‘กฎหมายชารีอะห์’ จากระบบคุณค่าของชุมชนสู่รากฐานสันติภาพในอาเจะห์

ถอดคำบรรยาย Prof.Dr.Yusny Saby จากมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งชาติอาเจะห์ อินโดนีเซีย เรื่องอิสลามกับการสร้างสันติภาพและกฎหมายชารีอะห์ ยกตัวอย่างการทำงานสันติภาพในอาเจะห์โดยใช้หลักคิดอิสลาม เผยความพยายามสร้างสันติภาพในอาเจะห์ และการนำชารีอะห์มาประยุกต์ใช้ของท้องถิ่นเอง ชี้ชารีอะห์จะสามารถสร้างโลกที่ดีขึ้นได้

Professor Dr.Yusny Saby จาก Universitas Islam Negeri (UIN) อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เป็นวิทยากรบรรยายและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหัวข้อ Islam and Peace Building และ Islamic Syari‘ah in Aceh จัดโดยวิทยาลัยประชาชน (People's College) ในการอบรมหลักสูตรความขัดแย้งในระยะเปลี่ยนผ่าน ครั้งที่ 7 เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2558 ที่ห้องประชุมศรีตานี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

การบรรยายครั้งนี้ใช้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษามลายู ในส่วนภาคภาษาอังกฤษมีการแปลเป็นไทยโดย ฟารีดา ปันจอร์ นักวิจัยประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

 

หากต้องการสันติภาพก็จงสร้างสันติภาพ

Prof Dr.Yusny กล่าวว่า การทำให้เกิดความเสียหายใดๆ ไม่ว่าจะบนพื้นดิน ในทะเล หรือที่ใดก็ตาม ล้วนเกิดจากตัวมนุษย์เองที่อาจไม่รู้ หรือจากความโง่เขลาของมนุษย์ มนุษย์จึงไม่ควรที่จะโทษใคร ต้องโทษที่ตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังในสิ่งที่เราจะกระทำการใดก็ตามแต่ และมนุษย์ควรเปลี่ยนในทันทีเมื่อรู้แล้วว่าสิ่งไหนไม่ดี

Prof Dr.Yusny ยกตัวอย่างการทำงานสันติภาพในอาเจะห์โดยใช้หลักคิดอิสลามว่า หากเราต้องการสันติภาพเราก็จงสร้างสันติภาพ และหากไม่ต้องการสันติภาพก็จงทำสงครามกันต่อไป ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสันติภาพหรือสงครามล้วนเกิดขึ้นจากน้ำมือของเราเอง เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวังในสิ่งที่เรากำลังจะกระทำ

“พระผู้เป็นเจ้าส่งอิสลามลงมาเพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ผู้นำของพวกเขาจะกระทำในสิ่งที่ผิดก็ตาม ซึ่งผู้นำจะต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจและคำสั่งต่างๆ และการทำญิฮาดที่ถูกต้องจะต้องมีการเตือนผู้นำด้วย ไม่ว่าผู้นำคนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งสูงส่งเพียงใดก็ตาม เพราะผู้นำก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่อาจทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ ในฐานะมุสลิมจะต้องทำหน้าที่ตักเตือนผู้นำเหล่านั้นโดยใช้แนวทางหรือวิธีการที่สันติ ไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะด้วยอาวุธใดๆ ก็ตาม”

 

ความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพในอาเจะห์

ในการบรรยายครั้งนี้ Prof Dr.Yusny ได้อธิบายถึงประวัติศาสตร์ของอาเจะห์กับการเข้ามาของอิสลาม ไปจนกระทั่งถึงความสัมพันธ์กับพื้นที่ต่างๆ ในโลก เป็นการเกริ่นนำก่อนจะอธิบายเรื่องความขัดแย้งที่ปรากฏให้เห็นในพื้นที่

“อาเจะห์ได้เผชิญกับความขัดแย้งมาในหลายยุคสมัยกับหลากหลายตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองท้องถิ่นในอดีต ความขัดแย้งกับโปรตุเกสในช่วงที่เริ่มล่าอาณานิคม ต่อมาเมื่ออาเจะห์ถูกยึดครองโดยชาวดัตช์ก็มีความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ด้วย

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีความขัดแย้งต่อการยึดครองของญี่ปุ่น เมื่ออยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจในพื้นที่ก็ต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางสังคมภายใน นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งในปี 1953 ที่นำโดยอุลามาอฺ(นักปราชญทางศาสนาอิสลาม) และในปี 1976 เริ่มเป็นความขัดแย้งทางการเมือง”

Prof Dr.Yusny กล่าวต่อไปว่า ความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพในอาเจะห์นั้น มีเหตุมาจากการที่มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ทั้งการสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และโอกาส อีกทั้งอาจจะสูญเสียแม้กระทั่งความหวัง อีกปัจจัยเสริมก็อาจเป็นผลกระทบจากสึนามิที่ส่งผลกระทบมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้จากที่เป็นพื้นที่ปิดต้องก้าวสู่การเป็นพื้นที่เปิด

“สังคมต้องการสันติภาพ เพราะเมื่อไปถามชาวบ้านว่าต้องการเอกราชหรือไม่? ชาวบ้านจะตอบว่าไม่รู้ แต่ต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และคิดเพียงแค่ว่าลูกๆ จะกินอะไร จะเรียนที่ไหนมากกว่า”

Prof Dr.Yusny กล่าวอีกว่า การใช้อาวุธหรือความรุนแรงไม่เคยแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ ไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม แต่ปัญหาจะแก้ไขได้ก็ด้วยการประชุม การพูดคุย และการปรึกษาหารือ

 

ชารีอะห์ในอาเจะห์มาจากการประยุกต์ของท้องถิ่นเอง

Prof Dr.Yusny กล่าวถึงกระบวนการสันติภาพในอาเจะห์ว่า ก่อนหน้ามีความพยายามจำนวนมากที่จะนำไปสู่สันติภาพ มีการเข้ามาช่วยเหลือจากต่างชาติและตัวกลางภายในเอง ซึ่งข้อดีของกระบวนการเหล่านี้คือ อย่างน้อยก็ได้มีการสื่อสารกับรัฐบาลกลาง

“หลังจากมีข้อตกลงแล้ว เนื่องจากประวัติศาสตร์ของอาเจะห์ได้ถูกก่อร่างด้วยอิสลาม ฉะนั้นคุณค่าในแบบอิสลามจึงได้ใช้ในประเพณีท้องถิ่นเอง การแปรเปลี่ยนไปสู่การประยุกต์ใช้ชารีอะห์จึงเกิดขึ้นโดยปราศจากความตึงเครียด”

“ชารีอะห์ที่เกิดขึ้นในอาเจะห์นี้ไม่ได้มาจากระดับบนเช่น กษัตริย์ หรืออำนาจทหารที่เข้ามาเพื่อนำเสนออิสลาม หากแต่มาจากการประยุกต์ใช้ของท้องถิ่นเอง”

Prof Dr.Yusny ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับชารีอะห์ว่า การใช้ชารีอะห์นั้นมีหลากหลายแนวทาง ซึ่งแน่นอนว่าหากใช้ชารีอะห์เพื่อเป็นแนวทางสู่สันติภาพและเป็นคุณค่าทางจริยธรรม ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่เห็นได้ค่อนข้างชัด แต่หากใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของส่วนผสมทางการเมือง เพื่อแสดงอัตลักษณ์ของพรรคการเมือง เพื่อเป็นเครื่องมือให้ได้มาซึ่งอิทธิพล ความเป็นที่นิยม หรือใช้บนฐานของการตีความที่แคบ ก็เป็นเรื่องที่ยังคงต้องตั้งคำถาม

 

ด้วยชารีอะห์จะสามารถสร้างโลกที่ดีขึ้น

Prof Dr.Yusny ย้ำว่า การใช้ชารีอะห์ที่ถูกต้องจะนำเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยชารีอะห์จะสามารถสร้างโลกที่ดีขึ้น และที่สำคัญ ด้วยชารีอะห์จะสามารถเติมเต็มภารกิจของท่านศาสนทูตมุฮัมมัด(การสรรเสริญจงมีแด่ท่าน)ได้

การที่ชารีอะห์จะสามารถทำงานให้เกิดผลได้นั้นจะต้องมีการสอนศาสนาที่ถูกต้องในประเด็นนี้ คุณค่าหลักของอิสลามจะต้องเป็นแก่นหลักของหลักสูตรการเรียนการสอนศาสนา ตลอดจนหลักสูตรการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นมิติของชีวิตที่มีความสันติ การทำงานหนัก ความซื่อสัตย์ การเคารพตัวเองและผู้อื่น การปกครองที่ดี การตามระบบ ความเอาใจใส่ มิตรภาพและความเป็นพี่น้อง ความสะอาด การตรงต่อเวลา การให้ครอบครัวเป็นฐานสำคัญของชุมชนที่ดีขึ้น เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วยังจำเป็นต้องมีผู้สอนที่ดี ร่วมกับการจัดการสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำความดี และให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วม “...แล้วคุณถึงจะได้ชารีอะห์”

Prof Dr.Yusny ให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่า เราจะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จัดการให้เหมาะสม และจะต้องเริ่มประยุกต์ใช้ “หากไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะเมื่อไหร่ หากไม่ใช่พวกเรา แล้วจะเป็นใคร...ฉะนั้น เริ่มด้วย บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานนิรรอฮีม (ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณา) และหากคุณเริ่มแล้วก็ไปต่อเรื่อยๆ อย่าได้ถอยกลับ”

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์