อัพเดทล่าสุดเมื่อ 7 ชั่วโมง 54 นาที ที่ผ่านมา
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เสรีภาพและความอดกลั้น ‘กรณีธุดงค์ธรรมกาย’

 

การจัดงาน"ธุดงค์ธรรมชัย เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 4 ธรรมยาตรา เพื่อฟื้นฟูศีลธรรมโลก" ระหว่าง 2-31 มกราคม 2558 ของวัดพระธรรมกาย โดยมีการเดินขบวนธุดงค์ของพระสงฆ์จำนวน 1,130 รูป สิ้นสุดไปแล้ว และก็เป็นเช่นเดียวกับปีก่อนๆ คือมีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อต่างๆ และคำอธิบายจากพระวัดพระธรรมกาย

เหตุผลของศาสนาในการรุกเข้าไปในพื้นที่สาธารณะ

กับปัญหาเดิมๆ ในปีนี้พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ อธิบายทาง เฟซบุ๊ก DMC.tv - Dhamma Media Channelมีเนื้อหาบางส่วนว่า

"วัดพระธรรมกาย จัดเดินธรรมยาตราธุดงค์ธรรมชัย ทำให้รถติด ความจริงคืออะไรที่เขาวิจารณ์กันว่า ทำให้รถติด เราต้องลองมาดูว่า การทำอะไรก็มีผลกระทบทั้งนั้น จัดคอนเสิร์ตรถก็ติด แข่งกีฬาที่สนามศุภชลาสัยรถก็ติด จะมีอะไรก็มีผลกระทบทั้งนั้น แต่ว่าพระธุดงค์เดินไปนี้ เป็นแถวพระเรียงเดี่ยวไป มีรถนำขบวนที่อาจเสียพื้นที่ถนนไปสักหนึ่งเลน รถก็ติดขึ้นมาบ้าง และแต่ละจุดพระเดินผ่านก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ผลกระทบก็มีบ้าง"

"แต่ถ้าเทียบกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับการปลุกศีลธรรมให้เกิดกับคนนับล้าน ผลมันยิ่งกว่าคุ้มอีก ดังนั้น เราอย่าเสียเวลามานั่งจับผิดค่อนขอดกันเลย แต่ลุกขึ้นมาช่วยกัน อาศัยจังหวะนี้เถิด ปลุกกระแสศีลธรรมครั้งใหญ่ให้กลับคืนมาสู่สังคมไทย"

"ถ้าชาวพุทธเรารวมใจกันเป็นหนึ่ง และสื่อทุกสื่อช่วยกันโหมกระแสนี้ขึ้นมา ประโยชน์จะยิ่งเกิดมาคุ้มค่า คนที่มาถึงมาต้อนรับคณะพระธุดงค์โดยตรงเป็นล้านคน ถ้าภาพนี้ได้ออกทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ สื่อต่างๆ ก็จะไปถึงคนทั้งประเทศ ประโยชน์จะเกิดขึ้นมาอย่างมหาศาล"

สรุปประเด็นสำคัญได้ว่า (1) ในเมื่อการจัดกิจกรรมอื่นๆ เช่นจัดคอนเสิร์ตเป็นต้นที่ส่งผลกระทบให้รถติดบ้าง ก็ยังมีเสรีภาพทำได้ วัดพระธรรมกายก็ควรมีเสรีภาพจะทำได้เช่นกัน และ (2) วัดพระธรรมกายกระทำกิจกรรมดังกล่าว บนพื้นฐานความเชื่อ“ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับการปลุกศีลธรรมให้เกิดกับคนนับล้าน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแผ่พุทธศาสนา “เชิงรุก” ของวัดพระธรรมกาย

 

เมื่อเสรีภาพ 2 ประเภทปะทะกัน

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวัดพระธรรมกายมีเสรีภาพจะใช้พื้นที่สาธารณะ เช่นถนนสาธารณะในการจัดกิจกรรมเดินธุดงค์เช่นเดียวกับการเดินพาเหรดกีฬาสีและอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรบ้าง แต่คำถามคือ ทำไมจึงไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีอื่นๆ ทำไมเจาะจงวิจารณ์เฉพาะวัดพระธรรมกาย

ประเด็นแรกที่เราต้องยอมรับคือ การปรากฏตัวของขบวนพระธุดงค์ต่างจากการปรากฏตัวของขบวนพาเหรดกีฬาสี เนื่องจากการปรากฏตัวของขบวนพระธุดงค์เป็นรูปแบบของการขยายพื้นที่ทางศาสนาไปสู่พื้นที่สาธารณะ คำถามต่อวัดพระธรรมกายจึงไม่ใช่เรื่องประเด็นรถติดอย่างเดียว แต่มันมีประเด็นของความเชื่อทางศาสนาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวโดยย่อคือ ในเมื่อวัดพระธรรมกายรุกเข้าไปในพื้นที่สาธารณะด้วยความเชื่อทางศาสนาชุดหนึ่งที่ว่า“ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับการปลุกศีลธรรมให้เกิดกับคนนับล้าน” ย่อมมีคำถามจากความเชื่อทางศาสนาอีกชุดอื่นๆ มาโต้แย้ง เช่นว่าจะเกิดประโยชน์เช่นนั้นจริงหรือไม่ รวมทั้งมีชุดความเชื่ออื่นๆเกี่ยวกับประเพณีการเดินธุดงค์ว่า การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของการเดินธุดงค์เช่นนั้นเหมาะสมหรือไม่ คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นธรรมดาหรือเป็นไปได้เสมอที่จะเกิดขึ้นกับกิจกรรมทำนองนี้

ประเด็นต่อมาคือ ในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้น การรุกเข้าไปในพื้นที่สาธารณะของศาสนาควรจะมี “ขอบเขต” แค่ไหน เช่นการมีสัญลักษณ์และพิธีกรรมทางศาสนาในสถานที่ราชการ การสวดมนต์ การสอนศาสนาในโรงเรียน (ซึ่งธรรมกายก็รุกเข้าไปหมดทั้งเรื่องการจัดหลักสูตรพุทธศาสนาแบบธรรมกายในโรงเรียน การตอบปัญหาธรรมะ โครงการปฏิบัติธรรมของนักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ ข้าราชการ ฯลฯ โดยใช้กลไกอำนาจทางคณะสงฆ์และระบบราชการทำให้กิจกรรมเหล่านั้นทำได้สำเร็จ)

แน่นอนว่า ศาสนามี “เสรีภาพเชิงบวก” (positive liberty) ที่จะกระทำกิจกรรมต่างๆ ที่คิดว่าดีตามความเชื่อทางศาสนาในพื้นที่สาธารณะ แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะกระทบกับคนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยซึ่งคิดในกรอบ “เสรีภาพเชิงลบ” (negative liberty) ซึ่งเป็นเสรีภาพที่เกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อการกระทำใดๆ ของมนุษย์ไม่ถูกขัดขวางจากผู้อื่น ในแง่นี้การรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณะโดยเจตนาดีของศาสนา อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าถูกบังคับยัดเยียดให้เรียน ให้ทำกิจกรรมทางศาสนา หรือกระทั่งทำให้เกิดความรู้สึกว่า กิจกรรมทางศาสนาที่ควรจะมีที่ทางเฉพาะของตัวเอง ทำไมจึงออกมาในพื้นที่สาธารณะกีดขวางการสัญจรไปมาของผู้คน เป็นต้น

 

ใครควรจะเป็นฝ่ายอดกลั้น

การทำกิจกรรมใดๆ ในนามศาสนา ย่อมเป็นการกระทำบนฐานความเชื่อที่ว่าเป็นบุญกุศล ไม่มีทางเป็นอื่นได้นอกจากเป็น “ความดี” เท่านั้น และความดีมันย่อมมีประโยชน์แก่บุคคลหรือสังคม ฉะนั้นหากจะส่งผลกระทบบ้าง “ถ้าเทียบกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับการปลุกศีลธรรมให้เกิดกับคนนับล้าน ผลมันยิ่งกว่าคุ้มอีก”

แต่ในสังคม “พหุวัฒนธรรม” ความดีย่อมมีหลายมิติ ทั้งความดีในความหมายของศาสนาต่างๆ ความดีในความหมายของศีลธรรมสากลที่เน้นสิทธิ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของมนุษย์

การอ้างความดีของศาสนาใดศาสนาหนึ่งเพื่อรุกเข้าไปในพื้นที่สาธารณะมากเกินไป หรือไม่มีขอบเขต-เส้นแบ่งที่ชัดเจน ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ศาสนากำลังเรียกร้อง “ความอดกลั้น” (tolerance) จากความเชื่ออื่นๆ มากเกินไปหรือไม่? หรือการรุกเข้าไปในพื้นที่สาธารณะมากเกินไปของศาสนาเป็นการขาดความอดกลั้นของศาสนาเองต่อความเชื่อหรือคุณค่าอื่นๆหรือไม่?

เพราะ “ความอดกลั้น” ไม่ได้หมายเฉพาะ “ขันติธรรม” ตามคำสอนทางศาสนาที่ถือว่า “เมื่อฉันทำสิ่งที่ฉันเชื่อว่าเป็นบุญกุศล เป็นความดี ฉันย่อมอดทนอดกลั้นได้กับคำวิจารณ์ ตำหนิ หรือด่าจากคนอื่นๆ”  เท่านั้น แต่“tolerance” ยังกินความถึงการเคารพคนอื่นๆ การฟังเหตุผลและเสียงความเดือดร้อนของคนอื่นๆ กระทั่งการยอมเจ็บปวดหรือเสียสละบางอย่างได้ด้วย

 

นี่เป็นคำถามต่อศาสนาโดยรวม แม้จะยกกรณีธุดงค์วัดพระธรรมกายมาอภิปรายก็ตาม

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai