อดีตผู้ช่วยพิเศษของ ปธน.เรแกน แนะสหรัฐฯ จำกัดความร่วมมือกับไทยโดยเฉพาะกองทัพ

นักวิชาการอาวุโสจากองค์กรนักวิจัยนโยบายเพื่อเสรีภาพส่วนบุคคลและอดีตผู้ช่วยพิเศษของโรนัลด์ เรแกน วิพากษ์รัฐบาลเผด็จการทหารไทยเทียบกับเผด็จการเกาหลีเหนือ จีนยุคเหมาเจ๋อตุง และเปรียบม็อบ 'สุเทพ' เป็นเสื้อดำหนุนฟาสซิสม์สมัยมุสโสลินี

21 ก.พ. 2558 ดัง บานโดว นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันคาโตซึ่งเป็นกลุ่มนักวิจัยนโยบายเพื่อเสรีภาพส่วนบุคคลอีกทั้งยังเป็นอดีตผู้ช่วยพิเศษสมัยประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ เขียนบทความในนิตยสารฟอร์บส์ วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลเผด็จการทหารที่มาจากการรัฐประหารครั้งล่าสุด

บานโดวระบุถึงคำอ้างของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อ้างว่าตนเองเป็น "ทหารผู้มีหัวใจประชาธิปไตย" แต่การกระทำของประยุทธ์ที่ถึงแม้ว่าอาจจะ "ไม่เข้าขั้นเลวร้ายเท่าฮิตเลอร์" แต่จากการที่ฟรีดอมส์เฮาส์จัดอันดับให้ไทยมีเสรีภาพอยู่ในระดับ 'ไม่เสรี' และการที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าประชาธิปไตยและเสรีภาพขั้นพื้นฐานดิ่งลงเหวหลังรัฐประหารก็ทำให้ไทยมีเสรีน้อยกว่าพม่าแล้วตอนนี้

เคยมีนักเขียนชื่อมอง ปาลาติโน ทำบัญชีรายการสิ่งที่รัฐบาลไทยสั่งห้ามหลังการรัฐประหาร พ.ค. 2557 ซึ่งส่วนมากเป็นการกระทำกิจกรรมปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการชูสามนิ้ว การถือป้ายเปล่า การสวมเสื้อที่มีข้อความการเมืองหรือมีรูปของอดีตนายกทักษิณ การจัดเสวนาวิชาการ หรือแม้กระทั่งการทานแซนด์วิชในที่สาธารณะ ปาลาติโนมองว่าเป็นการสะท้อนความหวาดระแวงของผู้นำเผด็จการทหาร ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนเดือดร้อน

นอกจากนี้ในบทความยังระบุถึงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายจากการกระทำของเผด็จการทหารไทยอย่างการจับกุมผู้คน ใช้กำลังทุบตี ทารุณกรรม มีการข่มขู่คุกคาม และพยายามฆ่าด้วยทำให้การขาดอากาศหายใจ และบังคับให้ผู้คนเซ็นสัญญาว่าได้รับการปฏิบัติที่ดีถึงจะยอมปล่อยตัว

บทความของบานโดวยังระบุถึงการลิดรอนเสรีภาพสื่อที่เบียดบังกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เช่นการปิดสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์จำนวนมาก ปิดกั้นเว็บไซต์และหนังสือพิมพ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ ส่งคำขอไม่ให้จัดงานเกี่ยวกับการปิดกั้นสื่อ อีกทั้งยังอ้างใช้คดีหมิ่นประมาทเพื่อปิดปากนักกิจกรรมและนักข่าว นอกจากนี้ยังมักจะข่มขู่จะเรียกรายงานตัวผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พวกตน

บานโดววิจารณ์อีกว่ารัฐบาลเผด็จการชุดนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่ "มีลับลมคมใน" ในการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากที่สุดแล้ว โดยริชาร์ด เบนเนตต์ จากองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่ามีการใช้กฎหมายนี้เพื่อกักขังนักกิจกรรมการเมืองและไม่ยอมให้มีพื้นที่ในการถกเถียง เบนเนตต์บอกอีกว่ารัฐบาลเผด็จการบิดเบือนอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อใช้ทำลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ในขณะที่พยายามปิดกั้นความเห็นต่างและพยายามลบภาพของอดีตนายกฯ ฝ่ายพรรคเพื่อไทย รัฐบาลเผด็จการนำโดยประยุทธ์ยังพยายามโฆษณาชวนเชื่อด้วย "ค่านิยม 12 ประการ" รวมถึงมีการโฆษณาแนวคิดตัวเองผ่านเพลง ภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์ ซึ่งบานโดวมองว่าคล้ายการโปรโมทด้วยภาพยนตร์ 'Triumph of the Will' ของผู้นำนาซี อีกทั้งยังคล้ายกับยุคหนึ่งของจีนที่ต้องให้ทุกคนพกหนังสือสรรนิพนธ์ของผู้นำเหมาเจ๋อตุง

บานโดวระบุว่าในช่วงปฎิวัติวัฒนธรรมโดยทหารเรดการ์ดมีการบังคับให้คนที่ถูกจับกุมตัวสารภาพว่าตนมีแนวคิดทางการเมืองอย่างไร ซึ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ในนามของประยุทธ์ก็ทำอย่างเดียวกันในปัจจุบันจากการเรียกรายงานตัวเพื่อ "ปรับทัศนคติ" ทั้งฝ่ายต่อต้าน นักวิชาการ และนักวิจารณ์รัฐประหาร อย่างน้อย 300 คน และใช้กลุ่มที่แต่งตั้งขึ้นมาเองเพื่อดำเนินคดีกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และส.ส. รายอื่นๆ

บานโดวระบุว่า สิ่งที่คล้ายกับยุคของเหมาเจ๋อตุงผสมกับเผด็จการในนิยาย 1984 คือการที่คณะรัฐประหารเรียกตนเองว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและอ้างว่าพวกตนไม่ได้ทำ "รัฐประหาร" แต่เป็นการปฏิวัติเพื่อคืนเสถียรภาพ นอกจากนี้บานโดวยังวิจารณ์ความลำเอียงที่เห็นได้ชัดเจนในการดำเนินคดีกับนักการเมืองและประชาชนฝ่ายต่อต้านด้วย

ในบทความยังมีการเปรียบเทียบประยุทธ์กับผู้นำเกาหลีเหนือจากลักษณะที่พยายามสร้างความเป็น "ยอดผู้นำ" ให้กับตัวเองโดยอ้างว่าตัวเองทำให้ประชาชนมีความสุขได้ แต่การกดขี่ข่มเหงของรัฐบาลเผด็จการก็ทำให้ถ้าหากว่าประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกฮือขึ้นต่อต้านพวกเขาก็จะไม่มีใครเหลือให้โบ้ยความผิดให้นอกจากตัวพวกเขาเอง

บทความของบานโดวอ้างรายงานขององค์ดรฟรีดอมเฮาส์ที่วิพากษ์วิจารณ์การร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะกาลที่ไม่มีการถามความเห็นชอบจากประชาชนอันเป็นไปเพื่อสร้างอำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน พยายามกีดกันคนส่วนมากในสังคม เนื่องจากกลุ่มชนชั้นนำทั้งสายทหารและสายธุรกิจต่างก็ต้องการกำจัดทักษิณ และแม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายพรรคเพื่อไทยในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ผู้สังเกตการณ์การเมืองไทยก็ระบุว่าการทุจริตในไทยจริงๆ มีอยู่ทุกระดับของฝ่ายรัฐ รวมถึงกองทัพและฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่อาศัยทหารเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ

บานโดวระบุว่าที่ชนชั้นนำไทยเกลียดตระกูลชินวัตรเพราะพวกเขาทำให้โครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำเหล่านั้นที่คาดเดาความเป็นไปได้ง่ายถูกพลิกแพลง จากการที่ทักษิณชนะใจประชาชนที่ก่อนหน้านี้เป็นคนที่ถูกลืมและถูกเมิน นิตยสารดิอิโคโนมิสต์ระบุว่า  "ชนชั้นนำเก่าต้องการคงลำดับชั้นทางสังคมตามจารีตเดิมที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในลำดับสูงสุด โดยมีชนชั้นล่าง (ไพร่) ในลำดับล่างสุดเป็นผู้รองรับและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ"  คนที่สนับสนุนการรัฐประหารส่วนมากก็อยากให้คนจนกลับไปอยู่ในที่ๆ ถูกลืมและถูกเมินเหมือนเดิม

บานโดวเสนอว่าถ้าหากต้องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญจริงๆ ควรมีการจำกัดอำนาจของรัฐบาล ควรเน้นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีความสามารถสั่งการในเชิงรับใช้ชุมชนได้มากเท่ากับรัฐบาลส่วนกลาง สถาบันอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติควรถูกชำระเพื่อให้ปราศจากความลำเอียง ทั้งนี้ยังต้องยกเลิกกฎหมายที่กดขี่ข่มเหงประชาชนเช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

บานโดวเสนออีกว่าการสร้างความปรองดองทางการเมืองควรเปลี่ยนแปลงโดยการกำจัดฝ่ายผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ออกไปจากการเมืองไทยเช่นเดียวกับครอบครัวชินวัตร เนื่องจากผู้นำพรรคประชาธิปัตย์เคยสั่งฆ่าผู้ประท้วงสนับสนุนทักษิณและละเลยการเมืองในระบบเลือกตั้ง

นอกจากนี้บานโดวยังเทียบกลุ่มผู้ประท้วงที่นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำตัวไม่ต่างจาก 'กลุ่มเสื้อดำ' ของ เบนิโต มุสโสสินี ผู้นำเผด็จการอิตาลีสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้วิธี "ยึดครองหรือสร้างความเสียหาย" เพื่อทำลายประชาธิปไตย จากกรณีที่นำกลุ่มอันธพาลขัดขวางการเลือกตั้ง และที่อันตรายกว่าคือพวกนัการเมืองสายทหารที่เรียกร้องรัฐประหาร

กลุ่มเสื้อดำในอิตาลีที่กล่าวถึงในบทความหมายถึงกลุ่ม 'Milizia Volontaria per la Sicurezza Nazionale' หรือ 'กองกำลังติดอาวุธอาสาเพื่อความมั่นคงในชาติ' จัดตั้งขึ้นในปี 2465 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความภักดีต่อมุสโสลินี ผู้ก่อตั้งกลุ่มมาจากอดีตเจ้าหน้าที่ทหารและชนชั้นนำที่ต่อต้านกลุ่มชาวบ้านและสหภาพแรงงาน พวกเขาใช้วิธีการแบบอันธพาล คือใช้ความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งในปี 2486 ก็มีการรวมกลุ่มเสื้อดำเข้ากับกองทัพอิตาลี จัดตั้งเป็น 'หน่วยพิทักษ์สาธารณรัฐแห่งชาติ' (Guardia Nazionale Repubblicana)

บานโดวเสนอว่าทางการสหรัฐฯ ควรสั่งสอนเผด็จการทหารเพื่อให้พวกเขารู้ตัวว่ากำลังมีการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยทางการสหรัฐฯ ควรจำกัดความร่วมมือกับทางการไทยโดยเฉพาะกองทัพ

เรียบเรียงจาก

Liberty Dies As Thailand's Military Monopolizes Power: Junta Dispenses Repression Instead Of Happiness, Doug Bandow, Forbes, 18-02-2015
http://www.forbes.com/sites/dougbandow/2015/02/18/liberty-dies-as-thailands-military-monopolizes-power-junta-dispenses-repression-instead-of-happiness/

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Milizia_Volontaria_per_la_Sicurezza_Nazionale

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์