คุยกับ ‘เอกชัย’ อยู่จน ‘ชนป้าย’ 2 ปี 8 เดือน คดีขายซีดีสารคดีการเมือง-วิกิลีกส์

 

 

วันนี้ (15 พ.ย.2558) เอกชัย ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ หลังจากถูกคุมขังนาน 2 ปี 8 เดือน เอกชัยเป็นจำเลยที่ต่อสู้คดีนี้จนถึงชั้นฎีกา และถูกจำคุกจนพ้นโทษตามที่ศาลมีคำพิพากษา

กรณีของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2554 ชายหนุ่มผู้มีอาชีพขายหวยบนดิน ถูกจับกุมตัวหลังจากเขานำซีดีสารคดีการเมืองไทยจัดทำโดยสำนักข่าวเอบีซี ประเทศออสเตรเลีย ไปจำหน่ายในที่ชุมนุมของกลุ่มแดงสยาม บริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสา ข้างสนามหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการล่อซื้อซีดีแผ่นละ 20 บาทจากนั้นจึงจับกุมและแจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 112 รวมถึงข้อหาจำหน่ายซีดีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ จากนั้นได้ทำการยึดซีดีรวมถึงเอกสารวิกิลีกส์ฉบับแปลไทยซึ่งเป็นบทสนทนาขององคมนตรีถึงอนาคตการเมืองไทยด้วย

เขาถูกคุมขังอยู่ราว 9 วันก่อนที่ครอบครัวจะนำเงินสด 5 แสนบาทยื่นประกันตัวและศาลอนุญาตให้ประกันตัว ท่ามกลางความงุนงงของเขาเองและบุคคลอื่นๆ เนื่องจากคดีนี้มีน้อยรายนักที่จะได้รับการประกันตัว

เอกชัยเคยกล่าวถึงเหตุผลที่เขานำซีดีสารคดีสำนักข่าวต่างประเทศ และวิกีลีกส์ฉบับแปลไทยไปจัดจำหน่ายในที่ชุมนุมว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะหารายได้ แต่อยากให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากมุมมองของคนที่เป็นกลาง ในความคิดของเขาก็คือ สำนักข่าวต่างประเทศ เขาเห็นว่าการแบ่งฝักฝ่ายทำให้คนฟังและเชื่อแต่ข้อมูลข่าวสารของฝ่ายตนเอง ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจการเมืองมากนัก แต่หลังจากรัฐบาลทักษิณถูกรัฐประหารในปี 2549 จากนั้นหวยบนดินถูกยกเลิกทำให้เขาว่างงาน จึงเล่นอินเตอร์เน็ต ศึกษาข้อมูลต่างๆ มากขึ้น เขายังกล่าวด้วยว่า เอกสารวิกิลีกส์ฉบับแปลไทยก็นำมาจากในอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

ในการต่อสู้คดีนี้ นอกเหนือจากการที่สุลักษณ์ ศิวรักษ์ มาเป็นพยานให้จำเลยแล้ว คดีนี้ฝ่ายจำเลยยังขอศาลให้ออกหมายเรียกองคมนตรี 2 คนมาให้ปากคำด้วย นั่นคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา เนื่องจากเอกสารวิกิลีกส์เกี่ยวพันกับบทสนทนาของทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ทนายยื่นขอให้ออกหมายเรียกนั้น ศาลได้อธิบายกับทนายว่า การสืบในข้อเท็จจริงนั้นหากสืบได้ว่าจริงก็เป็นการหมิ่น และหากสืบได้ว่าไม่จริงก็ยิ่งหมิ่นมากขึ้นอีก การมุ่งสืบเรื่องข้อเท็จจริงจึงอาจไม่เป็นประโยชน์มากนัก แต่หากฝ่ายจำเลยยังประสงค์จะต่อสู้ในเรื่องข้อเท็จจริงก็เป็นสิทธิที่กระทำได้ ศาลเปิดโอกาสให้สู้คดีเต็มที่ และยืนยันว่าพร้อมจะรับฟังทุกฝ่ายอย่างเป็นกลาง มิได้ต้องการชี้นำ แต่เป็นการหารือกันเพื่อความชัดเจน หลังจากนั้นทนายและจำเลยได้ขอเวลานอกเพื่อหารือกันแล้วจึงแถลงต่อศาลว่า จะต่อสู้เรื่องเจตนาของจำเลยเป็นหลัก แต่ก็จะต่อสู้ในเรื่องข้อเท็จจริงด้วย แต่ฝ่ายจำเลยก็ยินยอมระงับคำร้องในการเรียกพยานองคมนตรีทั้ง 2 ปาก

วันที่ 28 มี.ค.2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุกตามมาตรา 112 เป็นเวลา 5 ปี และลงโทษปรับตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์ เป็นเงิน 1 แสนบาท แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเลือกโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และโทษปรับเหลือ 66,666 บาท

จากนั้นเขาก็ถูกคุมขังในเรือนจำเรื่อยมา

วันที่ 8 พ.ค.2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

วันที่ 9 ต.ค.2558 ศาลฎีกาเบิกตัวเขาไปฟังคำพิพากษาเพียงลำพังโดยที่ทนายและญาติพี่น้องไม่ทันได้ทราบข่าว ทราบอีกทีศาลก็พิพากษาลดโทษจำคุกให้จำเลยแล้ว จาก 5 ปี เหลือ 4 ปี เมื่อลดโทษลง 1 ใน 3 เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงคงเหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน (ลดลงจากเดิม 8 เดือน)

หลังเขาออกจากเรือนจำ เขายินดีให้สัมภาษณ์เป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ บอกเล่าถึงความรู้สึกที่ได้ปล่อยตัว 

เขากล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้กลับบ้าน กลับมาในที่เดิม แม้จะแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ออกก่อนที่คาดไว้เนื่องจากศาลฎีกาลดโทษให้ ทำให้ได้ออกเร็วกว่าเดิม 8 เดือน เขายังวางแผนจะหางานทำและเขียนหนังสือเรื่องราวชีวิตในเรือนจำด้วย

"สารพัดโปรโมชั่นในเรือนจำช่วยดึงใจให้คนเลือกที่จะไม่สู้ ยอมแพ้ เพื่อจะได้จบคดีเร็วๆ แล้วได้วันลด แต่เราเลือกที่จะสู้ เรามีความรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด" 

"ก็มีว่อกแว่ก ก่อนศาลฎีกาจะรับใช้เวลา 7 เดือน ตั้งแต่อุทธรณ์ตัดมาจนถึงฎีการับ ช่วงนั้นเป็นช่วงท้อ ทำไมนานนัก แล้วคนก็พูดว่าเมษาปีหน้าอภัยจะมาแล้ว ยอมไปเถอะ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ ไหนๆ ก็สู้มาแล้ว เอาให้ถึงที่สุดเลย...คนก็มองว่าบ้า โง่" 

"ที่หายไปก็คือ อิสรภาพ เราต้องอยู่ในพื้นที่สองไร่ครึ่ง ในเรือนจำแบ่งเป็น 8 แดน เราอยู่แดน 1 ตลอด ซึ่งมีพื้นที่สองไร่ครึ่ง เท่ากับโลกของเรามีแค่สองไร่ครึ่งเท่านั้นเอง นานๆ จะได้ออกจากพื้นที่น้ไป เวลามีทนายมาเยี่ยม หรือญาติมาเยี่ยม แต่สิ่งที่เราได้มาก็คือประสบการณ์...อย่านึกว่าในเรือนจำมีแต่คนเลวนะ จริงๆ คนดีเยอะกว่าคนเลวด้วยซ้ำ เป็นอะไรที่เรานึกไม่ถึง" 

"เรื่องความคิดทางการเมืองมีทั้งสิ่งที่เปลี่ยนและไม่เปลี่ยน แต่เอาเป็นว่าเราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นแบบ อย่างที่ตอนที่เคยทำงานกับอ.ธิดา แกเคยพูดว่า ผมน่ะ เรื่องการเมืองแค่เด็กอนุบาล อันนี้ผมยอมรับว่าเรื่องจริง พอมาอยู่ มาเจอแบบนี้ เรามีความรู้สึกว่า ความคิดเรื่องการเมืองเราเมื่อก่อนนี้อนุบาลจริงๆ เด็กๆ เลย แล้วตอนนี้ก็ดีขึ้น แต่ก็แค่เด็กประถมเท่านั้นแหละ มหาลัยยังอีกยาวไกล" เอกชัยกล่าว  

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์