คืนความเป็นคนให้พลเมือง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ขบวนการของฝ่ายประชาชนประชาธิปไตยจะมีการนำความรู้ด้านการตลาดมาใช้ในขบวนการมากน้อยเพียงใดหรือไม่คงเป็นหน้าที่ของนักวิชาการด้านสันติวิธีจะได้ศึกษาและนำเสนอเป็นความรู้ให้สังคมต่อไป แต่การยึดอำนาจของคณะรัฐประหารครั้งล่าสุดคงมีการนำความคิดด้านการตลาดมาใช้บ้าง ดังเห็นได้จากการใช้คำขวัญของคณะว่าเป็นการคืนความสุขแก่คนในชาติ ล้อไปกับการเลือกใช้ชื่อย่อของคณะว่า คสช.

ความสุขที่คณะ คสช.ต้องการจะคืนให้คนในชาติคืออะไรเป็นสิ่งที่น่าพิจารณา หากแต่เมื่อคิดว่าลักษณะสำคัญของความเป็นไทยประการหนึ่งก็คืออาการปากอย่างใจอย่างแล้ว ก็ชวนให้สงสัยในเจตนาที่แท้จริงของคณะนี้เป็นอย่างยิ่ง โดนเฉพาะในเมื่อคณะคสช.คลั่งไคล้ความเป็นไทยชนิดที่ต้องใช้โบราณคดีแห่งกาลเวลาย้อนไปปลุกชีพตำนานอัลไต

อาการปากอย่างใจอย่าง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการพูดถึงสิ่งหนึ่งแต่ที่ต้องการจริงๆคืออีกสิ่งหนึ่งนั้น น่าจะสรุปได้เป็นรูปธรรมด้วยวัฒนธรรมสติ๊กเกอร์ "รถคันนี้สี...." ซึ่งเป็นที่นิยมทั่วไปในหมู่คนไทยเป็นอันมาก

ในทำนองเดียวกันนี้เอง เราจึงสามารถเข้าใจได้ว่าที่ท่านหัวหน้าคณะกล่าวว่า"ปัจจุบันเราเป็นประชาธิปไตย 99.9% "นั้น แท้จริงหมายถึงอะไร?

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เป็นขบวนการที่จะมีความสุขุมนุ่มเย็นจนสามารถปรากฏเป็นอารมณ์ขันอยู่ภายในหรือไม่ (เมื่อเทียบกับขบวนการ คสช.ที่เลือกจะมีอารมณ์ชวนให้ขบขันอย่างไม่ตั้งใจด้วยคำพูดคำจากิริยาท่าทางของหัวหน้าขบวนนั้นเอง) และเชื่อว่าอารมณ์ขันของพวกเขา หากเปรียบเป็นสติ๊กเกอร์ท้ายรถก็คงเป็นสติ๊กเกอร์ในทำนอง "โตขึ้นหนูจะเป็นบีเอ็ม" ติดที่ท้ายรถกระป๋องคันเล็กๆของพวกเขาอันเป็นคนละเรื่องคนละอารมณ์กับการติดสติ๊กเกอร์ "รถคันนี้สี...."ของคนรุ่นก่อนหน้าพวกเขา

เมื่อเราอยู่ในวัฒนธรรมไทยที่กำกวม อะไรคือ"ความสุข" ที่คณะ คสช.ต้องการคืนให้คนในชาติย่อมเป็นสิ่งที่ยากจะทำความเข้าใจ เพราะวัฒนธรรมที่ไม่ตรงไปตรงมานี้เองหรือไม่ที่ทำให้นักข่าวสายทหารต้องพินอบพิเทาต่อแหล่งข่าวทางทหาร เพื่อจะให้ได้ข่าวมา แทนที่จะเป็นการซักถามกันอย่างตรงไปตรงมา จนชวนให้กล่าวเหลือเกินว่านักข่าวสายทหารนั้นเองที่ทำให้นายทหารไทยเสียคนหลงเหลิงตัวเอง แต่คำกล่าวเช่นนี้ก็คงจะเกินไปเพราะเราต้องไม่ลืมว่าวัฒนธรรมทหารไทย(จะตั้งแต่สมัยอัลไตลงมาหรือไม่ไม่ทราบได้) ให้ความสำคัญกับที่ปรึกษาของนายทหาร ความรักความเป็นไทยอย่างยิ่งของหัวหน้าคณะตลกคสช.ทำให้ไม่เพียงเสนาธิการทหารเท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญต่อท่านผู้นำ โหรก็มีบทบาทสำคัญด้วย น่าเสียดายว่าโหรที่ท่านผู้นำเลือกปรึกษามิใช่โหรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด และดังนั้นเราจึงควรสงสัยต่อไปด้วยว่าบรรดาที่ปรึกษาอื่นๆนอกเหนือไปจากโหร ก็คงมิใช่ผู้ที่มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดด้วย

ที่ปรึกษาที่ดีย่อมทำให้เราได้ผู้ปกครองที่ดูฉลาดดูดีหรือดูโอบอ้อมอารี ส่วนที่ปรึกษาที่ยังไม่ดีพอย่อมทำให้เราได้ผู้นำที่ดูโง่และตลก ถ้าเช่นนั้นบางที หากหัวหน้าคณะคสช.จะเปลี่ยนที่ปรึกษา ทั้งทางโหราศาสตร์และทางเศรษฐกิจการเมือง บางทีเราอาจจะรู้ได้บ้างว่าอะไรคือความสุขที่คณะคสช.ต้องการคืนให้แก่สังคม

ในระหว่างที่ยังไม่รู้ว่าอะไรคือความสุขที่คณะคสช.ต้องการคืนให้แก่สังคมนี้ การทำให้ความทุกข์ของคนในชาติหมดหรือลดลงไปอาจจะทำได้ง่ายกว่าสำหรับคณะคสช. เพาะเรารู้ได้ว่าทุกข์คืออะไร ซึ่งตรงข้ามกับความสุขของคณะคสช.ที่จนแล้วจนรอดก็ยังบอกไม่ได้สักทีว่าอะไรคือความสุขที่จะคืนให้

อะไรคือความทุกข์ของคน/พลเมืองไทย?

ความทุกข์สำคัญประการหนึ่งของคน/พลเมืองไทยเกิดจากคณะผู้มีอำนาจนั้นเองที่พรากเอาความรู้สึกว่าคน/พลเมืองแต่ละคนมีเกียรติมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนเท่ากันไปจากพลเมืองไทย ในขณะที่คณะคสช.ปฏิบัติต่อคนอื่นๆอย่างเป็นคนทัดเทียมกัน แต่สำหรับผู้เหนต่างจากคณะคสช. ท่านปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงทาส ไม่ใช่ไทย ไม่เป็นคนเสมอเหมือนกับคนอื่นๆ

ดังจะเห็นได้จากท่าทีการปฏิบัติของรัฐ เพียงแต่ไม่เหนด้วยต่อคณะคสช. พวกท่านก็ใช้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ทั้งแทรกซึมปะปนเข้าอยู่ในหมู่ประชาชนถ่ายรูปหาข่าวด้วยกิริยาอาการอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ อีกเข้าจับกุมพลเมืองของรัฐด้วยวิธีราวกับว่ารัฐไทยเป็นรัฐนักเลง เป็นรัฐที่ปกครองโดยกุ๊ยมากกว่าเป็นรัฐที่งามสง่า กินแซนด์วิชก็ไม่ได้ อ่านหนังสือก็ไม่ได้จะยืนพิจารณาความหมายของนาฬิกาที่หยุดเดินไปเฉยๆก็ไม่ได้ จนชั้นทำกิจกรรมโพสต์อิทก็ไล่ตามถ่ายรูปราวกับไล่ล่าอาชญากร

ท่าทีปฏิบัติต่อคนในชาติผู้เหนต่างเยี่ยงนี้เกิดได้อย่างไร?

คำตอบก็คือ เพราะรัฐเห็นประชาชนเป็นศัตรู เพราะรัฐทำสงครามเย็นกับประชาชนของตนเองไม่เสร็จเสียที

ทั้งในยามปกติและในยามรัฐประหาร หน่วยงานความมั่นคงต่างก็ทำงานด้วยความเหนว่ามีประชาชนพลเมืองในรัฐส่วนหนึ่งที่มีความมุ่งร้ายต่อ"บ้านเมือง" บ่มเพาะและหล่อเลี้ยงความไม่ไว้วางใจต่อประชาชนคนไทยด้วยกันเอง จนเป็นความเชื่อกระแสหลักของ"ราชการ"

แผนงานต่างๆในยามฉุกเฉิน จะในชื่อแผนไพรีพินาศหรือชื่ออะไรก็ตาม ล้วนเป็นแผนที่ตั้งอยู่บนความคิดว่าประชาชนคือศัตรูของรัฐ และดังนั้นจึงเป็นแผนเพื่อเก็บกวาดศัตรูของรัฐ เพื่อให้ประชาชนในชาติปลอดภัย ประชาชนในชาติถูกทำให้กลายเป็นศัตรูของชาติเสียเอง...

เมื่อเห็นคนชาติเดียวกันเป็นคนอื่น แผนดำเนินการต่างๆจึงเป็นการปราบปรามที่คนในชาติเดียวกันถูกกระทำเสมือนเป็นผู้ก่อการร้ายเป็นอาชญากรข้ามชาติ เป็นศัตรูของชาติ การสังหารหรือการหายตัวอย่างลึกลับตลอดจนการฆ่าประชาชนปิดท้ายทั้งๆที่เสร็จงานปราบปรามหรืองาน"ขอคืนพื้นที่"เรียบร้อยแล้ว อย่างเช่นกรณี 6 ศพวัดปทุมฯจึงเป็นปรากฏการณ์ปกติของรัฐไทย เมื่อมันเป็นศัตรูของรัฐ เป็นศัตรูของชาติ จึงต้องกำจัดมันเสียและกำจัดได้อย่างเลือดเย็น เพราะเห็นว่าพวกเขาไม่ใช่ไทไม่ใช่คนเสมอกันกับคนอื่นๆ

เพราะเห็นคนเห็นต่างเป็นคนอื่นไม่ใช่ไทยไม่ใช่คนเสมอกันกับเรานี้เองจึงทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำต่อผู้เห็นต่างอย่างดูถูกเหยียดหยามไม่ให้เกียรติ นี่คือความทุกข์ของเพื่อนร่วมชาติ ทุกข์เพราะผู้อยู่ในอำนาจเห็นคนไม่เท่ากับคน เห็นพลเมืองที่เห็นต่างไม่เท่ากับคน

ตราบที่รัฐยังไม่เห็นความเป็นคนเสมอกันของพลเมือง เห็นคนเห็นต่างเป็นศัตรูของชาติ ตราบนั้นประชาชาติย่อมเป็นทุกข์

โปรดเคารพความเห็นต่างของพลเมือง

‪#‎การเห็นต่างไม่ใช่อาชญากรรม‬

‪#‎การเห็นต่างไม่ใช่ศัตรูของรัฐ‬

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์