“เซ็กซ์สตอรี่” ในรัฑที่สนับสนุนการข่มขืน?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

หมายเหตุ ผู้เขียนอภิปรายถึงลักษณะของบ้านเมืองในลักษณะนิทานซึ่งเกิดขึ้นโดยทั่วไปในประวัติศาสตร์โลก มิได้เจาะจงที่รัฐใดรัฐหนึ่งเป็นการเฉพาะ ผู้เขียนหยิบยกลักษณะที่คล้ายกันของพฤติกรรมมาขยายให้ชัดเจน ซึ่งมีหลายๆรัฐในประวัติศาสตร์บางรัฐล่มสลายไปแล้วในกาลเวลา และแน่นอนว่า บางรัฐก็ยังมีและยังมีลักษณาการดังกล่าวในปัจจุบัน

ถ้าเรานิยามว่า “รัฑ” หมายถึง เมืองที่ประชากรถูกปกครองด้วยระบอบลึงค์เป็นศูนย์กลาง (Phallocentrism) นั่นคือ เมืองที่เจ้าพนักงานของรัฑพร้อมจะ “ถอดเสื้อผ้าของประชากรในรัฑด้วยอำนาจ” (Naked life) นั่นคือ ด้วยคำสั่ง ด้วยการบังคับข่มขู่ ด้วยความเชื่อว่า นั่นเป็นวิธีในการแก้ไขปัญหาทางสังคม และแน่นอน รัฑได้ฝึกฝนอบรมเจ้าพนักงานของรัฑ ให้ผ่านกระบวนการในลักษณะถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้า หรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับเพศ หรือแสดงอำนาจด้วยการเหยียดเพศอีกด้วย ดังนั้น รัฑจะทำอย่างไรให้ตัวเองถูกบริสุทธิ์ขึ้นในสายตาของประชากร? สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ รัฑใช้ศาสนาเป็นเครื่องกล่อมเกลาทางสังคม นั่นหมายความว่า รัฑใช้ศาสนาเป็นเครื่องฟอกตัวเองจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องอื่นๆ เพราะรัฑอาศัยความร่วมมือกับศาสนาในฐานะสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์ สร้างปีศาจร้ายขึ้นมาตัวหนึ่ง ปีศาจร้ายตัวนั้นคือ “เซ็กซ์” ใครก็ตามที่ถูกแปะป้าย (Label) ว่าเกี่ยวข้องกับเซ็กซ์ แม้จะเล็กน้อยสักเพียงใด ผู้ที่แปะป้ายนั้นก็จะได้แต้มต่อในทันที

[1] “อีโสเภณี” ในฐานะคำด่าประจำรัฑที่มีโสเภณีมากติดอันดับโลก

ใครก็ตามที่เป็นโสเภณีต้องเป็นบุคคลชายขอบไม่มีสิทธิไม่มีเสียงในสังคมเท่านั้น (Subaltern) ไม่ว่าพวกเธอ/พวกเขาจะมีจำนวนมากเท่าไรก็ตาม เพราะถ้าใครก็ตามจะก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยเฉพาะอำนาจที่รัฑสถาปนา “การเป็นโสเภณี” ก็เป็นลักษณะต้องห้ามโดยปริยาย นั่นคือ จะยุ่งเกี่ยวกับโสเภณีไม่ได้ และถึงไม่ได้ยุ่งเกี่ยว แต่ถ้าหากถูกแปะป้ายว่าเป็นโสเภณีแล้ว นั่นก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะ ทำลายความสามารถด้านอื่นๆของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า “โสเภณีในรัฑนี้ทำงานด้านการปกครองรัฑไม่ได้” เพราะผิดหลักศาสนา ดังนั้น “อีโสเภณี อีกระหรี่ อีร่าน อีส่ำส่อน” ไม่มีสิทธิมีเสียงไปโดยปริยาย

ในบางรัฐโสเภณีเป็นเรื่องต้องห้ามถึงกับต้องมีโทษประหารชีวิตไว้สำหรับกำจัดประชากรโสเภณี แต่ในบางรัฑโสเภณีแม้จะไม่ใช่อาชีพถูกกฎหมายแต่กลับเป็นที่นิยมกันมากในหมู่ “เจ้าพนักงานของรัฑ” แน่นอน ผู้ปกครองเท่านั้น ถึงมีสิทธิในการเลือกซื้อโสเภณีมากกว่าชาวบ้านรากหญ้า ในขณะเดียวกัน “เจ้าพนักงานเหล่านั้น” ก็ต้องรักษาบทบาท “นักกล่อมเกลาทางสังคม” ด้วยการร่วมมือกับนักบวชในศาสนา ด้วยการแสดงตนว่าบริสุทธิ์สะอาดจากเรื่องเซ็กซ์ เป็นบุคคลผู้รู้กาลควรกาลไม่ควร เป็นบุคคลผู้รู้เรื่องเพศอย่างเหมาะสม อาจเรียกได้ว่าเป็น บุคคลในอุดมคติของยุควิกตอเรียนก็ว่าได้ แต่แปลกที่ “สังคมที่เต็มไปด้วยผู้รู้เรื่องเพศอย่างเหมาะสม เต็มไปด้วยผู้รังเกียจโสเภณี เหตุใดโสเภณีจึงมากติดอันดับโลกไปด้วย” เพราะในบางประเทศที่โสเภณีถูกกฎหมาย หรือ มีเสรีภาพทางเพศวิถี ดูเหมือนว่าโสเภณีและความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศจะน้อยเสียยิ่งกว่ารัฑที่ว่า และรัฐเหล่านั้นบางครั้งก็มีประชากรนักบวชน้อยมาก หรือไม่มีกิจกรรมทางศาสนาในระดับรัฐด้วยซ้ำ

[2] ความประพฤติผิดทางเพศเป็นเรื่องชั่วร้ายกว่าการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ

“การช่วยตัวเอง” เป็นเรื่องชั่วร้าย “ความประพฤติไม่เหมาะสมทางเพศ” เป็นเรื่องชั่วร้าย ทันทีที่ “สื่อมวลชนในรัฑ” ขยายข่าวออกไปแล้วจะทำให้เกิดความตกอกตกใจกันในบรรดาประชากรในรัฑ เพราะเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ “มันโจ๋งครึ่ม บัดสีบัดเถลิง มันฉาวโฉ่” เพราะประชากรในรัฑ (ที่มีโสเภณีมากติดอันดับโลก) ไร้เดียงสามากพอที่จะไม่รู้เห็นกับความประพฤติไม่เหมาะสมทางเพศเหล่านี้ ราวกับว่าเขาเหล่านั้นไม่มีประสบการณ์ทางเพศ (แต่สถานเริงรมย์/โรคติดต่อทางเพศ/การทำแท้งเถื่อนมีมากมาย?) ที่น่าสนใจคือ ถ้าเป็นความน่าสงสัยว่า “รัฑทรมานผู้ต้องหา” / “รัฑปล่อยให้เกิดการทำทารุณทางเพศ” / “รัฑปล่อยให้เกิดการดูหมิ่นทางเพศ” โดยเฉพาะประเด็นหลัง เช่น การประนามหยามหมิ่นว่าคนนั้นเป็นกระหรี่ คนนี้สำส่อนแบบนี้กลายเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ประชากรในรัฑจะไม่เข้าไปพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของเพื่อนร่วมรัฑ แม้แต่สื่อมวลชนก็ยังขยาดด้วย(ก็พอเข้าใจได้บ้างทางธุรกิจ)

มากไปกว่านั้น การสืบหาเบาะแสเพื่อประจานว่า ใครเป็นคนสั่งให้ใช้ไฟฟ้าช๊อตเข้าที่อวัยวะเพศผู้ต้องสงสัย/ผู้ต้องหา? ใครเป็นคนสั่งให้เชลยถอดเสื้อผ้าแสดงอวัยวะเพศ? ตรงนี้เป็นเรื่องต้องห้าม ไม่จำเป็นต้องรู้ ห้ามพูดถึง ส่วนใครประพฤติผิดทางเพศนี่ต้องรู้ให้ได้และต้องประจานด้วย ต้องมีการจัดขบวนการไปสอบสวน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าสังเกตว่า คนในรัฑดังกล่าวถือกันว่าเรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องชั่วร้ายกว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชน? และในเมื่อรัฑเต็มไปด้วยนักสอบสวนทางศีลธรรมมากถึงเพียงนี้ ทำไมการหยามหมิ่นทางเพศถึงเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ? ทำไมรัฑยังปล่อยให้เพื่อนร่วมรัฑถูกกดขี่ทางเพศได้? เป็นต้น การช็อตไฟฟ้าที่อวัยวะเพศก็ไม่ใช่กิจกรรมทางเพศปกติที่มักกระทำ (แต่กลับไม่ลังเลที่จะกระทำ? และไม่มีใครตั้งข้อสงสัยด้วยว่า ทำไมเจ้าหน้าที่รัฑถึงไม่ลังเลที่จะกระทำ อะไรเป็นสิ่งที่กดบังคับอยู่?)

สรุป “ห้ามแสดงความโน้มเอียงเรื่องเซ็กซ์  มิเช่นนั้นคุณจะถูกสงสัย จนอยู่ในรัฑนี้ไม่ได้ แต่ถ้าคุณกระทำทารุณทางเพศเนื่องด้วยกระบวนการของอำนาจรัฑ จุดนี้ใครก็ห้ามสงสัยคุณ และเผลอๆคุณอาจมีหน้ามีตาในรัฑนี้ได้”

[3] นักบวชตำแหน่งสูง/เจ้าพนักงานรัฑตำแหน่งสูงมีความสัมพันธ์ทางเพศได้ทุกรูปแบบ แต่ประชากรห้ามมี

ในรัฑที่มีโสเภณีติดอันดับโลก ยังขึ้นชื่อเรื่อง “ความสร้างสรรค์ของกิจกรรมทางเพศหลากหลายรูปแบบ” นั่นคือ มีบริการทางเพศที่หลากหลายตอบสนองทุกความต้องการของชาวต่างรัฐ (หรือคนในรัฑ) จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจและทำให้ธุรกิจนี้เฟื่องฟูแบบที่ไม่มีวันหมดไปจากรัฑได้ อนึ่ง นักบวชตำแหน่งสูงอาจรักษาสถานภาพของตนไว้ได้แม้จะมีความสัมพันธ์ทางเพศก็ตาม แม้จะถูกกล่าวหาว่ามีบุตรด้วยซ้ำไป (จากตรรกะที่ว่าอำนาจที่กดบังคับสิทธิเสรีภาพนั้นย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด) เช่นเดียวกับเจ้าพนักงานรัฑตำแหน่งสูงจะมีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างไรก็ได้ เช่น มีคู่นอนหลายคน เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ “ห้ามตั้งคำถาม ห้ามสงสัย”

แต่ถ้าในส่วนของประชากรด้วยกันแล้ว เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งต้องห้ามเพราะขัดกับศีลธรรมอันดี ประชากรรากหญ้าคนใดที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ต้องถูกลากไส้ออกมาประจานให้อับอายจนเข้าสังคมไม่ได้ แต่ถ้าเป็นผู้มีอำนาจทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกันสิ่งนี้จะถูกห้ามโดยปริยาย จึงอาจสรุปได้ว่า ไม่มีความยุติธรรม หรือ ความเสมอภาค แม้แต่ขั้นพื้นฐานในรัฑนี้ ทุกอย่างเป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติ “อำนาจเป็นตัวกำหนดความผิดหรือถูกของศีลธรรม นั่นคือแสดงพฤติกรรมทางเพศอย่างไรก็ได้หากมีอำนาจมากพอ” และนี่คือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของรัฑที่ปกครองด้วยระบอบลึงค์เป็นศูนย์กลาง (Phallocentrism) และในขณะเดียวกันก็ต้องการเป็นศูนย์กลางทางศีลธรรมด้วย

[4] เรื่องเสื่อมเสียทางเพศหรือพฤติกรรมทางเพศเป็นเครื่องมือในการโจมตีผู้ที่เห็นต่างหรือศัตรู

ในรัฑที่มีพฤติกรรมลักลั่นทางจริยศาสตร์ดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้ว่า พวกเขาเหล่านั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ศาสนา” ก็ตาม เรื่องเสื่อมเสียทางเพศ หรือ พฤติกรรมทางเพศ เป็นเครื่องมือหลักในการโจมตีผู้ที่เห็นต่างหรือศัตรู พวกเขาจะถูกโจมตีด้วยข้อหาเรื่องเพศ ซึ่งเป็นการโจมตีตัวบุคคล Ad Hominem นั่นคือ การทำให้ประเด็นอ่อนลง ในบางรัฐถือว่าเรื่องนี้เป็นตรรกะวิบัติ (Fallacy) แต่สำหรับรัฑนี้ การทำแบบนี้เป็นวิธีวิทยา (Methodology) ยกตัวอย่างเช่น

[1] นางสาวโสเภณีเสนอว่า รัฑของเราควรเปิดใจกว้างเรื่องเพศ และเรื่องโสเภณี อย่ามัวแต่หลอกตัวเอง  (แน่นอนนางสาวโสเภณีคงต้องอภิปรายต่อว่า อะไรเป็นเหตุผลที่เธอเชื่อว่าการเปิดกว้างเรื่องเพศจะดีกว่าเดิม)

[2] นายคนดีโต้แย้งนางสาวโสเภณีว่า “ให้เปิดใจกว้างเรื่องเพศ” ก็เท่ากับ “สนับสนุนให้สำส่อนผิดลูกผิดเมีย”
(แน่นอนนายคนดีอาจโจมตีไปยังนางสาวโสเภณีโดยทึกทักว่าเธอเป็นโสเภณีเลยยกหางตัวเอง จะเห็นว่าเป็นตรรกะวิบัติทั้ง Ad Hominem, Straw Man แต่ถ้าบังเอิญเธอคิดอย่างนั้น และบังเอิญเธอมีพฤติกรรมเช่นนั้นก็เป็นอันว่าเข้าทางนายคนดี แบบนี้จะโจมตีสะดวก อาจถึงขั้นขับไล่นางสาวโสเภณีให้ไปแสดงพฤติกรรมสำส่อนที่อื่นที่ไม่ใช่ในรัฑนี้)

สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับมวลชนในรัฑนี้คือ ทันทีที่นายคนดีเปิดประเด็นว่า “นางสาวโสเภณีเป็นโสเภณี”, “นางสาวโสเภณีสนับสนุนให้สำส่อน” มวลชนเหล่านั้นไม่ลังเลที่จะเห็นด้วยกับนายคนดี โดยทั้งหมดจะยืนยัน “ศีลธรรมอันดีดังกับว่าตัวสมาทานว่าจะเป็นพรรมจรรย์ แม้จะชื่นชอบหน้าตาของยี่เกดาราจนเก็บไว้จินตนาการบ่อยๆ” ท้ายที่สุด “นางสาวโสเภณี” จะถูกแปะป้ายว่าเป็นคนชั่วร้าย และผิดฐานดูหมิ่นคนอื่นว่า “หลอกตัวเอง” อีกด้วย (และประเด็นที่น่าคิดเกี่ยวกับการเปิดใจกว้างเรื่องเพศจะถูกกลบเกลื่อนด้วยการแฉพฤติกรรมของนางสาวโสเภณีแทน เพราะลึกๆทุกคนกลัวเบื้องลึกเบื้องหลังของตนเอง กลัวจะถูกประนามหยามหมิ่นแบบนางสาวโสเภณี)

ซึ่งการโจมตีผู้เห็นต่างหรือศัตรูในเรื่องทางเพศมักถูกอ้างว่าเป็น “การชำระล้างให้บริสุทธิ์” (Purify) เป็นการกำจัดของเทียม (กำจัดพวกลูกผสม ให้เหลือแต่พันธุ์แท้เท่านั้น) ดังนั้นรัฑดังกล่าวมักมี “การชำระล้างให้บริสุทธิ์” อยู่บ่อยครั้ง และรัฑดังกล่าวจะมีวีรบุรุษ วีรสตรีซึ่งเป็นผู้มีคุณธรรมสูง รู้กาลควรไม่ควร และเป็นที่รักของประชากรในรัฑมากมาย แต่แปลกมากๆ ที่ การชำระล้างให้บริสุทธิ์นี้ ไม่เคยแสดงให้แนวโน้มว่า ความเหลื่อมล้ำในรัฑจะลดน้อยลง อัตราการข่มขืนจะลดน้อยลง ซึ่งอัตราการข่มขืน การบังคับ การล่อลวง การกระทำชำเรากลับมากขึ้น (ทั้งที่น่าจะกำจัดตัวแบบพวกนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว?)

หรืออาจเป็นเพราะในกระบวนการชำระล้างให้บริสุทธิ์ของบรรดาผู้อ้างตัวว่ากำลังสวมบทบาทเป็น“นักพิทักษ์ศีลธรรมแห่งรัฑศาสนา” (ซึ่งรัฑนี้ไม่มีนักสิทธิมนุษยชน) มักประกอบด้วย (1) การถากถางหยามหมิ่นถึงพฤติกรรมอันส่ำส่อน เป็นต้น การเปิดเผยว่าสะใจ สมน้ำหน้า และจะมีความสุขถ้ามีการลงโทษที่สาสม (เป็นต้น ถ้าในอดีตโทษลักษณะนี้ จะเป็นการปาก้อนหินจนสิ้นชีวิต หรือ การเผาทั้งเป็น หรือการเฆี่ยนและแห่ประจาน) (2) การอ้างมวลชนเข้าตรวจสอบ ตรวจค้น ทุกกลุ่มองค์กรที่ขัดขวางความดีงามนี้ เพราะรัฑนี้ถือตัวว่าเป็นผู้คิดค้นทุกทฤษฎีการบริหารองค์กรในโลก จึงสามารถยกเลิกทุกกฎได้เสมอ (3) การแสดงความภูมิใจและมีเรื่องเล่าแห่งการพิชิตมารร้ายที่ไม่รู้จบ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่ได้หยามหมิ่นผู้ที่ทำผิดเรื่องเพศ (4) การใช้ประโยชน์จากวีรกรรมดังกล่าวในการสถาปนาความเป็นผู้มีศีลธรรมยิ่งๆขึ้นไปของตน (เติบโตด้วยการประจานคนอื่น มีชื่อเสียงด้วยการค้าขายกับเรื่องคาวๆ) เห็นได้ชัดว่า 4 ข้อนี้สำหรับเราอาจไม่นับเป็นการชำระล้างได้เลย แต่สำหรับประชากรในรัฑนี้ ลักษณาการแบบนี้เป็นวิธีวิทยาที่จะนำไปสู่ความสูงส่งกว่าผู้อื่น นั่นคือรายละเอียดของนิทาน

สรุปอีกครั้งว่า รัฑนี้ใครทำตัวล่อแหลมทางเพศจะถูกการลงทัณฑ์จากสังคมทันที ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฑจะทำอย่างไรก็ได้ทางเพศไม่ว่าจะเป็น ซื้อบริการทางเพศด้วยเงินมหาศาล ปรนเปรอทางเพศ หรือแม้กระทั่งละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องเพศก็ตาม และสำหรับประชากรในรัฑนี้ พวกเขาจำเป็นต้องไต่เต้าทางสังคมด้วยการใช้เรื่องเพศโจมตีผู้อื่น เพื่อยืนหยัดเคียงข้างรัฑแห่งความดีงาม (ที่การละเมิดสิทธิมนุษย์ถูกลืมเลือนจนถึงขั้นหายสาบสูญไป)

เขียนมาถึงตอนนี้ เราได้แต่ภาวนาว่า อย่าให้ ”รัฑ” แบบนี้ มีอยู่จริงในโลก อย่าให้ประชากรแบบนี้มีอยู่จริงในโลก .... แต่แล้วเราก็ฝันไป อยากตะโกนแบบขุนเผดิมกับคุณเวกในเรื่องสั้นคึกฤทธิ์ว่า “ไม่เชื่อโว้ย ไม่จริงโว้ย” !

เพราะมันจริงที่ความลักลั่นในระดับนี้มีอยู่จริงในศตวรรษที่ 21 โดยซีเรียสนะว่า มันมีอยู่จริง และเป็นเรื่องเป็นราวเสียด้วย

 

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์