ประธานหอการค้าใต้ ชี้ โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ สนองผลประโยชน์ภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่ประชาชน

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2558 ที่ศูนย์ศึกษาวิภาวดีรังสิต มหาวิทยาลัยรังสิต กรุงเทพฯ มีการเสวนาเรื่อง “Andaman Talk : หายนะ 3 แสนล้านท่องเที่ยวอันดามันจากถ่านหิน” โดยมีตัวแทนจากหลากหลายองค์กรเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ หอการค้าภาคใต้ ผู้แทนภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ นักวิชาการด้านพลังงาน

อมฤติ ศิริพรจุฑากุล ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้การท่องเที่ยวของประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยมเท่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เพราะสถานการณ์การจัดการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียนั้น มีมาตรฐานกว่าของไทย ทำให้กระแสการท่องเที่ยวที่มาเลเซียเติบโตกว่าประเทศไทย ดังนั้นหากประเทศไทยล่าช้าเรื่องการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมรายได้ก็ต้องลดลง ภาคการท่องเที่ยวของไทยจึงต้องร่วมสนับสนุนการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและส่ง เสริมการใช้พลังงานทดแทนจากอุตสาหกรรมปาล์ม น้ำเสียจากโรงงานแปรรูปยาง รวมถึงการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในโรงแรม ร้านอาหารและจุดบริการการท่องเที่ยว เมื่อเข้าสูงประชาคมอาเซียนก็จะทำให้ไทยมีจุดแข็งทางการท่องเที่ยวมากขึ้น และเน้นการอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าอุตสาหกรรมสกปรก

วัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานหอการค้าภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเสวนาว่า จากการศึกษาสถานการณ์ความคุ้มค่าของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่รัฐบาลอ้าง เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการความคุ้มค่าของพลังงานนั้น เป็นเรื่องไม่จริงเพราะที่ผ่านมาจังหวัดกระบี่นั้นมีรายได้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ จีดีพี ที่ดีกว่าภาคอื่นๆ คือประชากรจังหวัดกระบี่มีจีดีพี ประมาณ 10.7 ของประเทศไทย โดยรายได้ส่วนมากมาจากการท่องเที่ยว ประมงพื้นบ้านและเกษตรอื่นๆ อาทิ สวนปาล์ม สวนยาง ซึ่งค่าเฉลี่ยรายได้โดยรวมของประมงและเกษตรนั้นอยู่ที่ประมาณ1.2 ล้านๆบาทต่อปี

วัฒนากล่าวด้วยว่า จากการรวบรวมสถิติรายได้ของภาคการท่องเที่ยวอ้างอิงจากการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า รายได้การท่องเที่ยวในอันดามัน ปี 2556 มีรายได้อยู่ที่ 3.28 แสนล้านบาท ส่วนปี 2558 คาดการณ์ว่าจะเติบโตสูง 28 % คือ ประมาณ 4 แสนล้านบาท ขณะที่จังหวัดกระบี่มีรายได้จากการท่องเที่ยวปี 2556 อยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท และปี 2558 มีการคาดการณ์ว่าจะมีรายได้สูงถึง 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระบี่เป็นจังหวัดที่สร้างรายได้หลักทางการท่องเที่ยวแก่ภาคใต้จังหวัด หนึ่ง ดังนั้นจึงควรสนับสนุนให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องแต่ต้องมี เงื่อนไข คือ เน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

“ หากกล่าวให้เห็นชัดเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้าของกระบี่ พบว่า ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้ไฟสูงถึง 45 % การใช้ไฟฟ้าของภาคครัวเรือนแค่ 30 % และการท่องเที่ยวใช้ไฟแค่ 9 % เท่านั้น จะเห็นว่า ความจำเป็นของการใช้ไฟฟ้าส่วนมาก เป็นการตอบสนองภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่า หากโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นก็ต้องสนองประโยชน์อุตสาหกรรมแน่ๆ ไม่ใช่ประชาชน” วัฒนธนา กล่าว

ทั้งนี้ในตอนท้ายการเสวนาทางเครือข่ายผู้เข้าร่วม ประกอบด้วย 13 องค์กร อาทิ สมาคมท่องเที่ยว หอการค้าจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์โดยมีเนื้อหาดังนี้

1.เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินเป็นการรวมตัวขององค์กรภาคธุรกิจ ภาคประชาชน มีเป้าหมายเพื่อสร้างทิศทางให้อันดามันไปสู่การพัฒนาแบบ go green ทั้งนี้พื้นที่อันดามันได้เริ่มการพัฒนาเช่นนี้มาแล้วหลายปี ทั้งในระดับจังหวัด เช่น ปฏิญญาการพัฒนาจังหวัดกระบี่ในนาม krabi gogreen ซึ่งในขณะนี้เราได้ตกผลึกเป็นทิศทางการพัฒนาภูมิภาคร่วมกันและทุกฝ่ายได้ยึด ถือเป้าหมายนี้เป็นแนวทางการพัฒนาร่วมกัน

2.กิจการอันใดก็แล้วแต่ที่เข้ามาสู่พื้นที่อันดามันควรต้องยึดถือทิศทางนี้เป็นหลัก แต่ในปัจจุบันได้เกิดกิจกรรมการพัฒนาที่ขัดแย้งต่อทิศทางการสีเขียวเพราะมี โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นกิจกรรมการพัฒนาที่ขัดต่อปฏิญญาการพัฒนาจังหวัดอย่างร้ายแรง เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินได้รับการพิสูจน์จากวิทยาศาสตร์ทั่วโลกว่าเป็นกิจการ ที่ส่งผลกระทบร้ายแรงที่สิ่งแวดล้อมและชีวิตมนุษย์ อันจะเห็นได้จากการประกาศปิดโรงไฟฟ้าในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลที่สนับสนุนโดยสหประชาชาติได้ออกแถลงการณ์ ขอให้ผู้นำทั้งโลก หยุดใช้พลังงานฟอสซิล

3.สำหรับทางออกด้านพลังงานไฟฟ้าทั้งโลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทด แทนได้ด้วยพลังงานหมุนเวียน ซึ่งประเทศไทยนั้นมีศักยภาพไม่แพ้ประเทศใดในโลก แต่สิ่งที่เราพ่ายแพ้คือมาตรการสนับสนุนของรัฐที่ยังหาความจริงจังไม่ได้

4.การท่องเที่ยวในภูมิภาคอันดามันมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านต่อปี มีการจ้างงานนับแสนตำแหน่ง มีธุรกิจเชื่อมโยงนับ 100 ธุรกิจ มลพิษในอันดามันจะกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยมีผลสำรวจ ชี้ชัดจากนักท่องเที่ยว 37 ประเทศ จำนวน 624 คนว่า หากเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นนักท่องเที่ยวร้อยละ 90 จะไม่กลับมาเที่ยวที่จังหวัดกระบี่อีก ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดกระบี่เชื่อมโยงกับจังหวัดภูเก็ต พังงา เกาะสมุย กทม. และเชียงใหม่ ฉะนั้นการตัดสินใจไม่มาเที่ยวอันดามันอาจจะกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่ อื่นด้วย ความเสียหายที่เกิดขึ้นทางธุรกิจมีจำนวนมหาศาลและกระทบในวงกว้างอย่างที่ไม่ เคยเกิดขึ้นมาก่อน

5.รัฐบาลต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการรักษาทะเลอันสวยงามที่ทั้งโลกอิจฉา รักษามูลค่าการท่องเที่ยวกว่า 3 แสนล้านต่อปี รวมทั้งการเติบโตของธุรกิจนับ 100 ธุรกิจ กับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทั่วโลกช่วยกันปิดตัว เพราะคือตัวทำลายโลกที่สำคัญ รัฐบาลต้องตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเพราะการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากร มนุษย์ต้องอยู่เหนือประโยชน์ของพ่อค้าถ่านหิน

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์