมายที่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ในวันดังกล่าว ทางทหาร มทบ. 22 ติดภารกิจนอกค่าย จึงนัดหมายใหม่เป็นวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา 09.00 น. ที่ บก.มทบ. 22

ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา 09.00 น. ผมและเพื่อน 4 คน ได้เดินทางไปยัง บก.มทบ. 22 เพื่อรายงานตัว โดยทาง เสธ. มทบ.22 และนายทหารชั้นสัญญาบัตร กว่า 7 นาย รอรับตัวอยู่

ห้องรับรอง
..นายทหาร กฤษกร ใช่ใหม เชิญ เชิญ พี่รอเราอยู่ ไม่มีอะไรมาก พี่แค่อยากคุยด้วยเท่านั้นเอง พี่ไม่ได้ให้เราปิดเฟซบุ๊กนะ แค่ว่ามีข้อความบางส่วนเท่านั้นที่มันไปกระทบกระเทือนต่อการทำงานของ คสช. ผู้ใหญ่ก็เลยไม่สบายใจ แค่ลบออกก็ได้ ไม่ต้องปิด แต่ไม่เป็นไรมันผ่านมาแล้ว กฤษกรมาก็ดี บ้านเมืองกำลังไปได้ด้วยดี อยากชวนมาร่วมกันทำงานเพื่อบ้านเมือง

..นายทหาร (อีกคน) กฤษกร แถลงการณ์ฉบับที่ 4 (แถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก) ที่ออกไป มันแรงไปนะ มันเหมือนการต่อต้าน คสช. ผู้ใหญ่ก็เลยไม่สบายใจ และที่สำคัญมันเป็นแถลงการณ์ที่ออกจากพื้นที่เรา (อุบล) พี่ทำไงหละ เพราะว่าพี่ดูแลพื้นที่นี้ ผู้ใหญ่ก็ต้องถามมาว่า ดูแลพื้นที่อย่างไร ทำไมเกิดเรื่องนี้ขึ้น พี่ก็ต้องตามตัวเรามาพูดคุยกัน แต่ไม่มีอะไรนะ แหมกฤษกร ก็ทำเป็นเรื่องใหญ่เลย

..นายทหาร (อีกคน) ไม่เป็นไรนะ ช่างมันเถอะ มันผ่านไปแล้ว ส่วนเรื่องเฟซบุ๊ก ชื่อ “คุณไพจิต กฤษกร ศิลารักษ์” เข้าไปลบที่โพสต์ออกหน่อยสิ มันดูไม่ดีนะ

..ผมพูดว่า ท่านครับ ผมเข้าไม่ได้ มันเป็นเฟซเก่า ผมทิ้งไปนานแล้ว และเฟซก็ไม่มีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแล้วครับ และเมลที่ผมใช้เปิดเฟซ ผมก็เลิกใช้ไปนานแล้ว ผมกู้เฟซไม่ได้จริงๆ มันเกินความสามารถครับ

..นายทหาร (หัวโต๊ะ) งั้นไม่เป็นไร ก็รายงานหน่วยเหนือไปตามนี้แล้วกันว่ากฤษกรเขาเลิกใช้ เอาตามนี้นะ

..นายทหาร (อีกคน) เรื่องเขื่อนปากมูล มันจะจบอย่างไร บ้านเรา (อุบล) คนใช้น้ำมันเยอะ หากเปิดเขื่อนแล้วจะเอาน้ำที่ไหนมาใช้ พวกพี่ก็ต้องใช้น้ำกัน ถ้าน้ำไม่มี ทหารก็เดือดร้อนเหมือนกันนะ พี่ว่าเรื่องนี้ไม่ต้องไปเดือดร้อนรัฐบาลหรอก เรามาคุยกันในพื้นที่ก็น่าจะดีกว่ามั้ง เอาให้้มันจบในพื้นที่ พี่ว่าดีกว่ามั้ง

..ตัวแทนจังหวัดอุบล ผมว่าพี่กฤษกร พูดมาเลยตรงๆ ดีกว่าว่าปัญหาเขื่อนปากมูล พี่จะเอายังไงให้มันจบเลย จบแบบไม่ต้องมีปัญหาอีกเลยนะ

..ผมพูดว่า ก็ชัดเจนแล้วนี่ครับ 2 ข้อ ทดลองเปิดเขื่อน 5 ปี เยียวยาชาวบ้าน ครอบครัวละ 310,000 บาท ทำได้ก็จบ

.. ตัวแทนจังหวัดอุบล พี่กฤษกร เอาให้ชัดดีกว่า แบบนี้ดีไหม ค่าชดเชยพวกพี่ก็ไปเรียกร้องกับทางรัฐบาลเอา ส่วนเรื่องปิดเปิดเขื่อน เราก็มาคุยมาตกลงกันที่จังหวัดดีกว่า ผมว่าให้การตัดสินใจมาอยู่ที่จังหวัดดีกว่า

..ผมพูดว่า เรื่องนี้ชาวบ้านปากมูนเขาน้อยใจผู้ว่าฯ อยู่นะครับ เวลาปิดเขื่อนแต่ละครั้งทางจังหวัดก็ไม่เคยถามพวกเขา แล้วจะให้พวกเขาเชื่อใจได้อย่างครับว่าท่านเป็นกลาง

.. นายทหาร (ท่านหนึ่ง) กฤษกรเป็นคนที่ไหน

..ผมพูดว่า คนราษีไศล ศรีสะเกษ ครับ

..นายทหาร (ท่านหนึ่ง) กฤษกรเป็นคนมีความรู้ เวลาเราใช้ความรู้ เราก็ต้องแนะนำชาวบ้านเขาให้เขาใจในสิ่งที่ถูก สิ่งที่ควร เรามาใช้ความรู้ที่กฤษกรก็มี พวกพี่ก็มี มาแก้ไขปัญหาร่วมกันน่าจะดีกว่านะพี่ว่า

..ผมพูดว่า เป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ แต่สิ่งที่เราต้องช่วยกันทำเรื่องแรก คือการสร้างบรรยากาศความไว้วางใจกันก่อน ที่ผ่านมาทางผู้ว่าฯ ไม่เคยถามความเห็นชาวบ้านปากมูนเลย ซึ่งหากทางผู้ว่าฯ ให้ความสำคัญแก่พวกเขา มันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ขณะนี้ชาวบ้านเขาไม่ค่อยจะวางใจกับท่าทีของท่านผู้ว่าฯ ครับ

.. ตัวแทนจังหวัดอุบล พี่กฤษกร เอางี้ไหม เรามาคุยกัน พี่ว่างเมื่อไหร่ ผมจะนัดทางท่านผู้ว่าฯ และเชิญกลุ่มอื่นๆ มาคุยกัน และวางแผนการตัดสินใจเรื่องการบริหารเขื่อนร่วมกัน ส่วนเรื่องค่าชดเชย พวกพี่ก็ไปเรียกร้องกับทางรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

..ผมพูดว่า อ้าว แล้วแบบนี้มันจะจบอย่างไร อันนี้มันก็เป็นปัญหาอีก พวกคุณก็เหมือนเดิมหาเรื่องสร้างแต่ความชอบธรรมอยากจะปิดเขื่อน แต่พอจะเปิดเขื่อนก็บ่ายเบี่ยงเช่นเคย มันมีข้อตกลงแล้วว่า ทดลองเปิด 5 ปี เยียวยาชาวบ้านครอบครัวละ 310,000 บาท หากจะแก้ก็คุยต่อว่า เราจะเริ่มเปิดเขื่อนเมื่อไหร่ จะมีกระบวนการติดตามการเปิดเขื่อนอย่างไร เราจะเยียวยาชาวบ้านเมื่อไหร่ ใครบ้าง ผมว่าหากเริ่มแบบนี้ มันก็พอไปได้ แต่หากไม่เริ่มแบบนี้ ก็ลำบากครับ

การพูดคุยวนเวียนอยู่กับเรื่องเขื่อนปากมูลนานมาก ผมเลยตัดบทว่า จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาชาวบ้านดูก่อน

..นายทหาร (ท่านหนึ่ง) งั้นวันนี้สรุปอย่างนี้ กฤษกร บันทึกให้หน่อยนะ ก็เขียนในสิ่งที่คุยกันมา

หลังจากเขียนบันทึกเสร็จแล้ว นายทหาร (หัวโต๊ะ) ก็เลยพูดว่า ช่วยบันทึกอีกนิด วงเล็บไว้ก็ได้ว่า “จะไม่ทำที่ขัดต่อกฎอัยการศึก”

หลังจากทำบันทึกเสร็จเรียบร้อย ผมและเพื่อนรวม 4 คนก็เดินทางออกจากค่าย

โดยส่วนตัวเห็นว่า การออกหนังสือเรียกตัว รวมทั้งการส่งกำลังจำนวนมากไล่ตามตัวผม น่าจะมาจากการพยายามแสดงอะไรบางอย่าง เพื่อเมื่อถึงเวลาพูดคุยกันกลับเป็นเรื่องเขื่อนปากมูล ซึ่งเรื่องแบบนี้ ไม่ควรให้ทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะปัญหาเรื่องเขื่อนปากมูล เป็นปัญหาเรื่องปากท้องชาวบ้าน ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความมั่นคง และหากเป็นเช่นนี้ ที่ทหารไม่แยกแยะว่าเรื่องไหนเป็นปัญหาทางการเมือง เรื่องไหนเป็นปัญหาปากท้อง แต่ตีขลุมมั่วไปหมดเช่นนี้ ก็จะทำไห้ความไม่พอใจของชาวบ้านที่มีต่อ คสช. และรัฐบาลเพิ่มมากยิ่งขึ้น

กฤษกร ศิลารักษ์
27 พฤศจิกายน 2557

 

 

หมายเหตุ:
ชื่อบทความเดิม: ก่อนเข้าค่ายทหาร รายงานตัวพรุ่งนี้ จะอยู่ต่อ 7 วัน หรือกลับบ้าน ชะตากรรมที่เลือกไม่ได้

กฤษกร ศิลารักษ์ เป็นผู้ประสานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) (พีมูฟ) กรณีเขื่อนปากมูล

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์