คปก.เสนอแยกศาลแรงงานออกจากศาลยุติธรรม แนะต้องปฏิรูปทั้งระบบ

30 มกราคม 2558  คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) นำโดย ศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเรื่อง “กระบวนการยุติธรรมด้านแรงงานในระบบศาลคู่” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานเข้าร่วมอภิปรายอาทิ ตุลากาศาลปกครองสูงสุด ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เป็นต้น ทั้งนี้ คปก.ได้ยื่นข้อเสนอกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อนายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปแห่งชาติไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยในส่วนของกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงานนั้นคปก.เสนอให้มีการแยกศาลแรงงานออกจากศาลยุติธรรม เช่นเดียวกับที่มีการแยกศาลปกครองออกจากศาลยุติธรรมตามระบบศาลคู่ของประเทศไทย 
 
ศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เปิดเผยว่า การแยกศาลแรงงานออกจากศาลยุติธรรมนั้นเพื่อให้ผู้พิพากษาศาลแรงงานมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาคดีแรงงานที่มีลักษณะคดีแตกต่างจากคดีในศาลยุติธรรมทั่วไป อีกทั้งจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนวิธีพิจารณาคดีแรงงานให้ผู้พิพากษาศาลแรงงานลงมาตรวจสอบค้นหาความจริงให้ได้มากที่สุด เนื่องจากคำพิพากษาคดีแรงงานมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และจะต้องเน้นระบบการพิจารณาคดีแบบไต่สวน โดยจะต้องวางแนวทางให้ศาลชั้นต้นมีลักษณะเป็นศาลพิจารณา (Trial Court) ที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ข้อเท็จจริงยุติที่ศาลชั้นต้น 
 
ด้าน นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์ ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพรบ.เกี่ยวกับระบบการอุทธรณ์และฎีการวม 9 ฉบับ โดยมี ร่างพรบ.จัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ....และร่างพรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ....(แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การอุทธรณ์และฎีกา) โดยมีสาระสำคัญเป็นการจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีแรงงานขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณคดีแรงงานที่ค้างอยู่เป็นจำนวนมากในศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน อีกทั้งยังกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาคดีไว้เพื่อลดปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดี อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเปิดช่องให้มีการฎีกาคดีแรงงานได้โดยการ “ขออนุญาต” ในกรณีเป็นคดีที่อาจกระทบต่อการพัฒนากฎหมายที่เป็นปัญหาสำคัญ 
 
การประชุมในครั้งนี้ ดร.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ ได้นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “การพัฒนากระบวนวิธีพิจารณาคดีแรงงานในระบบไต่สวน” โดยมีข้อเสนอว่าหากจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในศาลแรงงานปัจจุบันจะต้องมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนวิธีพิจารณาคดีแรงงานที่จะต้องแตกต่างจากศาลยุติธรรม ซึ่งรวมถึงคุณสมบัติของผู้พิพากษาศาลแรงงานที่จะต้องสร้างให้มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญในคดีแรงงานอย่างแท้จริง  
 
นายสมชัย วัฒนการุณ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด กล่าวแสดงความเห็นว่า ประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีแรงงานนั้นจะต้องพิจารณาว่าเมื่อแก้ไขแล้วจะอำนวยให้เกิดความยุติธรรมในสังคมได้หรือไม่ และสิ่งที่ศาลยุติธรรมแก้ไขในแนวทางดังกล่าวนั้นตอบโจทย์กระบวนยุติธรรมทั้งระบบหรือไม่ ทั้งนี้มองว่าโครงสร้างของศาลยุติธรรมในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษานั้นไม่อำนวยต่อการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้กับผู้พิพากษาศาลแรงงาน และการจะนำกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้กับคดีแรงงานควรมีขอบเขตและคำนึงถึงความสอดคล้องกับลักษณะของคดีแรงงานด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการพิจารณาคดีของศาลแรงงานเป็นเรื่องสำคัญหากจะแก้ไขต้องคำนึงถึงปัญหาทั้งโครงสร้างรวมถึงสภาพที่เกิดขึ้นจริงของศาลแรงงานในทางปฏิบัติด้วย 
 
ด้านศ.เกษมสันต์ วิลาวรรณ กรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 9 และอดีตผู้พิพากษาอาวุโส ศาลแรงงานกลาง เปิดเผยว่า ความพยายามแรกเริ่มในการจัดตั้งศาลแรงงานคือต้องการให้เป็นศาลที่มีความแตกต่างจากศาลยุติธรรม โดยวางระบบให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้งวิธีพิจารณาคดีและระบบของผู้พิพากษา ศ.เกษมสันต์กล่าวแสดงความเห็นด้วยต่อข้อเสนอในการแยกศาลแรงงานออกจากศาลยุติธรรมเช่นที่ศาลปกครองแยกออกมาเป็นอึกศาลหนึ่งตามระบบศาลคู่ อย่างไรก็ตาม หากจะทำให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัตินั้นอาจเป็นไปได้ยาก สิ่งสำคัญคือต้องเข้าไปดูในเนื้อหาสาระการปฏิบัติของศาลแรงงานให้ยึดในระบบไต่สวน เนื่องจากเป็นระบบที่เหมาะสมกับวิธีพิจารณาคดีแรงงานในการทำให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงที่มากกว่าและเป็นประโยชน์กว่าระบบกล่าวหา โดยจะต้องมีความยึดโยงความจริงของข้อเท็จจริงให้มากเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคดี ซึ่งศาลแรงงานเองก็ได้มีความพยายามที่จะให้ผู้พิพากษาเป็นผู้ดำเนินการตรวจพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางของคปก.ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ อยากให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยว่าโดยหลักการเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างต้องมีเจตนาที่จะร่วมกันให้เกิดความตกลงกันได้ด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม การวางแนวทางของศาลแรงงานนั้นเห็นว่าหากบัญญัติได้ในระดับรัฐธรรมนูญจะเป็นการดี
 
ทางภาคเอกชนนั้นนายชัยปิติ ม่วงกูล กรรมการกฎหมายสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากจะมีการปฏิรูปกระบวนการแรงงานนั้นควรมองเชื่อมโยงในเรื่องเศรษฐกิจและการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (AEC) ด้วย เนื่องจากในทางการค้าระหว่างประเทศนั้นหากมีคดีแรงงานเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ในอนาคตคาดว่าปัญหาคดีแรงงานจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วย
 
นอกจากนี้ นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้กล่าวว่า ปัญหาที่ผู้ใช้แรงงานประสบนั้นมีทั้งปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดี และในช่วงหลังจากผู้ใช้แรงงานถูกนายจ้างเลิกจ้าง อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่าการไกล่เกลี่ยในศาลแรงงานควรเป็นไปเพื่อให้เกิดการยอมความกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริงบนหลักการที่ไม่ทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิที่น้อยลง และเห็นว่าการจัดตั้งศาลแรงงานโดยเฉพาะนั้นยังคงมีความสำคัญ
 
ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้นำไปประมวลผลและจัดทำเป็นข้อเสนอในระดับรัฐธรรมนูญต่อไป เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งระดับองค์กรและตัวบุคคลในกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงาน
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์