แฉบริษัทยาอเมริกันโขกค่ายาไวรัสตับอักเสบซีเม็ดละ 3 หมื่น ต้นทุนแค่หลักร้อย

20 พ.ค.2558 เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ร่วมด้วยมูลนิธิโอโซน มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการรักษาเอดส์ และชมรมเภสัชชนบท ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงรมว.กระทรวงสาธารณสุข และรมว.กระทรวงพาณิชย์ เรียกร้องให้ทั้งสองกระทรวงพิจารณาหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาราคายารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีที่มีราคาแพงเกินจริง

นายสมชาย นามสพรรค ตัวแทนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีกล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับซีเป็นจำนวนมาก ในขณะที่การเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แม้ว่าในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้บรรจุยารักษาโรคนี้ไว้แล้วตั้งแต่ปี 2557 แต่กลับพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามีจำนวนน้อยมาก สาเหตุหลักๆ มาจากการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการคัดกรองตรวจหาเชื้อ ส่วนที่ได้รับการตรวจหาเชื้อแล้วและพบว่าติดเชื้อฯหลายคนไม่ได้รับการรักษาเพราะระบบการรักษายังไม่พร้อม ทั้งตัวแพทย์ที่รักษา โรงพยาบาลที่ไม่รู้ว่าสามารถเบิกได้จากระบบบัตรทอง ไม่นับรวมคนที่ใช้สิทธิรักษาอื่นเช่นประกันสังคมที่ยังไม่ชัดเจนว่ารองรับการรักษาโรคนี้หรือไม่ นอกจากนี้ปัญหาของยาที่มีในระบบบัตรทองคือเพ็กอินเทอร์เฟอร์รอล(Peginterferon) ซึ่งเป็นยาแบบเก่าที่ใช้ฉีด และต้องรักษานานกว่า 6 เดือนหรือมากกว่า รวมทั้งผลข้างเคียงที่ค่อนข้างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการเองก็ไม่อยากรักษา และที่สำคัญโรคนี้หากไม่ได้รับการรักษาก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ป่วยเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับในที่สุด

ด้านนายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่รณรงค์เพื่อเข้าถึงการรักษา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มมียาใหม่ที่รักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาดได้ ระยะเวลาการรักษาสั้นลงและแทบไม่มีผลข้างเคียง แต่ยามีราคาแพงมาก ตัวอย่างเช่นยาโซฟอสบูเวียร์” (Sofosbuvir) ของบริษัทกิลิแอด หากรักษาจนครบ 3 เดือนจะต้องจ่ายเงินประมาณ 2.5 ล้านบาท หรือตกเม็ดละ 30,000 บาท

“ ราคายาเม็ดเดียวเท่ากับซื้อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนยี่ห้อดังได้ 1 เครื่องกินวันละเม็ดก็เท่ากับซื้อโทรศัพท์วันละเครื่อง”  นายเฉลิมศักดิ์กล่าว

“ในระดับสากลยาโซฟอสบูเวียร์ยังมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนว่าสมควรที่จะได้รับสิทธิบัตรในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ยุโรป อียิปต์ โมร็อคโค ยูเครน รัสเซีย จีน อินโดนีเซีย เป็นต้น เนื่องจากเทคโนโลยีในการผลิตยาไม่เข้าหลักเกณฑ์การให้การคุ้มครองสิทธิบัตรในเรื่อง “ความใหม่”และ “ขั้นตอนการผลิตที่สูงขึ้น” นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าต้นทุนการผลิตที่แท้จริงอาจมีราคาไม่ถึง 100 บาทต่อเม็ด” นายเฉลิมศักดิ์กล่าว

เขากล่าวว่า เล่ห์กลอีกอย่างที่บริษัทยากิลิแอดได้เดินหน้าหาทางผูกขาดตลาดยาตัวนี้ คือการทำสัญญากับบริษัทผู้ผลิตยาชื่อสามัญในอินเดีย11 บริษัท โดยมีเงื่อนไขให้บริษัทยาอินเดียผลิตยาโซฟอสบูเวียร์ และขายในราคาที่ถูกลงได้ แต่ให้ขายเฉพาะบางประเทศที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น โดยยกเว้นไม่ขายให้กับประเทศกำลังพัฒนาจำนวน 51 ประเทศ ซึ่งมีผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีรวมกันมากกว่า 50 ล้านคน และไทยเป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น

ด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้กล่าวว่า การที่บริษัทยาสามารถใช้ช่องทางกฏหมายสิทธิบัตรผูกขาดราคายาได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบของรัฐที่มีช่องโหว่ โดยเฉพาะระบบการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรยา “เชื่อหรือไม่ว่าในประเทศไทยมีการทำข้อมูลวิจัยย้อนหลังเพื่อดูว่าที่ผ่านมา เรามีการให้สิทธิบัตรกับยาที่ไม่สมควรได้รับสิทธิบัตรไปแล้วเท่าไหร่ ผลวิจัยพบว่ามีคำขอมากกว่า 70%ที่ไม่สมควรจะได้รับสิทธิบัตร ซึ่งหมายความว่าสิทธิบัตรยาเหล่านี้สามารถผูกขาดตลาดยานั้นๆได้ถึง 20 ปีหรืออาจมากกว่านั้น” นายนิมิตร์ กล่าว

นิมิตร์กล่าวว่า แม้ว่ากฏหมายสิทธิบัตรจะเปิดโอกาสให้มีการยื่นคัดค้านหากพบว่าคำขอนั้นไม่เข้าข่ายสิ่งประดิษฐ์ใหม่ หรือมีขั้นตอนการผลิตที่สูงขึ้น แต่กลับพบว่าระบบการประกาศโฆษณาคำขอสิทธิบัตรรวมทั้งระบบการสืบค้นข้อมูลคำขอที่ดูแลโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เอื้ออำนวยและยากต่อการสืบค้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้เกิดสิทธิบัตรที่ไร้คุณภาพ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา ต้องเร่งแก้ปัญหาระบบตรวจสอบคำขอสิทธิบัตร โดยเฉพาะสิทธิบัตรยา ที่มีความต่างจากสินค้าอื่นที่ต้องการการพิจารณาที่มีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงสิทธิคุ้มครองผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาคู่กันไปด้วย แต่ทุกวันนี้แม้ว่าจะมีการผลักดันให้เกิดคู่มือการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรยา แต่ปัญหาก็ยังคงอยู่ไม่รู้ว่าทำไมกรมทรัพย์สินฯ ถึงยังไม่สามารถยกระดับประสิทธิภาพเรื่องนี้ได้ แบบนี้สู้ไม่ต้องมีกรมฯนี้น่าดีกว่า” นายนิมิตร์กล่าว

ทั้งนี้วันนี้ (20 พ.ค.) ทั่วโลกได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันและประณามพฤติกรรมของบริษัทยากิลิแอดที่ดำเนินธุรกิจขายยาดังกล่าวอย่างไร้มนุษยธรรม หลายประเทศเช่น บราซิล อาร์เจนติน ยูเครน และรัสเซีย เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ นักกฏหมาย ภาคประชาชสังคม จะยื่นคัดค้านคำขอสิทธิบัตรยาโซฟอสบูเวียร์ของบริษัทยกิลิแอทต่อสำนักงานสิทธิบัตรในประเทศของตัวเองพร้อมกัน ส่วนอินเดีย โมร็อคโค และไทย กลุ่มผู้ติดเชื้อฯและภาคประชาสังคม ได้จัดรณรค์พร้อมกันในวันนี้เพื่อเรียกร้องให้บริษัทกิลิแอดหยุดพฤติกรรมที่ไร้มนุษยธรรมนี้ทันที

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์