ราตรีอันแสนยาวนาน: เบื้องหลังการเจรจากรณีการจับกุม นศ.กิจกรรม1ปี รัฐประหาร

วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจากกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน ( กนส.) บันทึกความทรงจำในเหตุการเจรจาต่อรองให้มีการปล่อยตัว 38 นักศึกษาที่ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ชุมนุมครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร คสช.

๐๐๐๐

บันทึกนี้เขียนขึ้นจากเหตุการณ์จริงที่ผู้เขียนประสบด้วยตนเอง หากมีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากนี้  ผู้เขียนขอสงวนไว้สำหรับผู้อื่น  ทั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เวลา  21 นาฬิกา ของวันที่ 22 พฤษภาคม 58  จนถึงเวลา 6 นาฬิกา 11 นาที ของวันที่ 23พฤษภาคม 58 ”หนึ่งปี ของการรัฐประหาร”

นักศึกษา  38  คน ถูกจับหน้าหอศิลป์

ภายหลังทำกิจส่วนตัวในเวลาเกือบสามทุ่ม ผู้เขียนทราบข่าวจากทางโซเชียลมีเดียว่า นักศึกษาหลายคนที่ไปแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์ทางการเมือง ในวาระครบ 1 ปี การทำรัฐประหาร หรือ การยึดอำนาจของ คสช. ที่หน้าหอศิลป์ฯ แยกปทุมวัน ถูกจับกุมหลายสิบคน และมีบางคนได้รับบาดเจ็บ  จึงโทรศัพท์หาทนายรุ่นน้อง คือทนายอานนท์  นำภา  จากศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชน (คนละกลุ่มกับผู้เขียน แต่มีความตั้งใจช่วยเหลือประชาชนตามสิทธิมนุษยชนเหมือนกัน )  แล้วตัดสินใจขับรถไปสน.ปทุมวันทันที   ไปถึงที่นั่น สามทุ่มเศษ ได้พบประชาชนร่วมร้อยคนยืนพูดคุยจับกลุ่มที่ลานหน้า สน.ปทุมวัน  ผมได้พบมิตรสหายในสายสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าว  นักสิทธิมนุษยชน เช่น คุณสุณัย ผาสุขนักเคลื่อนไหวทางการเมือง  ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่าน อาทิ อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล , อ.ธีระ  สุธีวรางกูร ,อ.ปูนเทพ  ศิริพงษ์, อ.วิโรจน์  อาลี  , อ.อนุสรณ์  อุณโณ, อ.สุดสงวน สุธีสร  อ.สุธาชัย  ยิ้มประเสริฐ และอีกหลายท่านที่มาให้กำลังใจนักศึกษา

ผู้เขียนเริ่มจากการสอบถามว่านักศึกษาหาข้อมูลข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากหลายคนที่อยู่ที่นั่น  ทราบว่าถูกจับ และถูกแยกคุมตัวไว้ 3 ห้อง  แยกเป็น ห้องใหญ่  20 คน ห้องขนาดกลาง 11 คน  และห้องขนาดเล็ก 5 คน มีผู้บาดเจ็บถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล 2 คน  รวมทั้งสิ้น 38 คน  เข้าใจว่าแยกตามพฤติการณ์จาการทำกิจกรรม  ส่วนห้องที่สี่  คือห้องของพนักงานสอบสวนที่ถูกปิดล็อคด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ  การเข้าออกของผู้ไม่เกี่ยวข้องเป็นไปได้ยาก นอกจากได้รับอนุญาต เนื่องจากในห้องนั้น มีนายตำรวจระดับสูงของนครบาล ผู้กำกับ สารวัตรฯ  นายทหารระดับผู้การคุมเหตุการณ์ นายทหารพระธรรมนูญ จนท.ทหารนอกเครื่องแบบ  และพนักงานสอบสวนอีกหลายสิบนาย เป็นศูนย์ปฏิบัติการในคืนนั้น

กระบวนการทางคดีเริ่มต้นแล้ว

ผู้เขียนทราบว่า มี อ.ปริญญาฯ และ คุณสุณัย ผาสุข ซึ่งอยู่ที่นั่นก่อนที่ผู้เขียนจะไปถึงได้เจรจากับเจ้าหน้าที่และกลุ่มนักศึกษาอยู่ก่อนแล้ว แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นทราบว่า นักศึกษามีการตกลงกันว่าจะไม่ยอมรับเงื่อนไขใดๆจากฝ่ายเจ้าหน้าที่  แม้กระทั่งการให้ชื่อสกุลของแต่ละคน  และนั่นคือ ความยากที่จะหาข้อยุติ  แต่สิ่งที่หนึ่งที่ดำเนินการไปแล้วคือการคัดแยกบุคคลที่จะต้องถูกดำเนินคดีและแจ้งข้อหาในคืนนั้น 9 คน  จากทั้งหมด  38  คน  อ.ปริญญา ได้แจ้งแก่นักศึกษาทั้งหมดว่า จะมีการขอชื่อที่อยู่ และสอบประวัติไว้ จากนั้นจะดำเนินคดีกับนักศึกษา 9 คน ตามหลักฐานของตำรวจที่ได้รวบรวมไว้ แต่ไม่มีใครรู้ว่า 9  คนนั้นเป็นใครบ้าง  ส่วนที่เหลืออีก 29 คน  จะถูกปล่อยตัวไป นี่คือข้อตกลงที่ผู้เขียนรับทราบจากผู้กำกับฯ สน.ปทุมวัน  

เหตุการณ์ดูเหมือนจะจบลงได้ตามแนวทางที่เจ้าหน้าที่ตั้งใจไว้  มีการเริ่มนำนักศึกษาบางส่วนมาสอบปากคำตามกระบวนการทำประวัติ   แต่เหตุการณ์กลับไม่ง่ายเหมือนที่หวัง เมื่อนักศึกษามีเงื่อนไขว่า ต้องไม่มีการสอบประวัติหรือมีเงื่อนไขว่าจะปล่อยเพียงบางคน และถ้าดำเนินคดีกับบางคน นักศึกษาทั้งหมดจะไม่ยินยอมและจะไม่ยอมกลับบ้าน ทำให้การสอบปากคำที่กำลังเริ่มขึ้นต้องยุติลง เพราะมีกำแพงใจหนามากั้นไว้ เพราะนักศึกษาเชื่อว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด และไม่ควรถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่ด้วยการใช้ความรุนแรง 

สิ่งที่อาจเกิดตามมาก็คือการต้องดำเนินคดีกับนักศึกษาทั้งหมด  ตามกฎหมายที่ออกมาควบคุมพิเศษ คือ ตามประกาศ หัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 นั่นเอง นั่นคือ คำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง

3 ห้องกับการพูดคุยยกแรก

ผู้เขียนได้พูดคุยกับผู้กำกับ สน.ปทุมวัน ได้แก่ พ.ต.อ.จารุต ศรุตยาพร และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานการข่าวบางคน ได้รับแจ้งให้ทราบแนวทางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  และให้โอกาสผู้เขียนได้เข้าพบน้องนักศึกษาทั้ง 3 ห้อง  ผู้เขียนขอเริ่มที่ห้องขนาดกลางก่อน  ผู้เขียนบอกตามตรงว่าไม่เคยรู้จักน้องๆเหล่านี้มาก่อนเป็นการส่วนตัว แต่การทำงานที่ผ่านมาได้ทราบข้อมูลนักศึกษากลุ่มนี้พอสมควร  ความไม่รู้จักกันจึงเป็นเรื่องยากที่จะพูดคุยกับเขาเหล่านั้น  แต่ด้วยเจตนาดีที่อยากช่วยไม่ให้น้องๆต้องถูกดำเนินคดี และต้องการให้พวกเขามีอนาคตต่อไปในทางที่ดี ออกมาสู้ตามวิถีอย่างปัญญาชน  จึงไม่คิดอะไร สิ่งที่เดียวที่คิดคือจะทำให้ดีที่สุด ตามแนวทางของการทำงานของทนายความ 

สิ่งแรกที่ผมพูดกับน้องๆ คือ  ให้กำลังใจและชื่นชมที่แสดงออกทางการเมืองตามสิทธิพลเมือง และเข้าใจถึงการออกมาเคลื่อนไหวแสดงออกในครั้งนี้อย่างดี  สิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นขณะนั้น  คือ ความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวล ความรู้สึกอื่นๆที่ยากจะรู้ได้อีก  ภาพที่ปรากฎในห้องแรกนี้ คือ มีน้องนักเรียนคน 2 คน อายุน้อยสุด 16  ปี อีกคนสวมชุดนักเรียน  บางคนสวมชุดนักศึกษา  ผู้เขียนรู้สึกทันทีว่า  ต้องช่วยให้ถึงที่สุดเพราะพวกเขายังมีอนาคต  และคำพูดที่ออกไป คือ  "การต่อสู้ของน้องๆยังต้องดำเนินต่อไป  หาใช่จะมีเฉพาะวันนี้  ทำอย่างไรให้ตัวเองมีโอกาสได้ยืนหยัดต่อสู้ได้อีก  และมีอนาคตในทางสังคม เป็นกำลังสำคัญให้กับคนในครอบครัว”   มันเป็นเรื่องยากมากที่จะพูดกับวัยรุ่น กับวัยนักศึกษา เพราะพวกเขามีพลังหนุ่มสาวอยู่เต็มเปี่ยม  เลือดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและตามวิธีคิดที่พวกเขาเชื่อมีสูงมาก  และดูเหมือนว่า พร้อมกับการที่ต้องแลกด้วยการการต่อสู้ที่อาจเสื่อมเสียอิสระภาพ  การศึกษา  ร่างกาย หรืออาจถึงชีวิต  แต่นั่นมิใช่สิ่งที่ผู้เขียนและหลายคนอยากให้เกิดขึ้น  

ข้อเสนอของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวถูกปฏิเสธในทันที ที่ผู้เขียนได้พูดจบลง น้องๆยืนยันว่า เราต้องไปด้วยกัน เราจะไม่ทิ้งกัน ประโยคนี้สั้นจะได้ใจความ  ผู้เขียนทราบดีถึงความรู้สึกร่วมกันแบบนี้ เพราะเคยผ่านการต่อสู้แบบนี้มา   สถานการณ์ในห้องแรก ทำให้รู้คำตอบอีก 2 แล้ว  แต่ผู้เขียนก็ได้รับโอกาสจากผู้กำกับฯให้พบอีก 2 ห้อง 

ต่อมาเดินมาที่ห้องใหญ่  ผมจึงขออนุญาตผู้กำกับฯ ให้ อ.ธีระฯ ช่วยกันอีกแรงหนึ่ง ห้องนี้ห่างกับห้องกลางประมาณ 50 เมตร เป็นคนละอาคาร ห้องนี้มีนักศึกษาชายอยู่นับสิบคน มีนักศึกษาหญิง 2-3 คน  ทราบว่าเป็นห้องที่ค่อนข้างมีพลังมาก  จึงถูกคุมจากตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบหลายสิบนาย  ผมเดินเข้าห้องไป แนะนำตัวและแจ้งแนวทาง และมอบความปราถนาดีให้พวกเขาได้คิด  แต่ก็ถูกปฏิเสธและมีเงื่อนไขใหม่เกิดขึ้นในทันที คือ ขอให้พวกเขาทั้งหมดที่แยกคุมทั้ง 3 ห้อง มารวมตัวและปรึกษากันอีกครั้ง  ผมรู้ทันทีว่า เป็นไปไม่ได้  เพราะนั่นทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความลำบากและอาจเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีก แต่ผู้เขียนก็รับปากว่าจะไปคุยให้ตามที่ร้องขอ  มาถึงตอนนี้เวลาเดินไปที่เกือบห้าทุ่มแล้ว  การพูดคุยห้องเล็ก ก็ได้รับคำตอบอย่างเดียวกัน แต่ห้องนี้พูดคุยง่ายที่สุด

การเจรจารอบใหม่มีขึ้นอีกครั้ง

จากการพูดคุยทั้งสามห้องพบว่านักศึกษามีจิตใจของนักสู้สูงมาก และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน  ผู้เขียนจึงได้ปรึกษากับผู้กำกับฯ และคุณ บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ ว่าขอนำเสนอแนวทางเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายและยุติได้ในทางสันติ พูดถึงสถานการณ์ที่อาจบานปลาย และอาจเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อผู้ใช้อำนาจอย่างรุนแรงขึ้นอีก  โดยขอให้ปล่อยตัวนักศึกษาทั้งหมดในคืนนี้ไป โดยจะขอชื่อที่อยู่ไว้ แต่ไม่ควรตั้งข้อหาหรือดำเนินคดี เหตุผลคือ เพราะเห็นว่า การเคลื่อนไหวแสดงออกของนักศึกษามิได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย หากแต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์ทางการเมือง หรือเป็นแสดงออกที่ไม่ถึงขนาดเป็นความผิดนั่นเอง  

ข้อเสนอของผู้เขียนถูกนำไปแจ้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจในห้องศูนย์ปฏิบัติการ และก็ได้รับโอกาสให้มีการพูดคุยเจรจากันอีกครั้ง  คราวนี้ นอกจากผู้เขียนแล้ว ยังมีอ.ปริญญา  อ.ธีระ  อ.วิโรจน์  และ อ.อนุสรณ์  อุณโณ   เข้าร่วมการเจรจา  การพูดคุยเริ่มยกข้อเท็จจริงที่พูดคุยกับนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าจับกุม การบาดเจ็บ การดำเนินคดี การปล่อยตัว และการตั้งเงื่อนไข การเจรจาดำเนินไปกว่า 30 นาที ได้ข้อยุติเบื้องต้น คือ เจ้าหน้าที่ยืนยันต้องมีการดำเนินคดีกับนักศึกษาบางคนที่มีประวัติและเคยเคลื่อนไหวมาแล้ว มีพฤติการณ์กระทำความผิดกฎหมายและอาจพิจารณาให้ประกันตัวออกไปในชั้นฝากขังที่ศาลทหารในวันรุ่งขึ้น   ส่วนที่เหลือจะปล่อยตัวไปแบบมีเงื่อนไขว่าห้ามชุมนุมเคลื่อนไหวอีก โดยไม่ตั้งข้อหา  และข้อเรียกร้องของนักศึกษา ที่จะขอรวมตัวกันเพื่อปรึกษาก็ถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่อย่างที่คิดไว้   จากนั้นผู้เขียนและคณาจารย์ได้ปรึกษาหารือกัน และมีความเป็นไปได้ที่จะถูกนำตัวไปยังค่ายทหารซึ่งจะทำให้การเข้าไปดูแลเป็นไปด้วยความยากลำบาก    จึงไม่รอช้าที่ว่าจะเริ่มพุดคุยในห้องเล็กก่อน ห้องนี้เริ่มมีคำถามว่า ใครจะเป็นผู้ถูกดำเนินคดี และจะมีหลักประกันใดๆที่ปล่อยตัวไปแล้วจะไม่มีการมาถูกจับดำเนินคดีในภายหลัง การพูดคุยกับนักศึกษาเกิดขึ้นทีละห้องจนครบทั้งสามห้อง ผู้เขียนและคณาจารย์ถูกเร่งเร้าให้ได้รับคำตอบอย่างต่อเนื่อง เพราะผ่านไปหลายชั่วโมงจนดึกไม่มีข้อยุติ
 

สถานการณ์เปลี่ยน

ระหว่างที่นำแนวทางที่เจรจากับเจ้าหน้าที่และให้เวลานักศึกษาปรึกษากันเพื่อให้คำตอบอยู่นั้น เวลาผ่านเข้าสู่วันใหม่อย่างรวดเร็ว  ประมาณ 2 นาฬิกา ห้องใหญ่เกิดปัญหาขึ้น ระหว่างที่ผู้เขียนได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ให้พานักศึกษา 1-2 คนเพื่อพบและพูดคุยให้ยอมรับเงื่อนไขการปล่อยตัว  ผู้เขียนเดินกลับไปที่ห้องใหญ่อีกครั้งหนึ่ง   สิ่งที่พบคือ นายทหารระดับสูงที่บัญชาการเหตุการณ์พร้อมคณะได้เข้าไปพูดคุยกับนักศึกษาห้องใหญ่ เกิดการโต้เถียงเสียงดัง เล็ดลอดออกมาภายนอกห้อง แต่เราไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในห้องดังกล่าว ได้แต่คอยสังเกตการณ์ว่าจะมีการทำร้ายร่างกายกันหรือไม่   แต่ก็เป็นไปด้วยดีว่ามีไม่การลงมือลงไม้กันเกิดขึ้น 

สิ่งที่ได้รับแจ้งจากจากเจ้าหน้าที่ในเวลาต่อมา   คือ  ถ้านักศึกษาทั้งหมดไม่ยินยอมที่จะให้มีการทำประวัติแจ้งชื่อที่อยู่ไว้ และจะถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีฝ่าฝืนประกาศคสช. 9 คน  จะต้องถูกดำเนินคดีทั้ง 38 คน  อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆอีก   และปฏิบัติการนั้นก็ได้เริ่มขึ้นทันที  จากการสังเกตมีการเตรียมคณะทำงานสอบสวนนับสิบนายเพื่อสอบสวนเป็นชุดๆ  และแยกนักศึกษาออกทีละกลุ่ม ผู้เขียนถูกเชิญให้เป็นสักขีพยานว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆในการดำเนินการ

ระหว่างนั้นเองผู้เขียนได้พูดคุยกับนายทหารท่านนั้น และนายทหารพระธรรมนูญเป็นการเฉพาะ   มีการนำเสนอเงื่อนไขและขอเวลาเจรจาพูดคุยอีกครั้ง เป็นแนวทางใหม่ว่า   “ทางเจ้าหน้าที่จะขอชื่อที่อยู่ไว้ พร้อมกับรับปากว่าจะไม่เคลื่อนไหวชุมนุมเช่นนี้อีก โดยจะไม่ดำเนินคดีและแจ้งข้อหากับนักศึกษาคนใด”    เพียงเท่านี้ สำหรับผู้เขียนห็นว่าเป็นโอกาสดีที่มีเวลาอีกไม่นานก่อนที่จะเช้า  จึงรีบปรึกษากับคณาจารย์ว่า จะต้องทำให้นักศึกษาเข้าใจบทบาทของการต่อสู้ที่ต้องไม่ตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่จำเป็น และต้องรักษาตัวเองเพื่อให้ไม่มีคดีติดตัว  ประกอบว่ามีนักศึกษาบาคนเหนื่อยล้า อิดโรย และมีความเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ลดเงื่อนไข และมีมาตรการจากเดิมมาก  จะต้องพิจารณาให้ดีกับอนาคตการศึกษาและแนวทางการต่อสู้ที่ยังต้องดำเนินต่อไป 

ประมาณ 5 นาฬิกา พวกเราผู้ร่วมเจรจา  ต่างก็ตระหนักถึงอนาคตนักศึกษาทั้งหมด  จึงเริ่มจากพูดคุยกับนักศึกษาห้องเล็กอีกครั้ง  เมื่อน้องๆนักศึกษาเห็นด้วยและยอมรับที่จะให้ชื่อที่อยู่ และรับว่าจะไม่เคลื่อนไหวอีก  จึงเริ่มกระบวนการนำกลุ่มแรก 5  คน เข้าพบพนักงานสอบสวน และถ่ายภาพประกอบสำเนาบัตรประชาชนไว้ แต่สถานการณ์มาถึงจุดที่เกิดปัญหาขึ้นอีกครั้งในห้องศูนย์ปฏิบัติการ เมื่อเจ้าหน้าที่เพิ่มวิธิการให้นักศึกษาทุกคน ต้องเขียนสามคำ ด้วยลายมือตนเองว่า  “ไม่เคลื่อนไหว”  ลงในสำเนาบัตรประชาชน แต่นักศึกษาบางคนไม่ยินยอม และเกิดความไม่พอใจที่เหมือนถูกหักหลัง และไม่ยอมรับวิธีการดังกล่าว  เจ้าหน้าที่จึงแยกนักศึกษาคนดังกล่าวออกไปสอบสวนแจ้งหาทันที                  

มาถึงตรงนี้  ผู้เขียนจึงปรึกษากับ อ.ปริญญา เข้าใจความรู้สึกของนักศึกษาดี เพราะอยู่ในเหตุการณ์ตลอด และเจรจากันด้วยตนเอง  แต่เมื่อพิจารณาแล้วกับการที่นักศึกษาทั้ง 38  คน ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ไม่ต้องส่งศาลฝากขังและต้องหาหลักทรัพย์ประกันตัว  ต้องมีประวัติถูกดำเนินคดีอาญาติดตัวตลอดไป  กับการเขียนด้วยลายมือตนเอง  มันน่าจะยอมรับได้  จึงได้ต่อรองกับเจ้าหน้าที่กันอีกครั้งว่า ไม่ต้องลงลายมือชื่อไว้ เพื่อให้เกิดเป็นมาตรการที่ทางเจ้าหน้าที่ได้เลือกใช้กับนักศึกษากลุ่มนี้อย่างเหมาะสม น่าจะเป็นการดีต่อทั้งสองฝ่าย     

สุดท้าย

อาจด้วยสถานะของอาจารย์ลูกศิษย์ และสถานการณ์ที่ทอดยาวมาทั้งคืน ทำให้นักศึกษาคิดว่า นั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ซึ่งผู้เขียนก็เชื่อว่าบางคนหรือทั้งหมดไม่เต็มใจนักกับวิธีการแบบนี้   นักศึกษาถูกทยอยนำตัวมา ห้องปฏิบัติการฯ   และทั้งหมดก็ได้รับการปล่อยตัวอย่างไม่มีคดีหรือต้องตกเป็นผู้ต้องหาทางคดีอาญาจากเหตุการณ์หน้าหอศิลป์ครั้งนี้              

ผู้เขียนได้แต่หวังว่า นักศึกษา ประชาชน ที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง ย่อมเป็นสิทธิทางการเมืองของพลเมืองในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องถูกอำนาจรัฐเข้ามาจัดการต่างๆ พวกเขาเหล่านั้น ควรจะมีแนวทางที่ดีต่ออิสรภาพ  สถานะทางสังคม และความปลอดภัยต่อชีวิตร่างกายอย่างดีที่สุด  และรัฐนั้นจะไม่ใชอำนาจของตนไปอย่างตามอำเภอใจแล้ว   ความสามัคดีของคนในชาติย่อมจะมีอนาคตที่ดีต่อไปได้ และผู้เขียนเองไม่ได้อยากให้การตัดสินใจใดๆของพวกเขาจะส่งผลให้การต่อสู้  หรือแสดงออกตามอุดมการณ์ต้องถูกจำกัดหรือสะดุดหยุดอยู่ด้วยการต้องเป็นเหยื่อทางการเมืองอย่างไม่จำเป็นจากสถานการณ์เช่นนี้  จึงขอให้นักศึกษและประชาชนยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมต่อไป. 

 

          

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์