อัพเดทล่าสุดเมื่อ 33 นาที 7 วินาที ที่ผ่านมา

กสทช.ประวิทย์ แจง 16 'ไม่เห็นด้วย' ในร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับนำเข้า ครม.

13 ก.ค. 2558 ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม(ฉบับที่...) พ.ศ. ... หรือ ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ในการประชุม กสทช.นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. 2558 ได้มีการประชุม ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำหนังสือแจ้งให้สำนักงาน กสทช. ยืนยันร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวกลับไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 10 ก.ค.นั้น ซึ่งมีหลายประเด็นสำคัญที่เขาไม่เห็นด้วย ถึง 16 มาตรา ได้แก่

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 4 เรื่องการกำหนดคุณสมบัติ เนื่องจากทำให้คณะกรรมการสรรหาสามารถใช้ดุลยพินิจกำหนดจำนวน กสทช.เฉพาะด้าน การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทั่วไปของ กสทช. เนื่องจากไม่ใช่การกำหนดคุณสมบัติที่สะท้อนความรู้ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติภารกิจ กสทช.

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 6 ถึงความเหมาะสมของกรรมการสรรหาเพราะจะขัดต่อบทบาทหน้าที่ด้านการตรวจสอบ

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 8 เรื่องการเปลี่ยนหน่วยงานธุรการในการสรรหา กสทช. จากสำนักเลขาวุฒิสภาเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

มาตรา 16 การนำเงินชดเชยการคืนคลื่นความถี่ ที่ควรคำนึงถึงการแสวงหาประโยชน์จากการชดเชยนี้ในกรณีของผู้ที่ถือครองคลื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่อาจนำคลื่นความถี่ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 17 อำนาจการกำกับดูแลการอนุญาตประกอบกิจวงโคจรดาวเทียมที่ไม่ได้ควบคู่กับการกำกับคลื่นความถี่ที่ กสทช.ดูแล

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 19 มีประเด็นเรื่องการแทรกแซงการทำงานและความเป็นอิสระของ กสทช. และหากเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายก็ควรส่งให้หน่วยงานอื่นมีความเป็นกลางพิจารณา

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 24 ที่เพิ่มข้อความ “โดยเฉพาะด้านการบริการสาธารณะแก่ประชาชน” เนื่องจากมีประเด็นปัญหาความไม่ชัดเจนของนิยาม เพราะเนื่องจากการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหมดก็คือการจัดสรรความถี่เพื่อบริการสาธารณะอยู่แล้ว

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 25 ที่มีการเพิ่มข้อความว่า “โดยจะคำนึงถึงจำนวนเงินที่เสนอให้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้” เนื่องจากเป็นการทำลายหลักการสำคัญของการประมูล

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 30 ไม่ควรเจาะจงให้เฉพาะ “หน่วยงานรัฐ” ที่จะเป็นผู้ดำเนินการตามแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมได้

มาตรา 31 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมจากประกาศ คสช. ฉบับที่ 80/2557 ควรแก้ไขให้เกิดความชัดเจนว่าจะต้องไม่ใช่กรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตนั้นสิ้นสิทธิในการใช้คลื่นความถี่แล้วตามกฎหมาย และต้องมิใช่กรณีผู้ได้รับอนุญาตสมัครใจคืนคลื่นเช่นกัน

มาตรา 32 ให้เพิ่มข้อความว่า เงินที่ได้จากการจัดสรรคลื่นที่ได้รับคืนมา เป็นส่วนหนึ่งของรายได้กองทุนวิจัยฯ โดยไม่นำเข้ากองทุนดิจิทัลฯและไม่ได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งแตกต่างจากกรณีการจัดสรรคลื่นตามมาตรา 41(6) และ มาตรา 45(1) ที่ต่างให้นำส่งเข้ากองทุนดิจิทัลฯและหักค่าใช้จ่ายในการคัดเลือกและเหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน โดยไม่พบว่ามีเหตุผลความจำเป็นใดที่ไม่กำหนดให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

มาตรา 33 อาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติว่ากระทรวงการคลังจะทราบได้อย่างไรว่าเงินกองทุนดังกล่าวมีความจำเป็นหรือหมดความจำเป็นต้องใช้หรือไม่ และเปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลยพินิจโดยไม่มีความจำเป็น ทั้งที่สามารถกำหนดในร่างมาตรา 32 ได้ว่าให้นำเงินรายได้ที่ได้จากการจัดสรรคลื่นที่ได้รับคืนตามมาตรา 48(4) ให้นำส่งเข้ากองทุนดิจิทัลฯตามส่วนที่กำหนด ส่วนที่เหลือเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการคัดเลือกแล้วเหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 34 เรื่องการนำเงินกองทุนไปลงทุนได้

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 37 ควรคงข้อความที่ให้เปิดเผยค่าตอบแทนเป็นรายบุคคลไว้

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 39 ควรให้มีการทบทวนที่มาของเงินกองทุนดิจิทัลฯ โดยควรเป็นงบที่รัฐจัดสรรให้ และไม่ควรกำหนดให้มีที่มาจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการรายปี

ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 41 ที่แก้ไขเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงาน เนื่องจากองค์ประกอบของคณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติงานไม่ควรมีผู้แทนของหน่วยงานตรวจสอบภายนอกเป็นคณะกรรมการฯ

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai