ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 10เดือน-เงินคงคลัง ต่ำสุดรอบ 6ปี

8 พ.ค.58 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมเดือนเมษายน 2558 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยอยู่ที่ระดับ 76.6 ลดจากเดือนมีนาคมที่อยู่ที่ 77.7 ถือว่าต่ำสุดในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันก็ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 58.0 ลดจาก 58.8 ในเดือนมีนาคม และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 83.8 จากเดือนมีนาคมที่อยู่ที่ 84.9 โดยทั้งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตถือว่าต่ำสุดในรอบ 10 เดือนเช่นกัน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 66.0 ลดจาก 67.1 ในเดือนก่อนหน้า

นายธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงมาจากการที่ 1.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2558 มาอยู่ที่ 3.7% จากคาดการณ์เดิมที่อยู่ที่ 3.9% การส่งออกขยายตัว 0.2% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.4% 2.ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.การส่งออกไตรมาสแรกทำได้เพียง 5.34 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.69% ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 5.19 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.43% ทำให้ไทยได้ดุลการค้ารวม 1.43 พันล้านเหรียญสหรัฐ 4.ราคาผลผลิตทางการเกษตรทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ 5.เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 6.ผู้บริโภคมีความกังวลว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นและความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

(ที่มา มติชนออนไลน์, 8 พ.ค.58)

กรุงเทพโพลล์ ชี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ระบุค่าใช้จ่ายการเรียนบุตรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

8 พ.ค.58 กรุงเทพโพลล์ ระบุว่า ช่วงใกล้เปิดเทอม นับเป็นช่วงเวลาที่แทบทุกครอบครัวต่างมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของบุตร ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน ตลอดจนค่าอุปกรณ์การเรียนต่างๆ กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “สภาพคล่องทางการเงินของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม” โดยเก็บข้อมูลจากผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในระดับชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษา ทั้งสังกัดโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งสิ้น 1,183 คน พบว่า

ผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 70.8 ระบุว่าปีนี้มีค่าใช้จ่ายในเรื่องการเรียนของบุตรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว รองลงมาร้อยละ 25.2 ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าเดิม และมีเพียงร้อยละ 4.0 เท่านั้นที่ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายลดลง โดยงบประมาณที่เตรียมไว้สำหรับซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับการเรียนให้ลูกเฉลี่ยประมาณ 4,000 บาท ต่อคน (ไม่รวมค่าเทอม)

สำหรับในช่วงเปิดเทอมนี้พบว่า ผู้ปกครองร้อยละ 53.0 ระบุว่าไม่มีปัญหาเงินไม่พอกับค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม เนื่องจากได้แบ่งเงินสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้อยู่แล้ว ขณะที่ผู้ปกครองร้อยละ 47.0 ระบุว่ามีปัญหาเงินไม่พอกับค่าใช้จ่าย เนื่องจากค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มขึ้นและสินค้าเกี่ยวกับการเรียนแพงขึ้น

ส่วนวิธีการแก้ปัญหาเงินไม่พอกับค่าใช้จ่ายนั้น ผู้ปกครองร้อยละ 16.1 ใช้วิธีขอยืมเงินจากญาติ/ พี่น้อง /เพื่อน รองลงมาร้อยละ 15.0 ใช้วิธีให้ลูกใช้เสื้อผ้า /อุปกรณ์การเรียนของปีที่แล้วไปก่อน และร้อยละ 12.7 ใช้วิธีลดปริมาณการซื้อเสื้อผ้า / อุปกรณ์ต่างๆ                             

สำหรับความเห็นต่อโครงการเรียนฟรี 15 ปี ของภาครัฐ ผู้ปกครองร้อยละ 32.0 ระบุว่าช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ค่อนข้างมาก ขณะที่ ร้อยละ 30.5 ระบุว่า ช่วยไม่ค่อยได้

เมื่อถามต่อถึงประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการเรียนฟรี 15 ปี พบว่า ผู้ปกครองร้อยละ 35.2 ระบุว่าได้ประโยชน์ค่อนข้างมาก ขณะที่ร้อยละ 29.8 ระบุว่าไม่ค่อยได้ประโยชน์

สุดท้ายเมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนของโรงเรียนที่สัมผัสได้จากลูกพบว่า ร้อยละ 50.4 พอใจค่อนข้างมาก ขณะที่ร้อยละ 12.3 ไม่ค่อยพอใจ

พาณิชย์ขอดูขยายสาขาร้านสะดวกซื้อเป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่

8 พ.ค.58 นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวถึง กรณีที่มีกระแสข่าวจากกลุ่มร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ เริ่มขยายสาขาร้านสะดวกซื้อไปยังจุดต่างๆ จนทำให้ขณะนี้ร้านค้ารายย่อยในพื้นที่นั้นๆไม่สามารถที่จะแข่งขันหรือดำเนินธุรกิจค้าปลีก หรือให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆได้ จนถึงขณะนี้มีการพูดถึงว่าเป็นขยายธุรกิจมากเกินไปทำให้ธุรกิจค้าปลีกรายย่อยของไทยต้องปิดกิจการ  ซึ่งกรมการค้าภายใน ในฐานะกำกับดูแลกฎหมายแข่งขันทางการค้า ไม่ได้นิ่งนอนใจมีการติดตามตรวจสอบดูแลภาคธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายการแข่งขันของภาคธุรกิจที่ต้องอยู่บนพื้นฐานไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ซึ่งกรณีร้านสะดวกซื้อดังกล่าวเบื้องต้น จะต้องศึกษารายละเอียดการทำธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ที่มีกฎหมายกำกับดูแลอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ที่หลายฝ่ายมองว่ากฎหมายแข่งขันทางการค้ามีช่องโหว่ในการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหญ่ เป็นการสร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โดยกรมการค้าภายในได้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าว เบื้องต้นจะมีการเพิ่มเติมระเบียบ ข้อกฎหมาย เช่น 1.บริษัทในเครือ 2.รัฐวิสาหกิจจะต้องอยู่ในกฎหมายแข่งขันทางการค้า. 3.องค์ประกอบสัดส่วนของคณะกรรมการ 4.หน่วยงานกำกับดูแลจะต้องมีอำนาจกำกับดูแลให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย. ซึ่งการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า ขณะนี้ กรมการค้าภายในได้จัดทำร่างเสร็จเรียบร้อยและในเร็วๆนี้เตรียมที่จะเสนอ พลเอกฉัตรชัย. สาริกัลยะ. รัฐมนตรีว่ากรกระทรวงพาณิชย์พิจารณาเห็นชอบก่อนที่จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่จะมีการแก้ไขกฎหมายตามขั้นตอนต่างๆต่อไป

(ที่มา สำนักข่าวไทย, 8 พ.ค.58)

รมว.แรงงานชี้ภาวะเศรษฐกิจไม่กระทบการจ้างงาน

8 พ.ค.58 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์ว่างงานในประเทศไทยว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำไม่ส่งผลกระทบกับอัตราการว่างงาน เนื่องจากมีอาชีพเสริมและมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยขณะนี้มีผู้ว่างงานประมาณ 300,000 คน อยู่ในสาขาอาชีพด้านบัญชีการเงินมากที่สุด วุฒิ ปวช.และ ปวส. ยังว่างงานสูงสุด โดยสัปดาห์หน้าจะมีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้ว่างงานให้มีงานทำ และจัดระเบียบแรงงานนอกระบบ รวมทั้งช่วยเหลือผู้พิการให้สามารถปฏิบัติงานได้ใกล้เคียงที่อยู่อาศัยในชุมชนด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานเปิดงานมหกรรมนัดพบตลาดงานเชิงคุณภาพ ประจำปี 2558 ซึ่งกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 8 – 9 พฤษภาคม 2558 ลานกิจกรรมชั้น 3 ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับแรงงานไทยและรองรับอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้ผู้สมัครได้ลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้า พร้อมดูตำแหน่งที่สนใจผ่าน smartjob.doe.go.th/joboffice3.aspx หรือลงทะเบียนหน้างาน และเช้าสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของบริษัทชั้นนำมากกว่า 50 บริษัท กว่า 8,000 อัตรา

(ที่มา สำนักข่าวไทย, 8 พ.ค.58)

ครม.เห็นชอบการแก้ไขกฎหมายด้านเศรษฐกิจ

7 พ.ค.58 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามการเสนอของกระทรวงการคลัง ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ในเรื่องราคาโอนระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดกับนิติบุคลที่มีความสัมพันธ์กันเป็นบริษัทลูก หรือถือหุ้นร่วมกัน  เพื่อเป็นมาตรการในการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน  โดยต้องกำหนดราคาซื้อขายเป็นราคาตลาดเพื่อสอดคล้องตามความเป็นจริง ไม่ใช่เป็นการสมยอมราคากัน เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และช่วยให้ภาคธุรกิจไม่ถูกจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบตามการเสนอของกระทรวงพลังงาน ในการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานไทย และกระทรวงพลังงานเมียนมาร์ ว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานและร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยกับกระทรวงไฟฟ้าเมียนมาร์ว่าด้วยความร่วมมือ ด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไม่ผูกมัดกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นหุ้นส่วน และเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานไทยและสำนักงานพลังงานประเทศจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เพื่อประโยชน์ด้านวิชาการ และเพื่อการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างสันติ

(ที่มา สำนักข่าวไทย, 7 พ.ค.58)

รับทราบความคืบหน้าร่างกฎหมายสำคัญ 5 ฉบับ

พล.ต.สรรเสริญ เปิดเผยด้วยว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รายงานความคืบหน้าร่างกฎหมายที่สำคัญ 5 ฉบับ ที่จะมีการผลักดันภายในรัฐบาลนี้ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนของการนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะมีเวลาอีก 30 วันก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีมรดก วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ และหลังจากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ในวาระ 2 และ 3 ต่อไป ร่าง พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะกรรรมการกฤษฎีกากำลังตรวจรายละเอียดอยู่ในขั้นสุดท้าย คาดว่าสัปดาห์หน้าจะนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ร่าง พ.ร.บ.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ใน 1-2 สัปดาห์หน้า โดยขณะนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กำลังพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนจะนำเสนอ ครม.ต่อไป และร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยขณะนี้ ครม.อาจจะต้องออกคำสั่งเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ก่อน แต่ตัวกฎหมายนั้นอาจจะมีการออกเป็น พ.ร.ก.เพื่อช่วยประหยัดเวลาในขั้นตอนต่างๆ

(ที่มา สำนักข่าวไทย, 7 พ.ค.58)

เงินคงคลัง ต่ำสุดรอบ 6 ปี พิษเก็บภาษีต่ำเป้า-เร่งเบิกจ่ายอุ้ม ศก.

7 พ.ค.58 ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า ครึ่งปีงบประมาณ 2558 ผ่านไป ฐานะการคลังดูไม่ค่อยสวยหรูนัก โดยระดับเงินคงคลังลดลงมาเหลือแค่ 1 แสนล้านบาทต้น ๆ จากที่รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 969,950 ล้านบาท ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณทำได้ 1,461,719 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล จำนวน 491,769 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่เกินดุล 1,757 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 490,012 ล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 115,362 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุล 374,650 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2558 อยู่ที่ 121,097 ล้านบาท และคาดว่าเงินคงคลังปลายงวด (สิ้นเดือน ก.ย. 58) จะอยู่ที่ 357,000 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 6 ปี

(ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, 7 พ.ค.58)

ครม.ขึ้นเงินเดือน2ขั้นเป็นกรณีพิเศษให้ทหารช่วยงานคสช.

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมระบุว่า ในที่ประชุมมีการพิจารณาวาระการขอรับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น (นอกเหนือโควตาปกติ) จากงบกลางเพิ่มเติมให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่เสนอโดยพล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าคสช. ผ่านทางสำนักเลขาธิการคสช. ที่เสนอให้ครม.พิจารณาสนับสนุนโควตาการพิจารณาบำเหน็จความชอบประจำปี 2 ขั้น กรณีพิเศษเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 ของจำนวน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในคสช. จำนวน 1,033 นาย โดยให้มีผลในปีงบประมาณ 2558 ซึ่งครม.ก็ได้ให้ความเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคสช.เสนอ

(ที่มา มติชนออนไลน์, 8 พ.ค.58)

 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์