โอภาส: An Old Man and His Love.

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

"Close your eyes and I will kiss you tomorrow, I will miss you ."

สุภาพสตรีคนหนึ่ง ฮัมเนื้อเพลงท่อนนี้ขึ้น เมื่อผมเอ่ยปากว่าชอบเพลงนี้ที่สุดของ The Beatles วงดนตรีสากลชื่อดังจากยุค 60s ..

ต้นพฤศจิกายน 2557 ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ผมพบลุงโอภาสและภรรยาเป็นครั้งแรก ลุงโอภาสชายวัย 67 รูปลักษณ์ภายนอก ผมขาวสีดอกเลา กับท่าทางดูใจดี พร้อมมิตรไมตรีจากรอยยิ้ม เมื่อเข้าไปกล่าวทักทายและเอ่ยปากชวนคุย เราทั้งสามคนก็เข้าไปท่องอยู่ในบทสนทนาหลากหลายเรื่องราว ภาษา วรรณกรรม ลงเอยด้วยดนตรี สิ่งที่เราต่างก็สนใจเหมือนๆ กัน

แม้ลุงโอภาสจะเรียนจบแค่อาชีวะศึกษา แต่ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เขาหลงใหล ทั้งลุงโอภาสและภรรยาสนใจอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ฟังเพลงสากล ดูทีวีและข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ที่ต่างเพิ่มพูนทักษะด้านภาษาให้กับเขา

ทักษะด้านภาษา ยังช่วยให้ลุงโอภาสได้ทำงานแผนกต่างประเทศ ของบริษัทชื่อดัง มีโอกาสไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง และธุรกิจค้าขายหนังสือต่างประเทศก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาทำมานานหลายปี

เช่นเดียวกับดนตรี สิ่งที่เขารักมากที่สุด ....

ยี่สิบกว่าปีก่อน โรงแรมนารายณ์ ถนนสีลม คือหนึ่งในสถานที่ที่ลุงโอภาสเคยเล่นดนตรีสากลในตำแหน่งลีดกีต้าร์ ร่วมสมัยเดียวกับนักดนตรีแนวหน้าของเมืองไทยในขณะนั้น เช่น แหลม เมอริสัน, ช.อ้น ณ บางช้าง, ชรัส เฟื่องอารมณ์, สุรสีห์ อิทธิกุล ฯลฯ อีกทั้งในวัยหนุ่มเขายังเคยเป็นอาจารย์สอนดนตรีอีกด้วย

นอกจาก The Beatles ที่เป็นต้นแบบแรงบันดาลใจเวลาลุงโอภาสเล่าถึงเส้นทางสายดนตรี The Rolling Stones วงร็อกอังกฤษจากยุค 60s ก็เป็นอีกวงที่ชายวัยเลยเกษียณชื่นชอบ ลุงโอภาสเล่าให้ฟังว่า แท้จริงความหมายของชื่อวงนี้คือ มนุษย์ที่ครุ่นคิด จับเจ่ากับเรื่องเดิมๆ จนอับเฉาเกินไป

ผมเริ่มฉุกคิดว่า ชีวิตของลุงโอกาสก็เป็นเหมือนกับชื่อวงร็อกนี้หรือเปล่า ?

เสพข่าวสารการเมือง-ฟังวิทยุชุมชน-ดูข่าวทีวี-เกิดความเครียด-ต้องหาที่ระบาย-อึดอัดในสภาวะที่แสดงออกไม่ได้ จนลงเอยด้วยการเขียนลงบนผนังห้องน้ำ

15 ตุลาคม 2557 ทหารในเครื่องแบบ 4 นาย ควบคุมตัวชายแก่อายุ 67 ปีคนหนึ่ง จากห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ไปสอบสวน และแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ตามข้อกล่าวหาที่ว่า ใช้ปากกาเคมีเขียนข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ บนฝาผนังห้องน้ำของห้างสรรพสินค้า…

เบื้องต้น เจ้าตัวรับว่าเขียนข้อความตามข้อกล่าวหาจริง แต่ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นกษัตริย์ฯ เพียงแต่ต้องการวิจารณ์คณะรัฐประหาร

ลุงโอภาส ถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขังกองปราบปรามเป็นเวลา 5 วัน ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองที่เข้มงวด
ท่ามกลางความไม่รู้ไม่เข้าใจกระบวนการกฎหมายและอนาคตที่ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจศาลทหาร ประกอบกับความเครียดทั้งเรื่องการงานการเงินและครอบครัว มีภรรยาสุดรักเพียงคนเดียวที่ยังคอยเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ เดินทางมาเยี่ยม ซื้อข้าวซื้อน้ำ และของใช้จำเป็นอื่นๆ มาส่งให้ทุกวัน

20 ตุลาคม 2557 ภรรยาของลุงโอภาสหอบโฉนดที่ดินมูลค่าประเมิน 2.5 ล้านบาท เพื่อยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งถือว่าเป็นคดีมาตรา 112 ที่ยื่นประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ที่สูงที่สุดของปี แต่ศาลไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่า...

"หากปล่อยตัวผู้ต้องหาอาจไปกระทำการใดๆ หรือก่อเหตุประการอื่น หรือผู้ต้องหาอาจหลบหนี ให้ยกคำร้อง"

หลังจากวันนั้น ภรรยาของลุงโอภาส ยังวนเวียนเดินทางจากบ้านไปศาลทหารเพื่อยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวอีกอย่างน้อย 4 ครั้ง นอกจากหลักทรัพย์ที่สูงแล้ว ยังมีใบรับรองแพทย์ประกอบว่าโอภาสมีปัญหาสุขภาพ เป็นโรคเส้นเลือดในจอรับภาพบวมซึ่งอาจแตกและทำให้ตาบอดได้ ปกติผู้ต้องหาต้องพบแพทย์ทุก 2-3 เดือน หากมีอาการเครียดมากและไม่ได้รับการรักษาโดยเร็วด้วยการยิงเลเซอร์ หากไม่ทันตาอาจบอดได้

ซึ่งศาลมีคำสั่งว่า

"...แม้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำผู้ต้องหาก็มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดอาการอยู่แล้ว ข้ออ้างนี้จึงฟังไม่ขึ้น…"

หลังม่านลูกกรงที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ…

สิ่งที่พอจะเยียวยาและยื้อให้ลุงโอภาสยังมีกำลังใจ ตอนนี้ได้ คงเป็นการสอนภาษาอังกฤษที่เขารักให้กับเพื่อนนักโทษ และสอนภาษาไทยให้กับนักโทษชาวต่างชาติในเรือนจำ อีกทั้งกำลังใจจากภรรยาผู้เป็นดวงใจของชีวิต ที่แวะเวียนไปส่งกำลังใจให้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

ปัจจุบันอัยการยื่นฟ้องคดีของลุงโอภาสตั้งแต่ช่วงต้นมกราคม 2558 แล้ว คดียังอยู่ในระหว่างรอศาลทหารกำหนดวันสอบคำให้การ ลุงโอภาสตั้งใจจะรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ให้ศาลรีบตัดสินและยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อหวังกลับไปใช้ชีวิตปกติให้เร็วที่สุด

จากเนื้อเพลง All My Loving ท่อนต่อจากบรรทัดแรกของบทบันทึกนี้ที่ว่า

Remember I will always be true.
And then while I'm away,
I will write home every day,
And I will send all my loving to you.

อาจจะเป็นสิ่งที่ภรรยาของลุงโอภาส สุภาพสตรีที่ผมเจอที่ศาลทหารกรุงเทพฯ เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมา พร่ำบอกแก่สามีตัวเองทุกวัน เมื่อไปเยี่ยมที่เรือนจำ พร้อมรอคอยวันแสนหวานคืนกลับมา จากม่านลูกกรงอันขมขื่น ..

 

 

หมายเหตุ
1.ติดตามคดีโอภาสเพิ่มเติมได้ที่--> http://freedom.ilaw.or.th/th/case/634
2.อ่าน 112 the series เรื่องอื่นได้ที่--> http://freedom.ilaw.or.th/blog/112-series

 

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์