จุดสุดยอดแห่ง One Night Stand กับ Citizenfour และจุดยืน Open Relationship แบบวาสลาฟ ฮาเวล

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

(แหล่งภาพ http://www.bangkokpost.com/lifestyle/27925_editorialDetail_one-night-stand.html?reviewID=3297)

 “คุณคิดอยากขายตัวหรือเปล่า” เป็นคำถามที่คุณวิทุรา อัมระนันทน์ โยนเป็นก้อนหินถามทางไปยังกลุ่มผู้ชมที่นั่งอึ้งทึ่งเสียวกับ One Night Stand การแสดงเต้นเดี่ยวร่วมสมัยของเธอ ผู้เขียนเองอยากจะตอบเหลือเกินว่าคำถามของคุณวิทุรานั้นละมุนละม่อมไปหน่อย ด้วยผู้เขียนขายตัวมานานแล้ว แถมขายอย่างมีอารยะและจรรยาบรรณ คือไม่เคยคิดตังค์หรือถ้า (มโนว่า) ได้อะไรตอบแทนก็ได้แค่เศษถั่วเศษขี้เถ้า ที่พูดถึงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเรือนกายที่พลีให้กับความรักและความปรารถนาตามประสาปุถุชนแต่หมายถึงเรื่องการตีพิมพ์งานทางวิชาการ ที่ใช่ว่าตีพิมพ์ในวารสารทุกฉบับและหนังสือทุกเล่มจะถือว่ามีค่าในสายตาของระบบพี่ชายใหญ่ที่ประเมินคุณค่านักวิชาการด้วยระบบฐานข้อมูลแห่งแดนลับแล คืนวันแห่งการโหมงาน แกลลอนกาแฟและกระทิงแดงที่ทำให้กระแสเลือดเป็นพิษไม่เคยแลกผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ นักเรียนของผู้เขียนเองก็เช่นกัน หลายคนตรากตรำกรำงาน เขียนบทความ เขียนบทวิจารณ์หนังสือลงวารสารที่มีคนอ่านเพียงหยิบมือเดียวเพียงเพื่อแลกเอาประโยคสองประโยคไปตัดแปะในซีวีประวัติการทำงานว่าฉันมีผลงานทางวิชาการนะ จ้างฉันสิ โอ หนุ่มสาวเอ๋ย ในวังวนมหาสมุทรแห่งความสิ้นหวัง ประภาคารแห่งภูมิปัญญาดับมืดปิดตาย ประโยคสองประโยคที่เขียนเป็นบรรณานุกรมในซีวีเป็นแค่เปลวแผ่นสาหร่ายที่ลอยมาแตะเล็บเท้าคนรุ่นใหม่ คุณคงจะไร้เดียงสามากหากเชื่อว่ามันจะเป็นห่วงยางช่วยชีวิต รู้มั้ยว่าวงวิชาการกำลังจมดิ่ง… สุดขั้วสุดติ่ง ขอแนะนำให้เปลี่ยนสายงานอาชีพ

“คุณคิดอยากขายตัวหรือเปล่า ถ้าอยาก คุณจะตีราคาตัวเองเท่าไหร่” หากคุณวิทุราลองโยนหินก้อนนี้ถามเส้นทางการใช้เหตุผลของประชากรในรัฐเผด็จการที่ไม่ใกล้ไม่ไกล ผู้เขียนเชื่อว่าคำตอบที่ได้นั้นไม่ต่างอะไรกับการขายตัวทางวิชาการมากนัก เราขายตัวกันทุกคน หลายคนขายไปตั้งแต่ออกมาเดิน ขึ้นเวที สวมเสื้อสี เป่า เปล่งเสียงเรียกร้องให้ปิดตายฝาหีบเลือกตั้ง หลายคนขายตัวไปตั้งแต่ถอดใจเลิกฟูมฟายและหันมารับความสุขที่มโนว่ากำลังถูกส่งคืน หลับหูหลับตาเชื่อสัญญาที่ขอเวลาไม่นาน ไม่นำพาต่อ “เดฌา-วูว์” แห่งการแช่แข็งประเทศและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่นำพาต่อคลื่นลมแห่งความไม่เป็นธรรม คำถามของคุณวิทุราสำหรับใครหลายคนที่ขายตัวไปนานจนลืมและมือเริ่มถือสากประณามการชายตัว คงไม่ใช่ก้อนหินถามทางหากเป็นเหมือนตัวอับเฉาในสำเภาทอง(ชุบ)ที่ “ล่องลิ่วไปตามลม สรรพสัตว์ก็จะชื่นชมโสมนัส” ใช่ โสมนัสกับการชักธง “มโนหมู่” ที่หลายคนโทมนัส สำเภาทองชุบแห่งความสุขอันไม่นำพาต่อชะตากรรมของลูกเรือขายแรงงาน ไม่นำพาต่อความทุกข์ระทมของบิดาที่สูญเสียบุตรแล้วยังต้องสูญเสียเสรีภาพ ทานใดอันสูงสุดในโลกนี้ก็กู้สิ่งที่เสียไปไม่ได้ ทานนี้มิเพียงไร้ค่าตอบแทน แต่ยังแลกมาด้วยการถูกข่มขู่ขืนใจอีกคำรบหนึ่ง “น้ำพระเนตรเธอไหลหยาดหยดเป็นสายเลือด ไม่เว้นวายหายเหือดซึ่งโศกา จึงเอาพระปัญญาวินิจฉัยเข้ามาข่มโศก ว่าบุตรวิโยค” เราได้แต่ทอดอาลัย ในขณะที่หลายคนอยากจะโยนตัวอับเฉาที่คอยถ่วงสำเภาทองชุบนี้ทิ้งกลางมหาสมุทรไปให้สิ้น

เราตีราคาตัวเองเท่าไหร่ คำตอบคือ… น้อยมากถึงศูนย์ ที่แย่คือหลายคนไม่ปรารถนาแม้แต่จะคิดและพูดถึงคำถามนี้ ความสำส่อนทางอุดมการณ์ทางการเมือง เช่นเดียวกับสิ่งที่สังคมเรียกว่า “สำส่อนทางเพศ” แท้จริงไม่ควรเป็นเรื่องน่าอาย การขายบริการทางเพศไม่ใช่เรื่องแย่ตราบใดที่มีกฏหมายคุ้มครองและมาตรฐานรับรอง เพื่อสุขอนามัยและความปลอดภัย การขายตัวทางการเมืองไม่ใช่เรื่องแย่ตราบใดที่เราตั้งคำถามและยอมรับทางเลือกของเราพร้อมๆ กับยอมรับทางเลือกที่แตกต่างของผู้ที่คิดต่าง ไม่ใช่อยู่ด้วยความเกลียดความกลัวจนไม่อยากเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ติดโรคเริมเรื้อรังมาก็ปฏิเสธแถมประณามคนที่ไม่ยอมร่วมเพศร่วมอุดมการณ์สุขสุดยอดไปด้วยกัน ตรงนี้แหละคือปัญหา

“คุณคิดอยากขายตัวหรือเปล่า” ในหนังสารคดี Citizenfour หลายคนไม่อยากขายตัว เราเข้าใจไปว่าในมหาสมุทรแห่งความวุ่นวายนี้เรายังคงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนงเสรี แต่จริงๆ ข้อมูลส่วนตัวถูกขายหรือส่งมอบแบบฟรีๆ เน้นๆ ให้รัฐเผด็จการแบล็คเมล์โดยที่เราไม่รู้ตัวและไม่สมยอม เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เป็นเพียงทุ่นหนึ่ง หรือทุ่นดุ้นกระแทกที่ทำให้ทองชุบที่ฉาบสำเภารัฐเผด็จการร่อนกร่อนไปได้สักนิ้วสองนิ้ว ปลาเทศบาลว่ายเป็นเกลียวขึ้นมาดูดกลืนเปลวทองจนหมดไร้ร่องรอยความผิด หนังสารคดีชวนให้ประชากรโลกรู้สึกวิตกจริต ไม่อยากพิมพ์เสิร์ชกูเกิลหาคลิปโป๊ ไม่อยากคิดว่าเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องสอดแนมอันเอกของพี่ชายใหญ่ที่เฝ้า(ถ้ำ)มองเราอยู่ ไม่อยากคิดว่ามีคนคอยจ้องจับผิดหรือลักลอบเก็บข้อมูลส่วนตัวที่เราขายให้ฟรีเพียงเชื่อมต่อเข้าเพจต่างๆ ผ่านโปรไฟล์เฟซบุ๊กบ้าง เช็คอินผ่าน Swarm หรือออร์จี้ทางสไกป์กับคนที่เราสมควรออร์จี้ด้วยหรือกับคนที่อาจทำให้ชีวิตเราลำบากบ้าง ความจริงในโลกปัจจุบันที่ทำให้มนุษย์ใต้ดินในงานเขียนของดอสโตเยฟสกีที่วิตกจริตอย่างสุดขั้วอยู่แล้ว (ผู้เขียนกำลังพูดถึงตัวละครที่มุดลงไปอยู่ใต้ดินสมชื่อเพราะเกลียดและกลัวความโปร่งแสงแห่งโลกบนดิน รังเกียจสถาปัตยกรรมที่เน้นการเฝ้ามองควบคุมทุกความเคลื่อนไหวอย่าง Crystal Palace หรือปราสาทเรือนแก้วในประเทศอังกฤษ สุดยอดนวัตกรรมแห่งความเป็นสมัยใหม่ที่มาพร้อมการสละความเป็นส่วนตัว) วิตกจริตหนักยิ่งขึ้นจนต้องรีบมุดหัวลงไปอยู่อเวจี หรือชั้นที่อยู่ใต้ของใต้ของใต้ดินด้วยความขยาด เชื่อว่าหลายคนกำลังรู้สึกวิตกจริต หูแว่ว ได้ยินเสียงในหัวที่คอยบอกให้เซนเซอร์ตัวเอง คอยห้ามใจไม่ให้เขียนอะไรในที่สาธารณะที่จะทำให้เจ้านายและเพื่อนร่วมงานเอามาใช้เป็นข้อตั้งแง่สร้างกำแพงอคติ

 

(แหล่งภาพ http://www.london-architecture.info/LO-009.htm)

หลายคนอาจรู้สึกว่าตนตาพร่าตาฝาด ระหว่างพิมพ์ข้อความทางโซเชียลมีเดียและอีเมล์พลันเห็นหัวลูกศรเม้าส์ขยับได้เอง ควบคุมด้วยมือที่มองไม่เห็น มือของสิ่งที่มีหรือไม่มีชีวิตที่แย่ยิ่งกว่าพี่ชายใหญ่เพราะเป็นสสารนิรนามที่เรามโนว่าคอยนั่งอ่านนั่งเช็คข้อความของเรา จับตามองนิ้วมือที่วางอยู่คาแป้นพร้อมวิจารณ์เรื่องความดำของขี้เล็บ ขนาดความสั้นยาว หนาบาง… ของพิซซ่าที่อาจเผลอกดสั่งออนไลน์ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ โรควิตกจริตนั้นเป็นของคู่กันกับรัฐเผด็จการ ไม่ต้องรู้จักหรือนั่งดูหนังเชโกสโลวะเกียที่ถ่ายทำในช่วงทศวรรษ 70 แต่ไม่ได้ฉายจนถึงปี 1989 ชื่อ “อูโค” (Ucho) ที่แปลว่า “หู” ก็สามารถเดาได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเครื่องดักฟังอันเป็นเครื่องมือควบคุมหลักแห่งรัฐเผด็จการก่อนอินเตอร์เน็ตและเกี่ยวกับความวิตกจริตสุดขั้วที่ระบอบเบ็ดเสร็จสังคมนิยมโซเวียตได้บ่มเพาะเป็นไวรัสวายร้ายทำลายชีวิตหลายคนที่แม้ไม่ได้ถูกดักฟังจริงๆ แต่หลอนเอง มโนเอง จนแทบเสียสติ

                                          (แหล่งภาพ http://www.hunter.cuny.edu/classics/russian/courses-1/td)


(แหล่งข้อมูลhttp://www.mzv.cz/washington/en/culture_events/news/v4_film_series_runs_april_4_25.html)

“คุณชอบกลืน (น้ำว่าว) หรือไม่” เป็นคำถามเด็ดอีกคำถามหนึ่งที่คุณวิทุราโยนถามผู้ชมกุลสตรีศรีสยามและสตรีชาวต่างประเทศ ใจจริงผู้เขียนอยากให้ถามผู้ชมบุรุษด้วย แต่ผู้เขียนได้คืบแล้วก็คงไม่หวังจะเอาศอก ไม่เพียงเพราะการใช้ศอกนั้นต้องเจ็บและแสบน่าดู แต่แค่ได้เห็นผู้ชมพูดเรื่องเพศอันเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมไทยอันศิวิไลซ์ สังคมคนดีไม่ปี้ในที่แจ้ง (ไม่แย้งว่าเย็ดในที่ลับ) ก็ถือเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์แล้ว ผู้เขียนรู้สึกว่า One Night Stand มีความเป็นไทยสูงมาก ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมจึงรู้สึกอย่างนั้น แล้วทำไมสิ่งที่กลืนลงคอระหว่างชมการแสดงนั้นขมและขื่นเหลือเกิน เป็นเพราะสังคมเราไม่มีการนั่งจับเข่าคุยกันเรื่องเพศในที่แจ้งอย่างเปิดเผย หรือเพราะการแสดงอันน่าอัศจรรย์ใจนี้ยังไม่ได้แตะประเด็นเรื่องเพศและความต้องการของ LGBT มากเท่าที่ควร หรือทุกข้อที่กล่าวมา ก็เป็นได้ พนันได้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชอบกลืน แต่ใน Citizenfour เราทุกคนได้ถูกบังคับฝืนกลืนน้ำว่าวจากปลายกระบอกระบอบเผด็จการที่บรรลุจุดสุดยอดแห่งการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งสิ้น คำถามของคุณวิทุราทำให้เห็นว่ามหาสมุทรที่สำเภาทองชุบแล่นไปตามบัญชาของคลื่นลมที่มองไม่เห็นนั้น เป็นมหาสมุทรของน้ำกามอันเป็นผลของความ(เบ็ด)เสร็จของอำนาจที่สอดเสียบเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต   

ในโลกแห่งโรควิตกจริต เราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ข้อมูลส่วนตัว คนที่เรารัก ล้วนเป็นเบี้ยประกันต่อรอง รอวันมือที่มองไม่เห็นนำมาใช้สำเร็จความใคร่ทางอำนาจ เรารู้สึกไร้ค่า เรารู้สึกกลัว กลัวโดนข่มขืน กลัวการมองคนรักถูกกระทำชำเราต่อหน้าต่อตา โรควิตกจริตและการหาหนทางถอนพิษวิตกจริตทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังจะเห็นในจดหมายเปิดผนึกที่วาสลาฟ ฮาเวล (สมัยที่ยังไม่เป็นประธานาธิบดีคนแรกแห่งเชโกสโลวะเกียหลังกำแพงเบอร์ลินและระบอบคอมมิวนิสต์พังทลาย) เขียนถึง กุสตาฟ ฮุซาก ซึ่งในขณะนั้น—เดือนเมษายน ปี 1975—ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเชโกสโลวะเกีย ช่วงเวลาที่ฮุซากเป็นผู้นำเชโกสโลวะเกียนั้นเรียกว่า “ยุคแห่งการทำให้เป็นปกติ” หรือ “ยุคแห่งการกลับคืนสู่ปกติ” (Normalisation) คำว่า “ปกติ” ในที่นี้หมายถึงการรับคำสั่งจากมอสโก ปวารณาตัวเป็นรัฐในบังคับโซเวียตอย่างเต็มดุ้นเต็มด้าม ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายที่มุ่งดับฝันและขยี้หวังของผู้ที่ปรารถนาจะปฏิรูประบอบสังคมนิยมในเชโกสโลวะเกียให้เป็น “ประชาธิปไตย” มากกว่าเดิม ทั้งหมดนี้มีอเล็กซานเดอร์ ดุบเช็ก ผู้ที่เชื่อมั่นในระบอบสังคมนิยมอย่างสุดจิตสุดใจเป็นผู้ผลักดัน ดุบเช็ก—เจ้าของสโลแกน “สังคมนิยมใบหน้ามนุษย์” เป็นผู้รณรงค์ให้พรรคสังคมนิยมแห่งเชโกสโลวะเกียปกครองตัวเองแทนที่จะโค้งคำนับรับคำสั่งจากมอสโกตลอดเวลา ช่วงเวลาแห่งความหวังนี้เรียกว่า “ฤดูใบไม้ผลิแห่งปราก” (Prague Spring) มีการลดละเลิกการเซนเซอร์งานศิลปะ นับเป็นยุคทองที่ไม่ใช่ทองชุบ ทว่ายุคทองแท้มักเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างกรณีใบไม้ผลิแห่งปรากนี้กินเวลาระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม ในปี 1968 เท่านั้น วันที่ 21 สิงหาคมประเทศในกลุ่มสนธิสัญญาวอร์ซอพากันมาเยี่ยมปรากพร้อมรถถังและกำลังทหาร เป็นอันสิ้นสุดยุควิกลจริต ต่อมาการเซนเซอร์โหดกว่าเดิม ศิลปินและนักวิชาการถูกปิดปากหรือโยนเข้าคุกเพื่อให้สังคมเป็นปกติสุขสไตล์สตาลินอีกครั้งหนึ่ง เล่าย้อนหลังมานาน สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะกล่าวถึงคือจุดยืนเรื่อง open relationship ของวาสลาฟ ฮาเวล ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักเขียนที่ถูกขึ้นบัญชีดำตั้งแต่ปี 1969 งานเขียนถูกแบน ตัวเขาและภรรยาถูกจับตามอง จดหมายฉบับนี้เริ่มด้วยคำถามที่ว่าอะไรคือความหมายของคำว่า “ปกติ” ของฮุซาก แม้รัฐจะใช้การที่ผู้คนไปทำงาน หาเงินซื้อรถผ่อนบ้าน มีชีวิตดูจะปกติสุขเป็นดัชนีชี้วัดความสุขและความพอใจของประชาชน ฮาเวลกล่าวว่าจะไม่ให้ทุกอย่างดูจะเป็นปกติสุขได้อย่างไรในเมื่อสังคมใต้รัฐเผด็จการเป็นสังคมที่ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกอันแท้จริงของประชาชน มัวแต่ไปให้ความสำคัญเรื่องวัตถุสิ่งของและการแสดงออกที่เป็นแค่เปลือกนอก หากฮาเวลนั่งดู One Night Stand ด้วยคนก็คงจะอธิบายด้วยภาษาทำนองนี้ “ถ้ากะเทาะเปลือกของการใส่เสื้อสีต่างๆ เพื่อแสดงความจงรักภักดี มองเนื้อนมไข่ใต้เสื้อชั้นใน รัฐเป็นดั่งคู่นอนที่ไร้รัก ไม่แคร์หรอกว่าคุณจะถึงจุดสุดยอดหรือไม่” แล้วอะไรกันเล่าที่ทำให้ประชาชนพร้อมใจกันแสดงความเป็น “ปกติ” หรือ “เฟคว่าถึง” ในความหมายของรัฐ คำตอบของฮาเวลคือ ความกลัว ไม่ใช่กลัวตัวสั่น แต่เป็นความกลัวที่แฝงอยู่ในใจ:

ประชาชนถูกผลักดันด้วยความกลัว กลัวว่าจะถูกไล่ออกจากงาน ครูบาอาจารย์สอนสิ่งที่ตนไม่เชื่อจริงๆ เพียงเพราะหวั่นเกรงว่าตนจะไม่มีอนาคต นักเรียนก็ว่าไปตามครูด้วยกลัวว่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนต่อ ชายหนุ่มเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์เยาวชนสังคมนิยมและร่วมทำกิจกรรมทุกกิจกรรมก็เพราะความจำเป็น ภายใต้ระบบการให้แต้มและคะแนนต่างๆ คนเป็นพ่อย่อมรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงว่าลูกชายและลูกสาวของเขาจะได้รับแต้มคะแนนที่ไม่เพียงพอต่อการสมัครเข้าโรงเรียน จึงต้อง “อาสา” ทำทุกอย่างที่รัฐต้องการ  ความกลัวผลที่ตามมาของการขัดขืนอำนาจรัฐได้ผลักดันให้ผู้คนออกจากบ้านไปยังคูหาเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครที่ระบอบได้คัดสรรมาแล้ว และความกลัวนี้ได้ผลักดันให้ประชาชนหลับหูหลับตามองพิธีกรรมอันน่าขันนี้ในนามของการเลือกตั้งอันชอบธรรม เพราะกังวลเรื่องการทำมาหากิน ตำแหน่งหน้าที่การงาน และอนาคตของตน ประชาชนจำต้องไปร่วมประชุม ลงมติในทุกเรื่องที่จำเป็น หรือไม่ก็ปิดปากเงียบเฉยไป

(จาก “เรียน ดร. ฮุซาก” “Dear Dr Husák” โดยวาสลาฟ ฮาเวล)

วาสลาฟ ฮาเวล เมื่อปี 1975

(แหล่งภาพ http://salon.eu.sk/en/5435/english-visegrad-mirror-v%C3%A1clav-havel-at-dusk/)

ฮาเวลมองว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ หากวิปริตและวิกลจริต หนทางที่จะแก้ปัญหานี้  (เห็นได้จากประกาศกฎบัตร77 ซึ่งเกิดขึ้นสองปีภายหลังจดหมายเปิดผนึกได้รับตีพิมพ์) คือการสู้ความกลัวด้วยความไม่กลัว สู้ความ “ปกติ” แห่งโรควิตกจริต ด้วยความ “ไม่ปกติ” แห่งใจที่พร้อมจะวิกลจริต คือใจที่พร้อมเผชิญความจริงอย่างกล้าหาญ Open Relationship ในความหมายความสัมพันธ์ปลายเปิดระหว่างประชาชนกับรัฐในลักษณะนี้จะทำให้รัฐถูกตอนอำนาจ ไม่สามารถขู่เข็ญและแบล็คเมล์ประชาชนได้ ดังนั้นผู้เขียนต้องการถามคำถามปลายเปิดบ้าง ฤา “วิกลจริต” จะเป็นชื่อยาถอนพิษแห่งโรควิตกจริตในรัฐเผด็จการ แทนที่จะกลัวว่าจะถูกล้วงความลับ ก็ล้วงควักชีวิตในที่แจ้งให้ดูให้เห็นกันไปเลย เฟซบุ๊กเป็นได้ทั้งกรงขังและพื้นที่แห่งเสรีภาพในฝันของแดร์ริดาซึ่งเห็นว่าความหมายนั้นขึ้นอยู่กับการตีความ แม้แต่คำหรือตัวบทที่ดูเหมือนจะตายตัวถาวร status เฟซบุ๊ก ที่ดูสามัญตายตัวก็ยังสามารถเป็นฟาร์มากอนคือทั้ง ยาพิษ ยาถอนพิษ ยาเสน่ห์ ความจริง และความเท็จในเวลาเดียวกัน แฮชแทค#ชีวิตและความรักก็เป็นเช่นนั้น หากเราจะต้องเสียตัวให้กับรัฐ หรือขายตัวแบบมีอารยะและจรรยาบรรณ คือให้ฟรีๆ อยู่แล้ว ก็ทำให้มันเต็มที่ไปเลย กลืนความขมขื่นให้หมดก่อนถ่มมันออกมา ขจัดความกลัวไปให้สิ้น ใช้โซเชียลมีเดียเป็น sex toy ของเล่นที่มิเพียงสำเร็จความใคร่ของระบอบ(เบ็ด)เสร็จนิยม แต่สำเร็จความใคร่ของเราในหนทางที่จะทำให้พอจะรับมือกับโลกที่เสรีภาพกลายเป็นเรื่องผิดปกติและประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องวิกลจริตไป ใส่ข้อมูลส่วนตัวในเฟซบุ๊กไปให้หมด คุณชอบกลืน ชอบขายตัว ขายในราคาใด กิน ปี้ ที่ไหนอย่างไร ท่าไหน บางทีความสัมพันธ์ปลายเปิด ความโปร่งใสที่เปิดให้ตรวจสอบอย่างโจ่งแจ้งอาจทำให้รัฐเผด็จการเงิบ ตกม้าตาย แพ้เกมตัวเอง tabula rasa กระดานขาวที่โปร่งใสเป็นแค่กระดานขาวที่โปร่งใส รัฐไม่รู้อะไรเกินเลยไปกว่าที่เราเปิดเผย และหากรู้อะไรมากกว่านั้นนิดนึง อย่างมากอาจมีไฟล์ภาพโป๊ เสียงเซ็กส์โฟน ข้อความอันตรายของพวกเราไว้เป็นเบี้ยประกัน แต่หากเราพร้อมใจกันถึงจุดสุดยอดด้วยเจตจำนงเสรีของการไม่แคร์และพร้อมใจกันอยู่ในความสัมพันธ์แบบเปิดกับรัฐ กับมวล(ไม่มหา)ประชาชน เปิดผ้าเลิกเสื้อให้เห็นตับไตเครื่องในไปเลย เราพูดได้หรือไม่ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของมนุษย์

คงต้องมานั่งค้นใจและถามตัวเองว่าเรากลัวอะไร มีอะไรที่เราจำต้องกลัว

คงต้องมาวัดใจกันว่านี่สมควรถึงแก่เวลาแห่งเซ็กส์หมู่และการคุยกันเรื่องเซ็กส์หมู่สไตล์วิกลจริตในโลกเผด็จการที่เน้นความปกติและสุขสุดยอดแล้วหรือยัง… เพราะอย่างที่ One Night Stand ได้พยายามย้ำแกมปลอบประโลมสังคมไทย:

ความเงี่ยนและการเปิดเผยเรื่องความเงี่ยนของเราทุกคนนั้นเป็นเรื่องที่… โอเคเสมอ

 

(แหล่งภาพ http://ink361.com/app/users/ig-449798506/cheryllyone/photos)

 

 

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์