รายงานพิเศษ: เยียวยารอยร้าว…หลังเหตุการณ์สุคิริน

รายงานพิเศษจากพื้นที่ เรื่องราวต่อเนื่องหลังความตาย 4 ศพ ที่บ้านน้อมเกล้า ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ตอน เยียวยารอยร้าว…หลังเหตุการณ์สุคิริน

การเยียวยาข้ามวัฒนธรรมสมานบาดแผลและรอยร้าวทางใจกรณีเหตุการณ์สี่ศพ ที่สุคิริน

“ใช้สุขให้เยอะ ทุกข์ไม่ต้องเอามาใช้ มันหนัก เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา” ยายเจียม รัตนะ วัย 88 ปี บอกกล่าวแก่สมาชิกเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ และสมาชิกสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ไปแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต ณ วัดลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส ในวันที่ 17 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นวันฌาปนกิจศพนางอารีและนายสมนึก รัตนะ  สองแม่ลูกที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักและจุดไฟเผา ณ บ้านน้อมเกล้า ม.12 ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ทั้งสองเป็นลูกสาวและหลานชายของยายเจียม ศพของคนทั้งสองตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ในวัดแห่งนี้ เพื่อความสะดวกในการจัดการงานศพ ของญาติและผู้มาร่วมงาน

นับเนื่องจากช่วงค่ำวันที่ 12 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงวันสงกรานต์ของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นช่วงเกิดเหตุร้ายกับพี่น้องไทยพุทธ 4 รายคือ นางอารี และ นายสมนึก รัตนะ สองแม่ลูก และ นายจุลกับนางดำ อินเอิบ สองสามีภรรยา ทั้งสี่ถูกยิงเสียชีวิตพร้อมถูกจุดไฟเผาในบ้านพัก

สองครอบครัวนี้ เป็นสองครอบครัวสุดท้ายของพี่น้องไทยพุทธที่ยังคงปักหลักอาศัยและทำมาหากิน ณ บ้านน้อมเกล้า มาเกือบ 30 ปี จนเริ่มมีสถานการณ์ร้ายเกิดขึ้นในพื้นที่ และเกิดเหตุกับเพื่อบ้านใกล้กัน ทำให้ผู้เสียชีวิตทั้งสี่เตรียมตัวละทิ้งทุกอย่างไปอยู่กับลูกหลานในพื้นที่ที่คิดว่าปลอดภัยกว่า หากแต่ยังมิทันได้ย้ายกลับ ก็มาเกิดเหตุร้ายเสียก่อน

“หมดแล้ว ไม่มีใครเหลือ เรามีอยู่แค่นี้จะไปแบกปืนก็ไม่ใช่ กำลังเตรียมทำบ้านเตรียมย้ายออกมาอยู่ที่ลำภู แต่ก็ออกมาไม่ทัน” วนิดา รัตนะ ลูกสาวคนโตของนางอารี บอกด้วยสายตาหมดหวัง

“วันที่ 11 ได้ไปรับแม่ออกมานอนด้วยที่นี่ พอวันที่ 12 ทำพิธีรดน้ำดำหัวเสร็จเขาบอกว่าจะกลับ บอกให้นอนอีกคืนก็ไม่ยอม เขาว่าไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามา กลับบ้านดีกว่า ยาก็ไม่ได้เอามา น้องเขยไปส่งตอนสี่โมงเย็น พอหกโมงแม่ก็โดนยิง มีคนโทรมาบอกตอนทุ่มกว่า บ้านที่ถูกเผา ชาวบ้านแถวนั้นก็มาช่วยดับไฟ จริงๆ วันนั้นจะตามแม่กลับไปด้วย แต่บ้านที่น้อมเกล้า น้ำจะแห้งเวลาหน้าร้อน ลำบากเรื่องน้ำ จึงไม่ได้ตามไป ไม่อย่างนั้นคงโดนมากกว่านี้”

เธอบอกด้วยว่าแม่และน้องชายกำลังเตรียมการที่จะมาอยู่ด้วยกันที่ ต.ลำภู ซึ่งเธอได้มาใช้ชีวิตกับครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว สาเหตุที่แม่ของเธอตัดสินใจนาน เพราะเป็นห่วงบ้าน สวนยางและสวนผลไม้ ที่เป็นรายได้หลัก

“แม่สู้ชีวิต ทำงานหนักมาตลอด ตั้งแต่ไปเริ่มบุกเบิกทำมาหากินตรงนั้น จนกระทั่งพ่อและน้าชายมาถูกยิงเมื่อปี 2547 แม่ก็สู้มาตลอด พวกเราย้ายออกมาก่อน แม่อยู่กับน้องชายคนสุดท้อง ที่ดินเป็นสวนผสม 20 ไร่ มีสวนยาง 7 ไร่ นอกนั้นเป็นสวนผลไม้ บางอย่างไม่ต้องออกมาขายที่ตลาด พี่น้องมุสลิมที่อยู่ใกล้ๆ กันก็มาช่วยซื้อกันตลอด เราอยู่กันมาเป็น 30 ปี ไม่เคยมีอะไรผิดใจกัน  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาตลอด”

ด้วยความที่มีอยู่กันเพียงสองครอบครัวสี่ชีวิตของครอบครัวรัตนะ และครอบครัวอินเอิบ ที่บ้านรั้วติดกัน ทำให้ลูกหลานก็สนิทชิดเชื้อกัน แต่รุ่นลูก รุ่นหลานของสองครอบครัวนี้จะออกมาอยู่กันแถววัดลำภูเป็นส่วนใหญ่ เพราะดั้งเดิมเป็นคนที่นี่ และเมื่อเกิดสถานการณ์ ก็ไม่มีลูกหลานคนไหนกลับไปอยู่และทำมาหากินในชุมชนบ้านน้อมเกล้านี้อีก  จนเกิดเหตุสลดใจล่าสุดขึ้น ทุกคนจึงเห็นพ้องกันว่าให้ขายที่ดิน

วนิดาบอกว่า เมื่อจัดการงานศพแม่และน้องชายเสร็จ ก็จะเข้าไปขนย้ายข้าวของที่บ้านน้อมเกล้า ส่วนเรื่องที่ดินนั้นอยากขาย และทราบว่าทางเจ้าหน้าที่อาจจะเข้าไปตั้งฐานตรงจุดนั้น จะเป็นอย่างไรต่อก็ไม่ว่าอะไร เพราะเธอเองก็ไม่มีกำลังที่จะไปทำอะไรในที่ดินนั้นอีกแล้ว

ในงานศพวันนั้น  ลูกสาวคนโตของนายจุลและนางดำ อินเอิบ สองสามีภรรยา เพื่อนบ้านของอารีที่ถูกยิงและเผาเช่นเดียวกันคือ อุบล อินเอิบ อยู่ในงานศพเช่นกัน ศพของพ่อแม่เธอฌาปนกิจไปเมื่อวันที่ 16 เมษายน เธอต้อนรับคณะผู้มาเยือนต่างศาสนิกด้วยท่าทีเป็นมิตร

อุบลบอกว่า พ่อและแม่ของเธอกำลังเตรียมตัวทานข้าวเย็นแต่มาเกิดเหตุร้ายก่อน

“เขาอยู่กันสองคนตายาย มีลูกสี่คน ออกมาอยู่ข้างนอกหมด อยู่นราธิวาสสามคน อยู่นครราชสีมาหนึ่งคน ชวนพ่อแม่ออกมาอยู่ด้วยกัน เขาก็กำลังตัดสินใจ เราเองก็เข้าไปหาเดือนละครั้ง ไม่ได้ไปหาตลอด แม่กรีดยางเอง เพราะเพิ่งเปิดหน้ากรีดได้ 2 ปี ส่วนพ่อไม่ได้ทำอะไรดูแลสวนผลไม้ที่มี”

“เราไม่เคยมีปัญหากับใคร มุสลิมทำตูป๊ะ(ข้าวต้มมัด)  ทำขนมก็เอามาให้ แม่ปลูกผักก็เอาไปให้ เป็นความเอื้ออาทรที่มีให้กัน เรื่องที่เกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ในวันเกิดเหตุการณ์เดียวกันนี้ ยางแผ่นสวยๆ ที่แม่เก็บไว้ก็ถูกขโมย ยางแผ่นหลังบ้านก็เอามาเผา ขี้ยางในสวนก็ถูกขโมยในช่วงที่ขนศพออกมา เพื่อนบ้านจะไปเอาขี้ยางมาขาย เพื่อเอาเงินมาช่วยงานศพก็ไม่ทัน เหตุการณ์ครั้งนี้มันสะท้อนใจ ไม่ดูข่าว ดูไลน์เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อและแม่ ถ้าดูแล้วสะเทือนใจ”

ลม้าย มานะการ ตัวแทนจากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพฯ ที่ไปร่วมในงานวันนั้นด้วยบอกว่าดีใจและประทับใจ เมื่อพี่น้องเครือข่ายภาคประชาสังคมบอกว่า อยากไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ

“ตื้นตันแทนญาติ บางองค์กรหยิบเรื่องนี้มาปรึกษากัน และลงมติส่งตัวแทนไปเยี่ยม รู้สึกมีความหวังว่า ภาคประชาสังคมไม่ทอดทิ้งกัน ที่คาดหวังในฐานะที่อยู่ที่นี่มา และคงอยู่ต่อไปคือ จะร่วมแชร์กับพวกเราที่เป็นประชาสังคมทั้งหลาย ให้เป็นตัวต่อที่สำคัญของการสร้างสันติภาพ ถ้าสันติภาพนั้นหมายถึง ความสัมพันธ์ที่ช่องว่างของการแบ่งพวก แบ่งฝ่าย มีน้อยที่สุด ทุกคนมีความปรารถนาดีต่อกัน อยากให้ทุกคนปลอดภัย  มีพื้นที่ปลอดภัย อยากให้ประชาสังคม ศอ.บต. กอ.รมน. และชุมชนช่วยกันสร้างสิ่งนี้ ในพื้นที่อันดับแรกเลย ที่เร่งด่วน คือพื้นที่ชุมชนพุทธมุสลิมอยู่ร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ ของทั้งฝ่ายก่อการเอง  ฝ่ายรัฐ ฝ่ายชุมชน และประชาสังคม ซึ่งเราต้องร่วมกันทำอะไรที่เป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ใครต้องเป็นเหยื่อและถูกบังคับให้ต้องทิ้งถิ่นฐาน ไม่ว่าชุมชนนั้นจะมีพี่น้องส่วนน้อยส่วนใหญ่เป็นใคร ทุกคนมีสิทธิอยู่อย่างปลอดภัย”

คำนึง ชำนาญกิจ จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ ที่ไปร่วมเยี่ยมครอบครัวด้วยในวันนั้น บอกว่า แม้ว่าเธอเป็นมุสลิม แต่ก็เห็นใจในชะตากรรมที่พี่น้องพุทธประสบ ตอนแรกก็รู้สึกกลัวๆเหมือนกันที่จะมาเยี่ยม  ไม่รู้ว่าพี่น้องชาวพุทธ จะต้อนรับหรือเปล่า หรืออาจจะรู้สึกไม่ดี หรือหวาดระแวงต่อพี่น้องมุสลิมหรือเปล่า แต่เมื่อมาเยี่ยมแล้ว  ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบก็ดีใจ  รู้สึกมีกำลังใจ  และรู้ว่าพี่น้องมุสลิมก็ห่วงใยเขา

คำนึง บอกว่า เหตุการณ์ความรุนแรงรายวัน  อาจมีแรงขึ้น ทั้งประชาชนชาวพุทธ มุสลิมกลายเป็นเหยื่อ ข้ามไปมา  จึงอาจจะทำให้เกิดความหวาดระแวง และรอยร้าวระหว่างคนสองศาสนามากขึ้น การเยี่ยมครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบแบบข้ามวัฒนธรรม เช่นพุทธเยี่ยมมุสลิม มุสลิมเยี่ยมพุทธ  เพื่อแสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างทุกข์ร้อนในความตายของอีกฝ่าย  จะช่วยเยียวยาความรู้สึก และสมานรอยร้าวทางใจของกันและกันได้