อัพเดทล่าสุดเมื่อ 8 ชั่วโมง 14 นาที ที่ผ่านมา

มติ กนง.ลดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ‘นายแบงก์’ ชี้ ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

คลังเตรียมตั้งกรรมการเรียกความเสียหายขาดทุนจำนำข้าว คมนาคมลุยจับมือจีน ตั้งบริษัทร่วมทุน เดินรถไฟ รางมาตรฐานปีนี้ ด้าน "ไทยเบฟฯ-ซีพี-BTS" ชิงไฮสปีด ดอดพบ "ประจิน" ขอร่วมทุน ขณะที่BTS ส่งสัญญาณจ่อปรับค่าโดยสารใหม่ มิ.ย.นี้

คณะกรรมการนโยบายการเงินลดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25

11 มี.ค.2558 นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 1.75 ต่อปี โดยให้มีผลทันที เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2557 และเดือนมกราคม 2558 ฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนลดลง ซึ่งคณะกรรมการประเมินว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงกว่าที่ประเมินไว้ โดยแรงกระตุ้นภาคการคลังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นคณะกรรมการ 4 คนจึงเห็นควรให้ลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและพยุงความเชื่อมั่นภาคเอกชน

ขณะที่คณะกรรมการอีก 3 คนเห็นว่าดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันผ่อนปรนเพียงพอในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและควรรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินไว้สำหรับเวลาที่จำเป็นและมีประสิทธิผลมากกว่าปัจจุบัน แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าควรที่จะใช้นโยบายการเงินลดอัตราดอกเบี้ยลงบ้างก่อนที่เครื่องมือดอกเบี้ยจะไม่เกิดประสิทธิผล

อย่างไรก็ตามการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำสุดของอาเซียน ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินยังต้องติดตามผลกระทบจากความเสี่ยงจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ภายใต้ภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน และยังคงต้องติดตามแรงขับเคลื่อนด้านการคลังโดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยกนง.คาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะช่วยทำให้บรรยากาศการจับจ่ายและการลงทุนดีขึ้นแม้ว่าอาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างน้อยในภาวะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวอื่นทำงานได้ไม่เต็มที่

นอกจากนี้คณะกรรมการ กนง. ได้มีการหารือถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รวมไปถึงการส่งออก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีน ซึ่งกนง.จะแถลงปรับลดจีดีพีใหม่ในรายงานนโยบายการเงินในวันที่ 20 มีนาคมนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 4 การส่งออกอยู่ที่ร้อยละ 1

(ที่มา : สำนักข่าวไทย)

นายแบงก์ระบุลดดอกเบี้ยไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ด้าน นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ระบุว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง.จากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 1.75 ต่อปี เกิดจากภาครัฐต้องการให้ภาคธุรกิจและประชาชน มีการลงทุนและใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น แต่ก็อาจเป็นสัญญาณที่ทำให้สินภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นได้ ซึ่งตนเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ร้อยละ 4 ดีกว่าปีที่ผ่านมา

นายโฆสิต กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ว่าจะทางใด จะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น และไม่ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลง เพราะการไหลเข้าออกของเงินทุน อัตราดอกเบี้ย เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะต้องดูแลให้เงินบาทช่วยให้ไทยแข่งขันได้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า กนง.ปรับลดอกเบี้ยนโยบายลง เพียงช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่จะไม่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนให้ดีขึ้น เพราะภาคครัวเรือน ยังมีปัญหาหนี้สินสูงคิดเป็นร้อยละ 85 ของผลิตภัณพ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ขณะที่รายได้ประชาชนในต่างจังหวัดยังไม่ดีขึ้นจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรยังตกต่ำ ส่งผลต่ออำนาจซื้อของประชาชนยังไม่ดีขึ้น

ด้านการปล่อยสินเชื่อ การลดอกเบี้ยนโยบาย ยังเพียงแค่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้เท่านั้น แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อตามเดิม

นายกอบศักดิ์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ยนโยบดายไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนมากขึ้น เพราะอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ภาคเอกชนจะลงทุนเพียงรอความชัดเจนโครงการลงทุนภาครัฐเท่านั้น หากภาครัฐสามารถเดินหน้าโครงการลงทุนภาครัฐได้ ก็จะเกิดกระแสการลงทุนของภาคเอกชนตามมาในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยนโยบายก็ไม่ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลง เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าจากความไม่สมดุลเกิดขึ้นจากราคาน้ำมันถูกลง ไทยใช้เงินบาทซื้อน้อยลง ทำให้เงินบาทแข็งค่า ทั้งนี้แต่ละปีไทยใช้เงินบาทมากถึงประมาณ 700,000 ล้านบาทซื้อน้ำมัน แต่ผลจากการที่ราคาน้ำมันลดลงประเทศไทยใช้เงินบาทน้อยลง

(ที่มา : สำนักข่าวไทย)

คลังเตรียมตั้งกรรมการเรียกความเสียหายขาดทุนจำนำข้าว

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อเย็นวานนี้ (10 มี.ค.) ได้หารือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการ เกี่ยวกับเรียกชดเชยความเสียหายจากการจำนำข้าว เบื้องต้นตั้งกรรมการ 2 ชุดทั้งกระทรวงการคลัง ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาความผิดของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาฐานความผิดจากมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยกรรมการสอบข้อเท็จจริงต้องเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นน่าเชื่อถือของทุกฝ่าย เพื่อพิจารณาคดีดังกล่าว คาดว่าจะตั้งได้ไม่เกิน 10 วัน และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจะพิจารณาไม่เกินวันที่ 1 กันยายน 2558 เมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด โดยมีกรมบัญชีกลาง อัยการสูงสุด สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมเป็นกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อพิจารณาการเรียกชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

สำหรับผลขาดทุน 700,000 ล้านบาทนั้น ถ้าแยกเป็นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 4 โครงการ ขาดทุน 536,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่ขาดทุน 518,000 ล้านบาท ส่วนอีก 11 โครงการก่อนหน้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์มี 11 โครงการ ผลขาดทุน 163,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับผลขาดทุนครั้งก่อนที่ขาดทุน 164,000 ล้านบาท สำหรับการปิดบัญชีครั้งนี้บันทึกตัวเลขสตอกข้าวที่ 17.5 ล้านตัน มีมูลค่าที่เหลือ 230,000 ตัน เนื่องจากสามารถขายได้แล้ว 1.6 ล้านตัน จากครั้งที่แล้วที่มีสตอกเหลืออยู่ 19 ล้านตัน

(ที่มา : สำนักข่าวไทย)

ลุยจับมือจีน ตั้งบริษัทร่วมทุน เดินรถไฟ รางมาตรฐานปีนี้

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงการรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 3 ในการลงพื้นที่จังหวัดหนองคาย ว่า การลงพื้นที่ดังกล่าว โดยคณะทำงานของจีนได้เห็นพื้นที่นี้ สามารถเป็นโครงการเชื่อมต่อไทย-ลาว-จีนได้ในอนาคต โดยจะต้องสื่อสารไปยังประชาชนให้ทราบถึงรายละเอียดของโครงการดังกล่าว ซึ่งหนองคาย ถือเป็นพื้นที่สำคัญและสามารถพัฒนาในหลายๆด้าน และเป็นอีก 1 พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ดังนั้น คณะทำงานของทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมกันศึกษาในรายละเอียด ก่อนนำไปเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมฯครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 6 – 8 พ.ค.นี้ ที่เมืองคุณหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ทั้งนี้ จะดำเนินการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, ที่ปรึกษาด้านการบริหารโครงการ และที่ปรึกษาประเมินผลของโครงการ และจะมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงาน (วอร์รูม) ของโครงการรถไฟไทย-จีน ที่กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และพื้นที่โครงการของจ.หนองคาย หรือจ.นครราชสีมาต่อไป

นายวรเดช หาญประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การประชุมร่วมในครั้งนี้ ได้สรุปรูปแบบความร่วมมือ EPC ซึ่งแบ่งเป็นความรับผิดชอบของทั้งไทยและจีน โดยเฉพาะในส่วนการวางฐานราก และ Power supply ส่วนจีนจะรับผิดชอบของเส้นทางบริเวณที่เป็นหุบเขา ที่ต้องใช้เทคโนโลยีของจีน ด้านการเดินรถและการบำรุงรักษานั้นให้ตั้งบริษัทร่วมทุน 2 ฝ่าย เป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรกปีที่ 1-3 จีนจะเป็นผู้ดำเนินการเดินรถ ช่วงที่ 2 ระยะปีที่ 4-7 ไทย-จีนจะดำเนินการร่วมกัน และช่วงตั้งแต่ปีที่ 7 ไทยจะรับเป็นผู้ดำเนินการ โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน จะดำเนินให้แล้วเสร็จในปีนี้ ส่วนแหล่งเงินทุน แบ่งเป็นการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน จะใช้เงินทุนจากภาครัฐ, การวางฐานราก จะใช้การกู้เงินภายในประเทศ, ระบบรางและระบบอาณัติสัญญาณ จะใช้แหล่งเงินทุนโดยการกู้เงินจากประเทศจีน ในส่วนของการเดินรถและการบำรุงรักษา จะเป็นแหล่งเงินทุนร่วมกันของไทยและจีน ทั้งนี้ ในเรื่องของข้อกฎหมายต่างๆ จะมีการหารือรายละเอียดอีกครั้งในการประชุมครั้งที่ 4

สำหรับการพัฒนาบุคลากรโครงการนี้ จะมีการจัดอบรมบุคลากร โดยจะมีทั้งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม และภาคเอกชนของฝ่ายไทย ซึ่งจะเป็นหลักสูตรที่ครอบคลุม โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม แบ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว คาดว่าจะเริ่มอบรม ส.ค. 58 และกลางปี 59 ตามลำดับ โดยมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. และ CRC (จีน) ทำแผนการอบรม เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ครั้งที่ 4

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับวาระการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงการรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 4 ในวันที่ 6-8 พ.ค.นี้ ณ คุณหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน จะมีการหารือถึงความก้าวน้าของโครงการ, ข้อตกลงทางด้านการเงิน, รูปแบบการร่วมทุน, การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน และหลักสูตรของการฝึกอบรม

(ที่มา : สำนักข่าวไทย)

 

BTS ส่งสัญญาณจ่อปรับค่าโดยสารใหม่ มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดเผยว่า บีทีเอส เตรียมเงินทุนสำหรับการประมูลโครงการเดินรถไฟฟ้า 6 เส้นทาง  ระยะทาง 118.5 กิโลเมตร วงเงิน 1 แสน 2 หมื่น 3 พันล้านบาท  ภายในช่วง 5 ปีนี้ (ปี 58-62) ทำให้จะมีรายได้จากการเดินรถได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาทในปี 2561 เติบโตจาก 1 พัน 7 ร้อยล้านบาทในงวดปี  57/58 (เม.ย.57-มี.ค.58)  จากปัจจุบันเดินรถระยะทาง 36.3 กิโลเมตร

นายสุรพงษ์ คาดด้วยว่า จะมีการปรับขึ้นค่าโดยสาร ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ 5-6%  แต่ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น  เงินเฟ้อที่ผ่านมาต่ำกว่าคาด ค่าใช้จ่าย และ ดัชนีราคาผู้บริโภค หากจะปรับขึ้นต้องแจ้งก่อนปรับจริง 30 วัน ปัจจุบัน BTS เก็บค่าโดยสาร 15-42 บาท ซึ่งเก็บต่ำกว่าสิทธิที่เก็บได้ในช่วง 20-60 บาท และมีผู้ใช้บริการ 7 แสนคนต่อวัน

(ที่มา : มติชนออนไลน์)

 

"ไทยเบฟฯ-ซีพี-BTS" ชิงไฮสปีด ดอดพบ "ประจิน" ขอร่วมทุน

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.อ.ประจิน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีภาคเอกชนไทย 3 ราย ได้แก่ กลุ่ม ซี.พี. หรือเครือเจริญโภคภัณฑ์, บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี และ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอส ให้ความสนใจร่วมลงทุนโครงการรถไฟ และอยู่ระหว่างขอข้อมูลเพื่อไปศึกษารายละเอียด ทั้งรถไฟทางคู่ราง 1 เมตร รถไฟราง 1.435 เมตร วิ่งความเร็วปานกลาง (มินิไฮสปีดเทรน) 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง และรถไฟความเร็วสูง วิ่งความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

"หลังนายกรัฐมนตรีมีแนวคิดอยากให้บริษัทเอกชนไทยที่มีศักยภาพมาร่วมลงทุน ก็มีเอกชนมาขอข้อมูลและขอทราบว่ากระทรวงคมนาคมมีแผนงานที่ชัดเจนเรื่องระบบขนส่งทางรางโดยรวมยังไง ซึ่งได้แลกเปลี่ยนข้อมูลว่ามียุทธศาสตร์โครงข่ายที่วางไว้อย่างไร และก็มีบางส่วนให้เขาไปศึกษามา โดยมอบให้รองปลัดคมนาคมด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวหน้าชุดในส่วนของกระทรวง เพื่อประสานงานร่วมกับบริษัทเอกชนทั้ง ซี.พี. ไทยเบฟฯ และบีทีเอส"

(ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์)

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai