เครือข่ายประชากรข้ามชาติค้านส่งกลับชาวมุสลิมอุยกูร์

องค์กรเครือข่ายทื่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติออกแถลงการณ์ 5 ข้อ คัดค้านรัฐส่งกลับชาวมุสลิม อุยกูร์ จำนวนกว่า 90 คน ไปโดยไม่สมัครใจ ชี้เป็นการขัดกฎหมายระหว่างประเทศ  พร้อมเสนอตรวจสอบกระบวนการตรวจสอบการส่งกลับ และเรียกร้องเปิดทางให้สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง
 
สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2558ที่ผ่านมา พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสักนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวอยางเป็นทางการภายหลังเกิดเหตุประชาชนในประเทศตุรกีทำการประท้วงและทำลายทรัพย์สินของสถานกงสุลไทยในกรุงอิสตัลบูล ประเทศตุรกี เนื่องมาจากไม่พอใจที่ทางการไทยส่งผู้อพยพชาวอุรกูร์ จำนวนกว่า 90 คน ไปยังประเทศจีน  โดยกรณีดังกล่าวนี้ได้มีองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่สถานฑูตต่างประเทศจำนวนหลายแห่ง รวมทั้งสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ติดตามและสอบถามเจ้าหน้าที่ของไทยถึงกระบวนการส่งกลับชาวอุยกูร์ดังกล่าว
 
แม้ทางตัวแทนรัฐบาลไทยจะยืนยันการตัดใจและการกระทำดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม และหลักสากล แต่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและ UNHCR เห็นว่ากระบวนการส่งกลับชาวอุยกูร์นั้น ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในหลักการไม่ผลักดันกลับไปสู่ความไม่ปลอดภัย (Non-Refoulement) อันเป็นหลักการสำคัญในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดย UNHCR ยังได้แถลงว่า “ตกใจ” กับการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลไทยและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำการสอบสวนเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายข่าวระบุอย่างชัดเจนชาวมุสลิมอุยกูร์มีความประสงค์จะเดินทางไปประเทศตุรกีซึ่งทางประเทศตุรกีเองยินดีรับชาวอุยกูร์ทั้งหมด
 
ล่าสุดเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติซึ่งประกอบด้วย  สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (stateless watch)  .มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Prorights Foundation)  มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านการกระทำดังกล่าวของรัฐ โดยในแถลงการณ์ระบุว่า  เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะยืนยันว่าได้ดำเนินการให้มีการพิสูจน์สัญชาติโดยตัวแทนจากทั้งประเทศตุรกีและประเทศจีน แต่ดังที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์ภายในพื้นที่บางส่วนของประเทศจีนยังคงมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนชาติอุยกูร์และรัฐบาลจีน ทำให้ชาวมุสลิมจำนวนหลายรายต้องหนีภัยประหัติประหารออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง การตัดสินใจผลักดันกลับชาวมุสลิมไปยังประเทศจีนโดยไม่สมัครใจและไม่ตระหนักถึงการต้องเผชิญกับภัยประหัตประหาร หรือมีความเสี่ยงต่อชีวิตหรือเสรีภาพของผู้ถูกผลักดันกลับ จึงเป็นการละเมิดหลักการห้ามผลักดันไปเผชิญอันตราย (Non-Refoulement) ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (Customary international law) ที่ผูกพันรัฐไทย แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้รับอนุสัญญาผู้ลี้ภัยก็ตาม นอกจากนี้ การส่งตัวชาวอุยกูร์จำนวนกว่า 90 รายแก่ประเทศจีน มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มคนดังกล่าวอาจได้รับการตั้งข้อหาที่ร้ายแรงโดยไม่เป็นธรรม โดยปราศจากกระบวนการเฝ้าระวังต่อการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศจีน โดยองค์กรอิสระภายนอก
 
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทางเครือข่ายฯ และองค์กรท้ายแถลงการณ์นี้ มีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยและองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติ ดังต่อไปนี้
 
1.ขอให้รัฐบาลไทยทบทวนการปฏิบัติตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีและในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ เพื่อป้องกันและคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตของผู้หนีภัยประหัติประหาร ซึ่งนอกจากจะเป็นการยึดหลักมนุษยธรรมและหลักสากลตามที่ไทยได้ยืนยันมาตลอดแล้ว ยังเป็นการช่วยให้รัฐไทยรอดพ้นจากความโกรธแค้นหรือเกลียดชัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้ที่มีความเห็นใจต่อกลุ่มชายมุสลิมอุยกูรย์ในตุรกี ที่อาจจะต้องเผชิญกับภัยประหัติประหาร การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยยธรรม การทรมาน เป็นต้น
2.ขอให้รัฐบาลไทยมีมาตรการในการตรวจสอบการดำเนินการในครั้งนี้ และขอให้ผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อการดำเนินการดังกล่าวแสดงความรับผิดชอบต่อการดำเนินการที่เกิดขึ้น รวมทั้งกำหนดมาตรการในการจัดการต่อกรณีการดำเนินต่อผู้อพยพแสวงหาที่พักพิงตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 
3. ยินยอมให้ เจ้าหน้าที่จากสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีความเป็นมืออาชีพ และได้รับการยอมรับโดยสมาชิกขององค์การสหประชาชาติด้วยกัน ในการเข้าไปดูแลและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของผู้ลี้ภัยของกลุ่มชาวมุสลิมอุยกูร์ได้อย่างเป็นอิสระ เพื่อสามารถกำหนดแนวทางให้การช่วยเหลือได้ตามกรอบหน้าที่  
 
4. ขอให้องค์กรด้านการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ และภาคประชาสังคมของประเทศจีนเอง เฝ้าติดตามชะตากรรมและตรวจสอบการดำเนินการใดๆ ของรัฐบาลจีนที่จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับกลุ่มดังกล่าว
 
5. ขอให้เรียกร้องให้รัฐบาลจีน เปิดโอกาสให้ผู้แทนขององค์การสหประชาชาติ สนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้ง เพื่อประกันการอยู่ร่วมกันของประชาชนที่มีวัฒนธรรม ภาษา ศาสนาที่หลากหลาย อย่างสันติ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
 
ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
 
1.เครือข่ายประชากรข้ามชาติ (Migrants Working Group)
2.สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
3.มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
4.โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (stateless watch)
5.มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Prorights Foundation)
6.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
7.สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์