ประมวลสถานการณ์ 7 นศ.ผู้ต้องหาตามหมายจับ+ดาวดิน หน้า สน.ปทุมวัน

ตั้งแต่บ่ายจนดึก คนนับร้อยรวมตัวหน้า สน.ปทุมวัน นักศึกษาโดนจับ1 ศาลทหารให้ประกัน ที่เหลืออีก 7 อยู่หน้า สน. ดาวดินร่วมแจมด้วย มีการอ่านคำประกาศพลเมืองเชิญชวนประชาชนออกมาเคียงบ่าเคียงไหล่ บีบตำรวจรับแจ้งความ 14 ผู้เสียหายหน้าหอศิลป์ แจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ทำรุนแรง 


ภาพนี้จาก Weerakiat Choosuwan

24 มิ.ย.2558 ภายหลังจากที่เจ้หาน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ออกหมายจับนักศึกษารวม 8 คน จากกรณีจัดรำลึก 1 ปีรัฐประหารที่หน้าหอศิลป์เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา (อ่านที่นี่) ในข้อหา มั่วสุมชุมเกิน 5 คน ตามคำสั่งคสช.ฉบับ 3/2558 ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งมีโทษปรับ 10,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน

นักศึกษาที่ตกเป็นผู้ต้องหาทั้งหมดได้นัดหมายเดินทางมายังสน.ปทุมวัน เพื่อแสดงตัว ในเวลา 13.00 น. อย่างไรก็ตาม ในช่วงสาย นัชชชา กองอุดม นักศึกษาม.กรุงเทพ หนึ่งในผู้ต้องหาซึ่งพักรักษาตัวจากอาการทอนซินอักเสบมาตั้งแต่ 22 มิ.ย.ถูกควบคุมตัวที่รพ.วิภาวดี โดยตำรวจสน.ปทุมวัน แล้วนำตัวมาฝากขังยังศาลทหาร จนในช่วงบ่ายศาลทหารอนุญาตให้ประกันตัวแบบมีเงื่อนไขห้ามชุมนุม ห้ามยั่วยุทางตรงและทางอ้อม และนำตัวผู้ต้องหาไปปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ (อ่านที่นี่)

การชุมนุมเป็นไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 21.40 น. นักศึกษาประกาศสลายตัว หลังจากมีการแจ้งความกลับต่อเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว และตำรวจรับปากจะไม่จับกุมนักศึกษาทั้ง 7 คนที่มีหมายจับ โดยก่อนจะสลายตัวนักศึกษาและประชาชนได้ร่วมกันร้องเพลง "บทเพลงของสามัญชน" จากนั้นผู้คนพากันคล้องแขนเพื่อนำตัวนักศึกษากลุ่มดาวดินทั้ง 7 คน ไปขึ้นแท็กซี่ 2 คันซึ่งก็คือ แท็กซี่ของ 'พ่อน้องเฌอ' หรือพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และ วรรณเกียรติ ชูสุวรรณ จากกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ส่วนรังสิมันต์ โรม และกลุ่มนักศึกษาได้เดินนำประชาชนทยอยเดินทางออกจากสน.เพื่อกลับบ้าน

อย่างไรก็ตาม เวลาประมาณ 22.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด นศ.มศว.หนึ่งในผู้ต้องหาคดี "หน้าหอศิลป์" ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบราว 5-6 คน แสดงตัวและขอควบคุมตัวบนสะพานลอยบนถนนพระราม 4 ขณะกำลังเดินทางกลับบ้านกับเพื่อนๆ หลังเดินออกจาก สน.ปทุมวัน

ลูกเกดกล่าวว่า เขาแสดงหมายจับและขอควบคุมตัว เธอพยายามโต้เถียงและสุดท้ายด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันจึงบอกว่ายินดีให้จับ จะพาไปไหนก็ไป เดี๋ยวจะแจ้งทนาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ติดต่อผู้บังคับบัญชาก่อนจะกล่าวขอโทษและบอกว่าไม่จับแล้ว

"หนูก็บอกว่าจะจับก็จับเลย จะพาไปไหนก็ไป จับจับไปเลย ไม่ไหวแล้ว เขาก็โทรหาเจ้านายบอกว่าเป้าหมายอยู่กับผมแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่จับแล้วก็ขอโทษ คิดว่าเขาคงแยกทีมกันติดตามเป้าหมายแต่ละคน อย่างของเกดนี่เขาตามมาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วเท่าที่สังเกตดู" ลูกเกดกล่าว

ขณะที่อานนท์ นำภา ทนายความก็โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า มีการติดตามรถแท็กซี่ที่กลุ่มดาวดินโดยสารระหว่างเดินทางกลับเช่นกัน

สำหรับความเคลื่อนไหวที่หน้าสน.ปทุมวันนั้น มีดังนี้

เวลาประมาณ 13.00 น. นักศึกษากลุ่มดาวดิน จากม.ขอนแก่น ทั้ง 7 คน เดินทางมายังกรุงเทพฯ และเดินทางต่อไปยัง สน.ปทุมวัน เพื่อให้กำลังใจเพื่อนนักศึกษาที่ถูกออกหมายจับ โดยระหว่างเดินทางไปสน. กลุ่มกวีมันสูญ นำโดย วาด รวี ได้นำดอกไม้จากการจัดงานรำลึก 24 มิถุนายน ที่หมุดคณะราษฎร เมื่อเช้ามืดที่ผ่านมาไปมอบให้กลุ่มดาวดินด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้า สน.ปทุมวัน มีประชาชน นักศึกษา คณาจารย์ รวมถึงกองทัพสื่อมวลชน รวมแล้วกว่าร้อยคนมารอทำข่าวและให้กำลังใจกลุ่มนักศึกษา เมื่อกลุ่มดาวดินเดินทางมาถึงหน้าสน. ก็ได้คล้องแขนร่วมกับนักศึกษาที่ตกเป็นผู้ต้องหาทั้ง 7 คน อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ปทุมวันได้นแผงเหล็กมากั้นไม่ให้ผู้คนเข้าออก สน.ทำให้ทั้งหมดยืนออกันอยู่ด้านหน้า จากนั้นจึงมีการเจรจาเพื่อให้ทนายความของ 7 นักศึกษาเข้าพบพนักงานสอบสวน


ภาพนี้จาก Panida Boonthep

ตัวแทน ‘ผู้ต้องหา’ อ่าน ‘คำประกาศพลเมือง’ 

ด้านนายรังสิมันต์ โรม นักศึกษา มธ.หนึ่งในผู้ต้องหา ได้เป็นตัวแทนกลุ่มผู้ต้องหา อ่าน ‘คำประกาศพลเมือง’ (อ่านที่ล้อมกรอบด้านล่าง ) ระบุถึงเหตุผลที่ต้องออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย พร้อมทั้งอธิบายถึงเหตุผลที่พวกเขาจำเป็นต้องแจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ระดับบังคับบัญชาที่ควบคุมเหตุการณ์ในวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งได้กระทำการอย่างรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ในข้อหาความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดต่อร่างกาย ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

“พวกเรามาในวันนี้ ไม่ใช่เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา แต่มาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่หนีไปไหน เพราะเราไม่ได้ทำผิด เราไม่ใช่คนผิด แต่เป็นพวกเขาต่างหากที่กระทำความผิดตั้งแต่ต้นในการยึดอำนาจไปจากประชาชน และทำลายระบอบประชาธิปไตย นิติธรรม และนิติรัฐ เราจึงขอปฏิเสธอำนาจทุกประการของรัฐบาลเผด็จการทหาร รวมถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ได้ทำผิดกระบวนการตามกฎหมายเสียเองแต่อาศัยร่มเงาของเผด็จการในการอ้างความชอบธรรม” ส่วนหนึ่งของคำประกาศ

“เราเข้าใจดีว่าท่านอาจจะยังไม่มีความพร้อมที่จะออกมาต่อสู้อย่างเปิดเผย เราเข้าใจดีว่าท่านอาจมความกลัวอยู่ภายในจิตใจ เราทั้งหลายต่างก็มี แต่ท่านจะเพิกเฉยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะการที่พวกท่านเพิกเฉยต่อำนาจที่มิชอบของรัฐบาลเผด็จการก็เท่ากับท่านได้ให้ความชอบธรรมแก่พวกมันไปโดยปริยาย การต่อสู้ของพวกเราในวันนี้จะไม่มีความหมาย หากพวกท่านยังคงเพิกเฉยต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น พวกท่านอาจจะไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนใดๆ ในเวลานี้ แต่เราต่างก็รู้ว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้นตลอดไป จงอย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านจนทุกอย่างสายเกิน จนอาจไม่เหลือใครที่พร้อมจะต่อสู้ได้อีก” ส่วนหนึ่งของคำประกาศ  

14 ผู้เสียหายแจ้งความกลับ จนท. – ตำรวจไม่รับแจ้ง

เวลาประมาณ 14.00 น. กุณฑิตา นุตจรัส ทนายความของกลุ่มนักศึกษาทั้ง 7 คนที่ถูกออกหมายจับให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า ได้แจ้งพนักงานสอบสวนว่าผู้ต้องหาทั้ง 7 คนเดินทางมารายงานตัวในวันนี้แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและหมายจับเนื่องจากต้องการยืนยันว่าสิทธิในการชุมนุมและสิทธิในการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองพึงกระทำได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับเรียบร้อยแล้วดังนั้นหากสามารถจับกุมได้ก็ต้องดำเนินการและจะส่งตัวไปฝากขังยังศาลทหารตามกระบวนการ


ทนายความของ 7 นักศึกษา


นักวิชาการที่มาให้กำลังใจนักศึกษา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นักศึกษาและประชาชนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในวันที่ 22 พ.ค. รวม 14 คน ได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษตำรวจและทหารระดับผู้บังคับบัญชา 3 นายคือ พ.ต.อ. จารุต ศรุตยาพร, พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ, พ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี ซึ่งได้ควบคุมเหตุการณ์ในวันดังกล่าว โดยผู้เสียหายระบุว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการด้วยความรุนแรงเกินกว่าเหตุ เป็นข้อหาความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 157, 295,296,309,310  

อย่างไรก็ตาม ทนายความแจ้งว่าตำรวจไม่รับแจ้งความโดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษมาอยู่หน้าสน.แล้วให้เข้ามาแจ้งความด้วยตนเอง

รายละเอียดพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ ได้แก่ ร่วมกันใช้กำลังข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งหมดโดยทำใกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปขณะที่ผู้เสียหายทั้งหมดอยู่หน้าหอศิลป แต่ผู้ต้องหาและพวกได้ข่มขืนให้ผู้เสียหายทั้งหมดเดินทางไปที่สน. ปทุมวัน ทั้งที่ผู้เสียหายไม่เต็มใจ, ผู้ต้องหาทั้งสามกับพวก โดยเจตนาทุจริตและโดยที่ไม่มีอำนาจที่จะกระทำการตามกฎหมาย ได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งหมดไว้ที่ สน.ปทุมวัน ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และการกระทำดังกล่าวยังทำให้ผู้เสายหายลำดับที่ 6 ได้รับบาดเจ็บสาหัส, ผู้ต้องหาทั้งสามกับพวก ได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งหมดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และทำร้ายผู้เสียหายลำดับที่ 6 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยได้จ้าง วาน ใช้ และร่วมกับพวกใช้กำลังทุบตี บีบคอ ต่อย เตะและจิกผม ดึงผม ล้วงอวัยวะเพศ จนทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ, ผู้ต้องหาทั้งสามกับพวก เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.วิญอาญา ได้บังอาจกระทำความผิดตามข้อ 1,2,3 โดยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ทั้งนี้ รายชื่อผู้เสียหาย ได้แก่ กรกช แสงเย็นพันธ์, กันต์ แสงทอง, ชนกนันท์ รวมทรัพย์, ชลธิชา แจ้งเร็ว, ณพัทธ์ นรังศิยา, ทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์, นัชชชา กองอุดม, ปกรณ์ อารีกุล, พรชัย ยวนยี, มูซา แจ๊ะแว, รังสิมันต์ โรม, รัฐพล ศุภโสภณ, อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์, เกษมชาติ ฉัตรนิรัติศัย

เวลาประมาณ 17.00 น. ผู้ต้องหาทั้งหมด รวมทั้งกลุ่มดาวดิน รวมถึงประชาชนที่ไปให้กำลังใจ ราว 200 คนกระชับพื้นที่มารวมตัวกันด้านหน้า สน.ปทุมวัน เพื่อกดดันให้ตำรวจรับแจ้งความ กรณีเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงในการจับกุมผู้เสียหายทั้งหมดในวันที่ 22 พ.ค.

เวลาประมาณ 18.30 น. ตัวแทนผู้เสียหายที่ถูกจับกุมจากกิจกรรม "หน้าหอศิลป์" วันที่ 22 พ.ค.จำนวน 5 คน ได้เข้าแจ้งความกลับต่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ 3 นายที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุกับนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมในวันนั้นเรียบร้อยแล้ว หลังจากเมื่อช่วงบ่ายได้มอบอำนาจให้ทนายความแจ้งความแล้ว แต่ตำรวจไม่ยอมรับแจ้งความ

เวลาประมาณ 19.00 น.ประชาชนยังคงมารวมตัวกันที่หน้า สน.ปทุมวัน ขณะที่ตำรวจประมาณ 2 กองร้อยวางกำลังป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้ามายังสน. นอกจากนี้ตัวแทนกลุ่มดาวดิน ขึ้นเวทีเล็กๆ ด้านหน้าสน.ระบุว่า จะยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมโดยไม่ประกันตัว หากเจ้าหน้าที่ไม่จับกุมก็จะกลับไปที่วังสะพุง จังหวัดเลย อันเป็นพื้นที่ที่กลุ่มดาวดินเคลื่อนไหวต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านคัดค้านโครงการเหมืองทองคำ และยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารต่อไป

ดาวดินแจงจะจับก็จับวันนี้ อย่าจับระหว่างกลับ

 

เวลาประมาณ 20.30 น. สถานการณ์ยังคงตึงเครียดที่หน้า สน.ปทุมวัน ประชาชนและนักศึกษายังคงอยู่ที่นั่นนับร้อย

ตัวแทนนักศึกษากลุ่มดาวดินประกาศว่าจะยอมถูกจับและจะไม่ประกันตัว พร้อมทั้งระบุว่า หาก 21.00 น. เจ้าหน้าที่ยังไม่ชี้แจงให้ชัดเจนถึงข่าวลือเรื่องที่หมายจับนักศึกษากลุ่มดาวที่ถูกส่งมาถึงสน.ปทุมวันแล้ว นักศึกษากลุ่มดาวดินจะขอเข้าไปดูหมายจับด้วยตัวเอง

ตัวแทนกลุ่มดาวดินระบุว่า หากเจ้าหน้าที่จะจับก็อยากให้จับตรงนี้ ไม่ได้กลัวถูกจับแต่กังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ไม่อยากให้มีการจับกุมระหว่างเดินทางกลับต่างจังหวัดเนื่องจากไม่มีพยานรู้เห็น หากไม่ถูกจับก็ยืนยันจะเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป

ก่อนหน้านี้เล็กน้อยมีการชุลมุนผลักดันแผลงเหล็กกั้นระหว่างนักศึกษากับตำรวจเนื่องจากมีนักศึกษาบางส่วนต้องการเข้าไปดูในสน.ปทุมวันว่ามีหมายจับกลุ่มดาวดินจริงหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้เข้า เมื่อทนายเข้าเจรจาสถานการณ์จึงสงบลง

เวลาประมาณ 21.15 น.จตุภัทร์ บุญภัทรักษา กลุ่ม นศ ดาวดิน ได้กล่าวเรียกร้องให้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญแสดงหมายจับและทำการจับกุม 7 สมาชิกกลุ่มดาวดิน หน้า สน.ปทุมวัน หากมิเช่นนัันจะแจ้งข้อหาดำเนินคดี พ.อ.บุรินทร์ ตาม ม 157 ฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม พ.อ.บุรินทร์ไม่ได้ปรากฏตัวตามคำเรียกร้องและทางตำรวจแจ้งว่า หมายจับของ สน.ปทุมวันมีเฉพาะของนักศึกษา 8 คนกรณีหอศิลป์ ส่วนของดาวดินนั้นอยู่นอกเขตอำนาจ

รังสิมันต์ โรม แจ้งว่าวันนี้ตำรวจสัญญาว่าจะไม่มีการจับกุม ในฐานะกลุ่มประชาธิปไตยใหม่จะดำเนินการเรียกร้องประชาธิปไตยให้หยั่งรากลึกต่อไป ก่อนที่นักศึกษาจะประกาศสลายการชุมนุมในวลาต่อมา


ร้องเพลงสามัญชนก่อนแยกย้าย

000000

‘คำประกาศพลเมือง’ จาก 8 นักศึกษาที่โดนออกหมายจับ

ในวันนี้เมื่อ 83 ปีที่แล้ว คณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบอบที่ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น มีสิทธิเสรีภาพ และมีความเสมอภาคในทุกๆ ด้าน รวมถึงการกำหนดวิถีทางทางการเมืองด้วยตนเอง แต่กระนั้นก็ได้มีความพยายามของผู้มีอำนาจจำนวนมากที่มุ่งหมายทำลายวิถีทางประชาธิปไตยและต้องการยึดอำนาจทั้งหมดจากมือประชาชนไปเป็นของตนเอง อย่างเช่นการรัฐประหารในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ครั้งล่าสุดนั้นก็ไม่ผิดแผกแตกต่างกันจากครั้งไหนๆ

 

ในวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร พวกเราได้มารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัปยศ ที่อำนาจของประชาชนได้ถูกพรากไป พวกเราเพียงต้องการย้ำเตือนกับตัวเองและสังคมว่าบ้านเมืองของเราอยู่ในสภาวการณ์เช่นไร และในวันนั้นเองคนของคณะรัฐประหาร คนของระบอบเผด็จการก็ได้ปฏิบัติต่อพวกเราอย่างไร้มนุษยธรรม เหมือนกับที่พวกเขาได้ทำกับประชาชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

เราได้เรียกร้องให้พวกเขาปล่อยตัวพวกเราโดยปราศจากเงื่อนไข ซึ่งพวกเขาก็ได้ให้คำมั่นไว้เช่นนั้นแล้ว แต่ในเวลาไม่ช้านานพวกเขาก็ได้ตระบัดสัตย์กลับคำ โดยมุ่งหวังเพียงแต่จะลากตัวพวกเรามารับโทษของพวกเขาให้จงได้

พวกเราจึงต้องออกมายืนอยู่ที่นี่ในวันนี้

พวกเรามาในวันนี้ ไม่ใช่เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา แต่มาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่หนีไปไหน เพราะเราไม่ได้ทำผิด เราไม่ใช่คนผิด แต่เป็นพวกเขาต่างหากที่กระทำความผิดตั้งแต่ต้นในการยึดอำนาจไปจากประชาชน และทำลายระบอบประชาธิปไตย นิติธรรม และนิติรัฐ เราจึงขอปฏิเสธอำนาจทุกประการของรัฐบาลเผด็จการทหาร รวมถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ได้ทำผิดกระบวนการตามกฎหมายเสียเองแต่อาศัยร่มเงาของเผด็จการในการอ้างความชอบธรรม

มากไปกว่านั้น  เรายังจะเข้าแจ้งข้อหาต่อบรรดาเจ้าพนักงานที่เข้าจับกุมและทำร้ายร่างกายพวกเราจากการชุมนุมโดยสงบโดยจะขอแจ้งความที่สถานีตำรวจแห่งนี้ที่ซึ่งเป็นต้นสังกัดของเจ้าพนักงานทั้งหลายที่ได้กระทำการในวันนั้น ในข้อหาความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดต่อร่างกาย การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บังคับ ขู่เข็ญข่มขืนใจ และข้อหาหมิ่นประมาท หากตำรวจที่นี่ไม่รับข้อกล่าวหา พวกเราจะแจ้งข้อกล่าวหานี้ไปยังกองบังคับการปราบปราม และหากกระบวนการของตำรวจยังคงล่าช้า พวกเราจะฟ้องคดีต่อศาลอาญา

พวกเราจะขอต่อสู้เรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในนโยบายของรัฐ การเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และการแก้ไขความขัดแย้งโดยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและพวกเราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด

พวกเราขอเรียกร้องไปยังประชาชนทุกท่านที่เห็นด้วยกับหลักการข้างต้น รวมถึงประชาชนทุกท่านที่รังเกียจระบอบเผด็จการอำนาจนิยม

เราเข้าใจดีว่าท่านอยากจะใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

เราเข้าใจดีว่าท่านอาจมีหลายสิ่งในชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ

เราเข้าใจดีว่าท่านอาจจะยังไม่มีความพร้อมที่จะออกมาต่อสู้อย่างเปิดเผย

เราเข้าใจดีว่าท่านอาจมความกลัวอยู่ภายในจิตใจ เราทั้งหลายต่างก็มี

แต่ท่านจะเพิกเฉยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะการที่พวกท่านเพิกเฉยต่อำนาจที่มิชอบของรัฐบาลเผด็จการก็เท่ากับท่านได้ให้ความชอบธรรมแก่พวกมันไปโดยปริยาย การต่อสู้ของพวกเราในวันนี้จะไม่มีความหมาย หากพวกท่านยังคงเพิกเฉยต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

พวกท่านอาจจะไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนใดๆ ในเวลานี้ แต่เราต่างก็รู้ว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้นตลอดไป จงอย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านจนทุกอย่างสายเกิน จนอาจไม่เหลือใครที่พร้อมจะต่อสู้ได้อีก

เราจึงขอให้พวกท่านทั้งหลายออกมาร่วมกันแสดงออกถึงการต่อต้านระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใด ก็นับได้ว่าท่านได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเราแล้ว

พวกเราจะรอคอยท่านอยู่ แต่อาจไม่สามารถรอคอยได้ตลอดไป ดังนั้นขอให้ท่านไตร่ตรองให้ดีว่าอยากเห็นอนาคตของบ้านเมืองนี้ อนาคตของตัวท่านเอง ของคนที่ท่านรัก สังคมที่ท่านผูกพัก และลูกหลานของท่านในภายภาคหน้าเป็นเช่นไร เพราะชะตากรรมของประเทศจะต้องถูกกำหนดโดยประชาชนเอง

ด้วยจิตคาราวะ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์