สิงห์รถบรรทุก(1): ตัวตนของคนที่ถูกเรียกขาน ‘เพชรฆาตหลังพวงมาลัย'

ห้วงยามที่แม้แต่พระเจ้าคงหลับใหล ร่างกายพวกเขากลับพลันกระตุกตื่น ดวงตากร้าวเบิกโพลงกว้างตอบรับแสงสุดท้ายที่กำลังลับขอบฟ้าราวกับเป็นช่วงเวลาของปีศาจ พวกเขารอคอยโอกาสในรัตติกาล ท้องถนนที่เคยคลาคล่ำด้วยรถราดังฝูงมดกลางแสงตะวัน ยามนี้มันค่อยๆ เร้นหายสู่ช่วงกาลของการพักผ่อนและนิทรา แต่นั่นคือเวลาที่เหล่ายักษ์จะหลั่งไหลพรั่งพรูกันออกมาเป็นขบวน เงาสีเทาทะมึนส่งเสียงสะเทือนนั้นคือเสียงบดคำรามของเจ้าถนนยามราตรี ยามนี้ดวงตาที่เปล่งแสงทอประกายเจิดจ้าพร้มอมจะควบโจนทะยานสู่ความเร่งร้อนอันตราย

ในความมืดสลัวสลับแสงพร่าพราย ชีวิตในระหว่างความลักลั่นของธุรกิจและกฎหมายกำลังเริ่มต้น มันคือเส้นทางที่ต้องเอาไฟวิญญาณของตนเข้าพร่าผลาญเพื่อแลกกับเงินตราราวทำสัญญากับปีศาจ ในความเถื่อนถ่อยที่ถูกแทบทุกสายตาจ้องมอง แต่ใบหน้านั้นยังคงเชิดขึ้นอย่างไม่ยี่หระ มันคือความธรรมดาในโลกของพวกเขา...เหล่า ‘สิบล้อ’ หรือคนขับรถบรรทุก ผู้เปรียบเสมือนเฟืองตัวใหญ่ที่ขับเคลื่อนระบบขนส่งสินค้าของประเทศนี้ให้ดําเนินไปอย่างราบรื่น ทว่า บนวิถีที่ถูกกํากับด้วยระบบธุรกิจ บางทีมันอาจเป็นคำสาปที่ถูกตีตราบนท้องถนน ความเป็นตายของผู้อื่นเป็นความชินชา กระทั่งได้มีฉายาที่ประทับพวกเขา ว่า  ‘เพชฌฆาตบนท้องถนน’ 

แต่ในโลกความจริง พวกเขาไร้ชีวิต ไร้น้ำใจเช่นนั้นหรือ

เราลองมาค้นดูกัน

“เมา(ยา)ม้า เถื่อนถ่อย ห้อยพระเครื่อง” : มายาคติสังคมไทยต่อสิงห์รถบรรทุก

 “ผมบอกตรงนี้เลย ไม่มี ‘ม้า’ ขนส่งไทยล่มจม”

“ไม่ใช่แค่ผมนะพี่ อ้ายพวกนี้มันกินกันทุกคน ไม่กินยังไงไหว ขับสองวันไม่พัก กินแล้วมันเพลิน ขับเรื่อยๆ ไม่ง่วง สิบห้าวันมันก็ขับออกหมด ใครแข็งแรงหน่อยเจ็ดวันก็ออกหมดแล้ว แต่ใช้ยาบ่อยๆ ไม่ไหวนะ ตายเร็ว แต่ไม่ใช้ก็ไม่ได้”

หลากคำพูดไหลหล่นราวคำสารภาพจากปาก ‘สิงห์รถบรรทุก’ ไอ้หนุ่มวัยห้าวคนนี้ยอมเผยภาพบางมุมให้กับเรา แม้ว่าวันนี้ข่าวประเภทสิบล้อ ‘เมาม้า’ จะค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าสื่อเพราะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ยาบ้า’ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของด้านมืดสังคมไทยทุกภาคส่วนนานแล้ว แต่ในความจริงอันบิดเบี้ยวบางอย่าง ‘มัน’ ยังคงซุกซ่อนอยู่อย่างเงียบเชียบกว่าเดิมในซอกหลืบอันอบอุ่นของ ‘ธุรกิจ’  การขนส่งซึ่งเปรียบเสมือนชีพจรใหญ่ทางเศรษฐกิจเส้นหนึ่ง ขอเพียงแค่เราหลับตาลงสักข้างเถิด ทุกอย่างมันจะดำเนินไปเองตามจังหวะหม่นๆ ของมัน

บางทีอาจเพราะความฉ้อฉลบางอย่าง ระบบการขนส่งสินค้าของเราควรเปลี่ยนแปลงนานแล้ว แต่ปัจจุบันสินค้าจำนวนมหาศาลยังคงอาศัยการขนส่งทางถนนเป็นหลักเช่นเดียวกับประเทศเมื่อแรกเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม ซึ่งนั่นหมายความว่า ‘สิงห์รถบรรทุก’ จำนวนมากจะยังคงเป็นที่ต้องการตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ความจริงที่สวนทางกลับเป็นความขาดแคลนบุคลากร ส่วนหนึ่งคงเพราะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับทักษะความชำนาญ หรืออีกส่วนอาจด้วยเรื่องของลักษณะงานที่ต้องห่างจากครอบครัวในระยะเวลานานๆ แต่เมื่อชีวิตถูกกํากับด้วยโลกของกำไรขาดทุน และต้นทุนชีวิตก็มักมีค่าน้อยกว่าต้นทุนทางธุรกิจเสมอ งานแบบนี้จึงดูว่าจะกลายเป็นงานของคนที่ไม่มีทางเลือกมากนัก

“อาชีพขับรถบรรทุกโดยทั่วไปมีปริมาณงานไม่สม่ำเสมอ บางช่วงมีงานน้อยอาจถึงขั้นต้องหยุดจอด ช่วงไหนมีงานเข้ามามาก อาจวิ่งติดกันเป็นเดือน” ไอ้หนุ่มคนเดิมบอก ความไม่สม่ำเสมอของปริมาณงานทำให้รายได้ของสิงห์รถบรรทุกไม่แน่นอน เพื่อชดเชยช่วงที่งานน้อยและขาดรายได้ หากช่วงไหนมีงานเข้ามามาก คนขับจึงต้องโหมขับอย่างหนักหวังเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อเฉลี่ยกับช่วงที่ขาดรายได้ เมื่อไม่รู้ชะตากรรมที่แน่นอน ‘การเสพยา’ กลายเป็นตัวเลือกหลักรองจากเครื่องดื่มชูกำลัง เพื่อกระตุ้นแรงให้ขยันได้มากขึ้น

การเร่งงานของบริษัทก็เป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่งที่บีบรัดให้คนขับรถบรรทุกต้องขับรถต่อเนื่องยาวนานจนเกินสภาพที่ร่างกายทนได้เช่นกัน เมื่อหยุดพักไม่ได้ ตัวช่วยยิ่งกลายเป็นความจำเป็น แม้ปัจจุบันบางบริษัทอาจเข้มงวด หรือมีนโยบายโรงงานสีขาวที่มีบทลงโทษไล่ออกทันทีหากจับได้ว่าคนขับรถบรรทุกเสพยาเสพติดซึ่งแม้จะมีผลทำให้การใช้สารเสพติดในหมู่คนขับรถบรรทุกลดจำนวนลงก็ตาม แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีนัก  จากการที่เราลองสำรวจทัศนคติผ่านการพูดคุยกับแรงงานขับรถบรรทุก นอกจากการยอมรับว่า มีการเสพยาบ้าในหมู่คนงานขับรถแล้ว พวกเขายังเชื่อว่า การใช้สารเสพติดของพวกเขาเป็นการใช้อย่าง ‘รู้เท่าทัน’ ด้วย

“คนที่กินประจำจะรู้ว่า ยาบ้าหนึ่งเม็ดจะออกฤทธิ์อยู่กี่ชั่วโมง เมื่อจะออกเดินทางและรู้ว่าตนต้องขับรถอยู่นานกี่ชั่วโมง ก็จะใช้ยาตามสัดส่วนของการใช้เวลาขับรถ เนื่องจากยาบ้ามีราคาแพง ปัจจุบันราคาเม็ดละ 200 บาท จึงไม่สามารถซื้อเสพทีละมากๆ ได้”

เมื่อคนขับรถต้องการร่างกายที่ ‘ขยัน’ อดทน มีเรี่ยวแรง ขับรถได้นานเพื่อให้สอดรับกับเงื่อนไขของสภาพงานที่แม้แต่การบังคับใช้กฎหมายก็อาจแกล้งมองผ่านเพื่อให้องคาพยพทางธุรกิจทั้งมวลเดินต่อ  แต่เมื่อมี ‘อุบัติเหตุ’ ภาพเชิงลบต่อพวกเขาบนท้องถนนมักถูกยกมาตอกย้ำ เพราะขนาดของรถที่ใหญ่โตยิ่งทำให้อุบัติเหตุแต่ละครั้งมักสะเทือนและรุนแรงกว่าอุบัติเหตุจากพาหนะประเภทอื่น ดังนั้น เมื่อรถบรรทุกเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม สังคมมักมีคำพิพากษาในใจไว้เสียแล้ว และบ่อยครั้งรถบรรทุกมักถูกติดสินให้เป็นฝ่ายผิด ตามด้วยข้อสันนิษฐานว่า “เกิดจากการเสพยา”

แต่เมื่อ ‘ชีวิต’ กับ ‘งาน’ แยกจากกันไม่ได้ สำหรับหลายคน งานเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาตื่นขึ้นมาอย่างมีจุดหมาย เป็นสิ่งยืนยันการดำรงอยู่ หรือหมายถึงรายได้ช่วยหล่อเลี้ยงประทังชีวิตซึ่งหาใช่เพียงตนแต่ยังรวมถึงอีกหลายปากท้องที่อยู่ในความรับผิดชอบให้อยู่รอด อย่าแปลกใจที่เราจะยังเห็นผู้คนมากมายทำงานหามรุ่งหามค่ำแม้งานนั้นค่าตอบแทนจะน้อยนิด ดังนั้น แม้ว่าบางคนเลือกที่จะทำงานเพื่อหวังให้บรรลุเป้าหมายหรือความเจริญก้าวหน้าในชีวิต แต่สำหรับบางคนมันคือสิ่ง ‘ต้องทำ’  เพราะถ้าหยุดทำก็หมายถึงรายได้ที่ขาดหายซึ่งรวมไปถึงครอบครัวของเขาที่จะต้อง ‘อดตาย’

“ไปดูได้เลย อ้ายรถที่จอดเรียงกันนี่ สิบคันมันจอดตายสองคัน” ศรีไพร นนทรี ที่ปรึกษากลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง บอกเล่าจากประสบการณ์กว่าหนึ่งปีที่ต่อสู้ร่วมกับแรงงานขับรถบรรทุกที่ถูกบริษัทขนส่งข้ามชาติเลิกจ้างเหตุต้องสงสัยขโมยน้ำมัน อดีตคนงานหลายคนเล่าความทุกข์ยากให้ศรีไพรฟังว่า เพื่อนร่วมงานหลายคน หากไม่ตายระหว่างขับรถก็มักกลายเป็นผู้พิการขาผิดรูปเพราะทำงานไม่ได้ออกกำลังกาย สองขาเหยียบแต่คันเร่งและเบรกวันละยี่สิบชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ส่วนที่ตายระหว่างขับรถมักเกิดจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันเพราะไม่ได้พักผ่อน ซึ่งอาจมาจากการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเกินขนาด

แกร๊ก!... เสียงฝาเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งถูกบิดเปิดขึ้นอีก ย้อนกลับไปที่ไอ้หนุ่มคนเดิมของเรา บนใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ดูเหมือนรับรู้อะไรดี เขาบรรจงดื่มเพื่อตื่นในความตื่นและการเดินทางก็เริ่มต้นอีกครั้ง รถของเขาคงแล่นไปข้างหน้า แต่หากจำเป็น เขาคงหยุดพักหลับสักงีบ

ส่วนเราคงได้แต่ภาวนาให้ไอ้หนุ่มนั้นไม่นอนฝันนาน...นาน..นานเกินไป

“อ้ายพวกนี้เท้ามันแตะเบรกไม่ถึง หรือลืมจ่ายค่าเบรก”

นอกจาก ‘เมา(ยา)ม้า’ แล้ว  ‘เถื่อนถ่อย’ คงเป็นอีกนิยามของสิงห์รถบรรทุกที่ตีคู่กันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาแล่นผ่านถนนเข้าสู่ซอยเล็ก ไม่ว่าชุมชนใหญ่หรือตามบ้านทุ่งผู้คนก็ต่างล้วนกร่นกราดกล่าวสรรเสริญให้เหล่าบรรดาคนขับโดยทั่วถึงกัน

‘อ้วน’ หญิงร่างท้วมวัยกลางคนบอกกับเราว่า เธอเปิดร้านชำริมถนนพหลโยธิน โชคไม่ดีนักที่ประตูร้านห่างขอบราดยางเพียงก้าวข้าม ร้านชำของเธอจึงไม่ต่างกับแผงขายของริมถนน แต่จุดเด่นของร้านยามใครผ่านไปมาต้องเหลียวหลัง ก็คือแผ่นป้ายไวนิลขอความเมตตาให้คนขับรถบรรทุกช่วยชะลอความเร็วยามขับผ่าน เพราะฝุ่นผงที่ล้อบดขยี้ถนนจนอวลขึ้นปกคลุมร้านและบริเวณนั้นมันตลบขึ้นมาจนฟุ้งราวกับเป็นเมืองในหมอก ยิ่งวันใดลมพัดแรง อ้วนจะแต่งกายมิดชิดคลุมทุกส่วนของร่างกายพร้อมกับสวมหน้ากากอนามัย

“ไม่รู้ลูกเมียมันป่วยหรือท้องเสีย ขับมาแรงจนฝุ่นตลบ ไม่เห็นใจกันบ้างหรือไง เราจะเป็นโรคปอดตายก็เพราะตีนผีพวกนั้น” มัดซี พนักงานบริษัท เป็นอีกผู้ร่วมชะตากรรม ห้องพักของเธออยู่ละแวกเดียวกับร้านชำของอ้วน ดังนั้น ทุกเย็นมัดซีจะต้องออกมาฉีดน้ำบนถนนเพื่อลดปริมาณฝุ่น ส่วนผลกระทบอีกอย่างที่มัดซีได้รับคือ อาการง่วงนอนตลอดวันเพราะเธอมักตกใจตื่นยามดึกเวลารถบรรทุกวิ่งด้วยความเร็วสูง

“เรานอนกันแทบไม่ได้ พวกนั้นขับมาทีเร็วมาก สะเทือนถึงฝาบ้าน ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ชะลอรถ ทั้งที่ถนนเป็นซอยเล็กๆ” เธอบอก  

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่ภาพลักษณ์ทางลบ เพราะหากเราลองค้นหามุมมองที่มีต่อพวกเขาในอีกด้าน รถบรรทุกมารยาทดียังเป็นที่ปรากฏ เสียงสะท้อนชื่นชมยังมีให้ชื่นใจ

“ถ้าเรื่องมารยาทบนถนน พี่ถือว่าสิบล้อเป็นเบอร์หนึ่ง ตอนพี่ขับรถเป็นใหม่ๆ ก็ได้รถบรรทุกช่วยเหลือ” ผู้ใช้รถคนหนึ่งกล่าวถึงน้ำใจสิงห์รถบรรทุกที่แม้จะเป็นรถคันใหญ่แต่ใจไม่ยักษ์ และหลายคนเองคงเคยประสบพบพาน หากขับตามหลังรถบรรทุกใจดี เขามักจะคอยจะส่งสัญญาณไฟบอกรถคันหลัง

“สมัยพี่เริ่มขับรถ ยังไม่ชำนาญทาง มักอาศัยสัญญาณไฟจากรถบรรทุกเป็นเครื่องนำทาง เช่น ข้างหน้ามีรถนำอยู่หรือไม่ สามารถแซงได้หรือไม่ หากกระพริบไฟซ้ายหมายถึงแซงได้ ถ้าไม่จะกระพริบไฟขวา”

ส่วนเมื่อเราลองเทียบสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนแล้วก็พบว่า สถิติคดีอุบัติเหตุของรถบรรทุกกับรถอื่นๆ ก็พอๆ กันข้อมูลจากการจราจรทางบกในเขตพื้นที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถิติอุบัติเหตุที่จําแนกตามพื้นที่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ถึงเดือนกันยายน 2555 อุบัติเหตุจากรถบรรทุกมี 1,972 ราย จากจำนวนรถจดทะเบียนสะสม 945,893 คัน (0.21%) ขณะที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล เกิดอุบัติเหตุ 15,973 ราย จากจำนวนรถจดเบียนสะสม 6,602,119  คัน (0.24%)

ถึงจะเป็นเช่นนั้น ภาพข่าวที่รุนแรงก็ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ทางลบอย่างเหมารวมบรรดา ‘สิงห์รถบรรทุก’ อยู่ดี

000

โครงการให้ทุนเพื่อทำข่าวเชิงลึกได้รับการสนับสนุนทุนจากโครงการสะพาน โดยการสนับสนุนจากองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจเสนอประเด็นเพื่อขอรับทุนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 โดยคณะกรรมการได้คัดเลือกประเด็นจำนวน 41 ประเด็น จากผู้สมัครเข้าขอรับทุนทั้งหมด 39 ราย จนได้ผู้มีสิทธิได้รับทุนจำนวน 10 ราย และผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียงพอที่จะนำเผยแพร่จำนวน 8 ประเด็น  โดยเว็บไซต์ประชาไทได้ทยอยนำขึ้นเผยแพร่ ดังปรากฏอยู่ในหน้านี้แล้ว

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์