สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 19-25 พ.ย. 2558

 
สอศ.จับมือราชทัณฑ์คืนคนดีสู่สังคม พัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังในเรือนจำ
 
ดร.อกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สอศ. ได้ร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์จัดอบรม วิชาชีพให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเปิดโอกาส ให้ผู้ต้องขังได้รับการศึกษาด้านวิชาชีพให้ได้รับวุฒิการศึกษา สายวิชาชีพ สามารถนำไปใช้ประกอบสัมมาชีพ พัฒนาตนเอง ในอนาคต ตลอดจนร่วมมือแก้ไขฟื้นฟู พัฒนา พฤตินิสัยผู้ต้องขังในเรือนจำเฉพาะทาง ประเภทเรือนจำการศึกษาอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมในการคืนคนดี มีคุณค่า สู่สังคม ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมราชทัณฑ์ ได้คัดเลือกเรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา เป็นเรือนจำนำร่องประเภทเรือนจำการศึกษา ซึ่งเรือนจำเฉพาะทาง ประเภทเรือนจำการศึกษา เป็นเรือนจำเฉพาะทาง ที่เน้นด้านการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและ อาชีวศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ต้องขังชาย อายุ 18-30 ปี สัญชาติไทย กระทำความผิดครั้งแรก ประเภทคดีทั่วไป กำหนดโทษ 5-15 ปี มีความประพฤติดี ไม่เคยกระทำผิดวินัยของทางเรือนจำ คัดเลือก จากเรือนจำทัณฑสถานในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง และผู้ต้องขังเดิมของเรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด โดยมีอาชีวศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยเทคนิคอุตสาหกรรมยานยนต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือ พระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร  วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัย การอาชีพมหาราช และวิทยาลัยการอาชีพเสนา ร่วมจัดการเรียนการสอน ในระดับ ปวช. ปวส. และหลักสูตรระยะสั้น
 
ทั้งนี้ มีสถานศึกษานำร่องที่จัด การเรียนการสอนในปีการศึกษา 2558 ภาคเรียนที่ 2 (เดือนตุลาคม 2558) แล้ว จำนวน 3 แห่ง มีผู้ต้องขังกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 120 คน ได้แก่ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา เปิดสอนระดับปวช. สาขาช่างยนต์ จำนวน 40 คน ระดับปวส. สาขาช่างยนต์ จำนวน 30 คน/วิทยาลัยการอาชีพเสนา เปิดสอนระดับปวช.สาขาช่างเชื่อม จำนวน 30 คน และวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา เปิดสอนระดับปวช. สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก จำนวน 20 คน
 
 
"สมคิด" ผุดไอเดียจ้างชาวบ้านอบรมอาชีพ ชี้ดีกว่าจ้างขุดดิน
 
(19 พ.ย.58) เมื่อเวลา 12.20 น. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้แถลงข่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยระบุว่าได้สั่งให้แบ่งการแก้ปัญหาระยะสั้น ทั้งเรื่องภัยแล้ง ที่จะมีการจ้างงานเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้มีรายได้ ซึ่งรัฐบาลยินดีจะจัดงบช่วยเหลือทันที นอกจากนี้ยังมีการหารือร่วมกระทรวงมหาดไทยให้มีการอบรมจากศูนย์การเรียนรู้ในท้องถิ่น ที่มีกว่า 882 ศูนย์ในการประกอบอาชีพ และเปลี่ยนวิธีคิดให้สร้างความเข้มเเข็งในระดับประชารัฐ โดยการมาเรียนก็สามารถมีค่าตอบแทนให้ด้วย เช่นที่ต่างประเทศก็มีโมเดลนี้ รวมถึงการจ้างทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นประโยชน์กับชุมชน เช่น การขุดบ่อ การสร้างลานตากข้าว เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ดีกว่าการขุดดินอย่างเดียว
 
นายสมคิดกล่าวว่า ตนยังให้คำแนะนำในการทำงานเช่นการยึดพื้นที่เป็นตัวตั้งมากกว่าตัวคน เช่นการดูว่าพื้นที่นี้ควรจะปลูกอะไร ทำอะไร โดยกระทรวงเกษตรฯจะมีความรู้การจัดโซนนิ่งการเกษตรดีที่สุด รวมถึงการปศุสัตว์ด้วย หลังจากนั้นได้มีการตั้งเป้าเพิ่มความสามารถในการผลิต โดยรัฐจะต้องจัดหาเครื่องมือในการช่วยเหลือเช่นเครื่องทำนา เครื่องหว่านไถ และเทคโนโลยีอื่นๆอีก เชื่อว่าแนวคิดนี้จะคุ้มที่สุด หากคิดอย่างเป็นระบบ และทำให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมของชุมชน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มมูลค่าในการผลิตเช่นเรื่องข้าว ที่ไม่ควรภูมิใจว่าไทยผลิตข้าวมากสุดในโลก แต่ต้องเน้นการเพิ่มมูลค่ามากกว่า รวมถึงเรื่องผลไม้ที่มีการตัดตอนการแปรรูปไปเยอะมาก จนน่าจะทำการวางแผนการแปรรูปอย่างจริงจัง และกระทำกันในลักษณะเป็นชุมชน
 
นายสมคิดยังกล่าวว่า สุดท้ายคือเรื่องประมง ที่รัฐบาลไม่รู้ว่าจะผ่านไอยูยูหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาไทยมีแต่พ่อค้าเอกชนที่เห็นแต่ได้ จึงได้ให้รัฐมนตรีลงไปกำกับโดยตรง ส่วนการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูหนี้สินเกษตรกรนั้น เห็นว่าหน่วยงานดังกล่าวต้องช่วยเกษตรกร โดยเชื่อว่าคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นเครื่องมือที่ดีของรัฐบาล แต่ยังไม่ตกลงว่าคณะผู้บริหารประกอบด้วยใครบ้าง โดยจะต้องวางแผนกับเงินงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาตามนโยบายรัฐบาล เชื่อว่า เวลาอีกปีครึ่งตนต้องทำให้สำเร็จให้ได้
 
นอกจากนี้ นายสมคิดกล่าวว่า ขณะที่การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนนั้น เชื่อว่าโครงการประชารัฐจะเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาประเทศ ที่เน้นการพัฒนาระดับชุมชนอีกครั้ง ทั้งนี้ ยอมรับว่านโยบายประชารัฐดังกล่าวอาจไม่ต่างจากโอทอปมากนัก แต่โครงการโอทอป ยังไม่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ อยากให้ทุกคนมีกำลังใจ ทำแล้วไม่สูญเปล่า ตนเชื่อว่าข้าราชการเก่งพอ ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเป็นโปลิโอ จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกัน
 
 
เผยผลสำรวจเงินเดือนครู ช็อก กว่า 4 หมื่นคน เหลือไม่ถึง 30%
 
นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า วันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ จะนำผลการสำรวจข้อมูลเงินคงเหลือของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในทุกสังกัด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และวิทยาลัยชุมชน  เสนอต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาในภาพรวม
 
จากการสำรวจครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสพฐ.  115,597 คน พบว่ามีรายรับคงเหลือต่ำกว่า 30%   40,274 คน รายรับเหลือ 30-50%  27,852 คน รายรับเหลือ 50%  46,999 คน
 
สอศ. 11,218 คน  รายรับคงเหลือต่ำกว่า 30%   2,247 คน รายรับเหลือ 30-50%  2,269 คน รายรับเหลือ 50% 6,565 คน / กศน.  1,712 คน รายรับคงเหลือต่ำกว่า 30%  316 คน รายรับเหลือ 30-50% 320 คน รายรับเหลือ 50%  1,065คน
 
สช.  165 คน รายรับคงเหลือต่ำกว่า 30%   8 คน รายรับเหลือ 30-50%  15 คน รายรับเหลือ 50%   141 คน / วิทยาลัยชุมชน   267 คน รายรับคงเหลือต่ำกว่า 30%  32 คน รายรับเหลือ 30-50% 57คน รายรับเหลือ 50%   178 คน
 
สำหรับตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ทางต้นสังกัดแจ้งมายังก.ค.ศ.เท่านั้นยังต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะครูสังกัดสพฐ.และสอศ.ซึ่งบางคนยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล
 
 
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เรียกร้องคณะกรรมการค่าจ้าง ทบทวนมติให้เลื่อนพิจารณาปรับค่าจ้างออกไป 6 เดือน พร้อมขอให้ปรับขึ้นค่าจ้างวันละ 360 บาท
 
(20 พ.ย.) เครือข่ายแรงงานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) นำโดย น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคสรท. เดินทางมาที่กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงแรงงาน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง เพื่อให้บอร์ดค่าจ้างทบทวนมติที่ให้เลื่อนการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี2559 ออกไป 6เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนมิถุนายน ปี 2559 และให้ปรับขึ้นค่าจ้างตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละจังหวัด โดยน.ส.วิไลวรรณบอกว่า อยากให้ทบทวนมติบอร์ดค่าจ้างดังกล่าว เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ใช้แรงงาน พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน จากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการปรับขึ้นค่าจ้างควรปรับเท่ากันทั่วประเทศไม่ควรนำเรื่องของภาวะเศรษฐกิจมาเป็นตัวตั้ง แต่ควรมองถึงคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นหลักโดยเห็นว่า คณะกรรมการค่าจ้างควรดำเนินการตามมติบอร์ดค่าจ้างเมื่อปี 2556 ที่กำหนดให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เท่ากันทั่วประเทศ ไปจนถึงปี 2558 และจะมีการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2559 โดยจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างในวันที่ 1 มกราคม 2559  ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หากสิ้นปี 2558 ยังไม่มีมติพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้าง 360 บาททั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม ปี 2559 ตามข้อเรียกร้อง เครือข่ายแรงงานจะดำเนินการเคลื่อนไหวอีกครั้งขณะที่ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับข้อเรียกร้องว่า การที่มติบอร์ดค่าจ้างออกมาเช่นนี้ เนื่องจากต้องการให้การพิจารณาเกิดความรอบคอบ ซึ่งการตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาศึกษาค่าจ้าง ไม่ใช่การยืดเวลาเพื่อไม่ปรับขึ้นค่าจ้าง แต่อยากให้เป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง
 
 
กพร.จัดพัฒนาฝีมือแรงงานชาวไทยภูเขา
 
นายสุภพ ปิงตา รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือ แรงงาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยกองพัฒนาศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบกิจการ และศูนย์พัฒนาฝีมือ แรงงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตระหนักถึงความสำคัญ ของการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับกลุ่มชาวไทยภูเขา ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานไว้เป็น แนวทางในการปฏิบัติงานให้กับจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยให้เข้าไปดำเนินการส่งเสริมงานศิลปาชีพ อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์งานด้านศิลปะ หัตถกรรม ตลอดจนการรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้จัดทำโครงการศึกษารูปแบบการพัฒนาฝีมือ แรงงานชาวไทยภูเขาด้านผลิตภัณฑ์ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม ตามโครงการพัฒนาอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ .ให้แก่ สมาชิกกลุ่มทอผ้า ขนแกะชาวไทยภูเขาบ้านห้วยห้อม, สมาชิกกลุ่มของศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอนในพระบรมราชินูปถัมภ์, ผู้ที่ทำงานอยู่แล้วหรือผู้ว่างงานขึ้น เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำใน สังคม มีอาชีพเสริม มีรายได้เพิ่มขึ้น และจะทำ ให้กลุ่มชาวไทยภูเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
 
นอกจากนี้โครงการดังกล่าว ยังจัดทำขึ้นเพื่อศึกษารูปแบบการฝึกอบรม ในการจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานตามโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแก่สถาบัน พัฒนาฝีมือแรงงานภาค และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดอื่นๆ ต่อไป
 
 
กระทรวงแรงงาน เผยช่วงเดือน ต.ค.ถึง 20 พ.ย.นี้มีลูกจ้าง 127 แห่ง
 
รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กระทรวงแรงงาน นายปฐม เพชรมณี บอกว่า ได้เฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างและข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในช่วงปลายปีนี้ โดยพบว่า ช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-20 พฤศจกายน 2558 มีลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้องการขอปรับขึ้นเงินเดือน เงินโบนัสและสวัสดิการต่างๆ ต่อนายจ้างแล้ว 127 แห่งส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ ปทุมธานี อยุธยาและปราจีนบุรีนอกจากนี้พบว่ากลายเป็นข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างแล้วเกือบ 20 รายและสามารถหาข้อยุติไปแล้วกว่า 10 รายยังมีเหลืออีก 5 รายอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยาชลบุรี ระยองอยู่ระหว่าเจรจายังไม่ได้ข้อยุติ
 
 
ไฟไหม้โรงงานกาแฟนิคมฯสมุทรสาคร เสียหายหลายสิบล้าน
 
เมื่อเวลาประมาณ 22.30 น.วันที่ 23 พ.ย.ร.ต.ท.ชัยวัฒน์ ตุนชัยภูมิ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร รับแจ้งเหตุไฟไหม้บริษัท ซี.เอ็ม.วาย.เค จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร เลขที่ 39/57-59 ม. 2 ต.บางกระเจ้า อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จึงไปตรวจสอบพร้อมพ.ต.อ.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล รองผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร และพ.ต.ท.ทรงศักดิ์ แก้วพลน้อย รองผกก.ป.สภ.เมืองสมุทรสาคร พร้อมประสานรถดับเพลิงจากอบต.ท่าทราย,บางโทรัด,โคกขาม,พันท้ายนรสิงห์ และ อบต.ใกล้เคียง รวมถึงอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยประมาณ 20 คัน เข้าควบคุมเพลิงที่กำลังลุกไหม้ภายในอาคาร 3B ซึ่งเป็นส่วนของฝ่ายคลังสินค้าฝ่ายผลิต และฝ่ายประกันคุณภาพ โดยเพลิงได้โหมลุกไหม้เครื่องจักรกลและวัสดุภายในตัวอาคารจนเสียหายเกือบทั้งหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้
 
จากการสอบถามนายธนากร เทศรัตนวงษ์ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11/115 แขวงบางแค เขตบางแค กทม.ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงาน กล่าวว่า โรงงานมีเนื้อที่ทั้งหมด 17 ไร่ แต่ในส่วนที่เกิดเพลิงไหม้เฉพาะตัวอาคารหลังนี้ มีเนื้อที่ประมาณเกือบ 2 ไร่ ซึ่งใช้เป็นส่วนของกระบวนการผลิตกาแฟและกาแฟสำเร็จรูปยี่ห้อดัง โดยเบื้องต้นขณะเกิดเหตุมีพนักงานที่ทำงานกะกลางคืนอยู่ราวๆ 400 คน
 
ส่วนสาเหตุนั้นทราบว่ามาจากแผงควบคุมระบบผสมกาแฟระเบิดขึ้น แล้วเปลวไฟตกลงมาไหม้กล่องกระดาษ ซึ่งพนักงานได้พยายามช่วยกันนำถังดับเพลิงมาฉีดแล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมไฟไว้ได้ โดยเปลวเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไหม้กล่อง กระดาษ วัสดุ และวัตถุดิบภายใน จนลุกลามไปถึงเครื่องจักรกลที่ใช้ในกระบวนการผลิต รวมทั้งเครื่องเอ็กซเรย์สินค้า ทำให้เสียหายหลายสิบล้าน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้ สำหรับทางด้านพนักงานสอบสวนจะได้ประสานเจ้าหน้าที่จากกองวิทยาการมาตรวจสอบ หาสาเหตุไฟไหม้ที่แท้จริงต่อไป
 
 
จพ.เวชสถิติโวย ตกค้างไม่ได้บรรจุ ขรก.เหตุได้จัดสรรแค่ 39% ไม่ถึง 66% เท่าวิชาชีพอื่น
 
นายวิสันต์ จรลี เจ้าพนักงานเวชสถิติ รพ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี ตัวแทนเจ้าพนักงานเวชสถิติ กล่าวว่า หลังจากที่การคัดเลือกบรรจุข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขในสายงานกลุ่มคัดเลือกบรรจุได้เสร็จสิ้นลง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา พบว่าการจัดสรรบรรจุข้าราชการตำแหน่งเจ้าพนักงานเวชสถิติ ทั้ง 3 รอบที่ผ่านมารวมการจัดสรรอัตราว่างมาให้แล้วนั้น เมื่อเทียบกับสัดส่วนของการบรรจุของวิชาชีพอื่นๆ ที่ได้รับการบรรจุในสัดส่วนที่ร้อยละ 66 แต่เจ้าพนักงานเวชสถิติกลับได้รับการจัดสรรบรรจุข้าราชการแค่ร้อยละ 39 จากการสำรวจคนจ้างงานปี 2555 ลงมา ซึ่งน้อยมากและถือว่าไม่เป็นธรรม
 
ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีปี พ.ศ.2555 อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุขคัดเลือกบรรจุลูกจ้างชั่วคราว (ที่จ้างด้วยเงินทุกประเภท) พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานกระทรวงสาธารณสุขเข้ารับราชการ ที่จ้างงาน ณ ปี 2555 ลงมา จำนวนทั้งสิ้น 22,641 อัตรา โดยให้บรรจุเป็น 3 รอบ รอบละ 7,547 อัตรา และบรรจุทุกวิชาชีพในสัดส่วนร้อยละ 66 ของคนจ้างงานปี 2555 ลงมา ซึ่งไม่รวมตำแหน่งเจ้าพนักงานเวชสถิติ โดยมีเหตุผลว่าตกสำรวจ ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมและเกิดผลกระทบต่อสภาพจิตใจโดยตรงของผู้ปฏิบัติงานสายงานเจ้าพนักงานเวชสถิติอย่างมาก
 
นายวิสันต์ กล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวนี้ กระทรวงสาธารณสุขรับทราบปัญหามาโดยตลอด และรับปากจะจัดสรรอัตราว่างมาเยียวยาเจ้าพนักงานเวชสถิติที่ได้รับผลกระทบเหตุจากตกหล่นดังกล่าว โดยจะจัดสรรจากอัตราว่างมาบรรจุให้เจ้าพนักงานเวชสถิติ ปี 2557 จำนวน 6 อัตรา  ปี 2558 จำนวน 2 อัตรา และการบรรจุรอบ 3 จากอัตราว่างอีก 64 อัตรา แต่อัตราว่างที่จัดสรรให้มาสามารถเยียวยาได้เฉพาะผู้ที่การจ้างงานปี 2553 ลงมาเท่านั้น ส่งผลให้ยังคงเหลือเจ้าพนักงานเวชสถิติที่มีการจ้างงาน ปี 2554 จำนวน 173 ราย และปี 2555 จำนวน 170 รายไม่ได้รับการบรรจุเลย ขณะที่ยังมีผู้จ้างงาน ณ ปี 2554 และ 2555 ที่ค้างรอการบรรจุในสัดส่วนร้อยละ 66 จำนวน 152 ราย เท่ากับว่ามีลูกจ้างที่รอการบรรจุค้างท่อเป็นจำนวนมาก
 
“ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านเวชระเบียนและสถิติ จึงขอกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาจัดสรรอัตราว่างเพื่อจัดสรรการบรรจุข้าราชการตำแหน่งเจ้าพนักงานเวชสถิติ เพื่อเยียวยาผู้จ้างงาน ที่ค้างรอการบรรจุในสัดส่วนร้อยละ 66 เพื่อความเสมอภาคและให้ได้สัดส่วนเทียบเท่าวิชาชีพอื่นๆ ที่มีในโอกาสนี้ พร้อมนี้สายงานเวชสถิติได้เตรียมจะขอเข้าพบ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมและให้ท่านช่วยรับทราบ รับฟังปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นขณะนี้ด้วย” ตัวแทนเจ้าพนักงานเวชสถิติ กล่าว
 
 
รมว.แรงงานต้อนรับทูตกาตาร์หารือด้านแรงงาน
 
นายญะบัร อะลี เอช เอ อัดเดาซะรีย์ เอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ประจำประเทศไทย และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชั้น 6 โดยมีผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมการต้อนรับและร่วมหารือด้วย
 
พลเอกศิริชัย กล่าวว่า ไทยและ รัฐกาตาร์มีความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นเวลา 35 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2523 และในสถานการณ์ของโลก ณ ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนมาก ดังนั้นแต่ละประเทศจำเป็นต้องมีความร่วมมือและมีการ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะความรับผิดชอบ ของกระทรวงแรงงาน นั้น มีความสนใจ ในการเปิดตลาดแรงงานไทยไปทำงานใน ต่างประเทศ ในการที่เอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ ประจำประเทศไทยเข้ามาหารือวันนี้นับเป็น โอกาสที่ดีและมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันที่เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายไทยและ รัฐกาตาร์ ในเรื่องการจัดส่งแรงงานไปทำงานที่กาตาร์ยินดีจะประชาสัมพันธ์ต่อไป และเห็นด้วยที่สองประเทศจะมีความร่วมมือระหว่างกัน และมีการหารือด้านแรงงานเพื่อนำมาสรุปและปฏิบัติตามข้อเสนอระหว่างกัน และมีการขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน
 
นายญะบัร อะลี เอช เอ อัดเดาซะรีย์ กล่าวว่า ขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ให้การต้อนรับ และการมาครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 นับว่าเป็นโอกาที่ดีในการประชาสัมพันธ์ว่ารัฐกาตาร์มีกฎหมายแรงงาน ฉบับใหม่ และมีสวัสดิการให้กับแรงงานต่างชาติ ซึ่งรัฐกาตาร์ได้มีการเปิดโครงการ Labour City อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นสวัสดิการให้แก่แรงงานต่างชาติ ที่เข้าไป ทำงานในรัฐกาตาร์ เป็นโครงการที่เพียบพร้อมไปด้วยสาธารณูปโภค ตลาด ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ ฯลฯ เพื่อรองรับการเป็น เจ้าภาพการจัดการแข่งขัน 2020 FIFA World Cup ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ และ แจ้งว่าโอกาสในการจ้างงานที่รัฐกาตาร์มีจำนวนมาก หลายหลายสาขาตั้งแต่แรงงาน ไร้ฝีมือ แรงงานกึ่งทักษะฝีมือ และแรงงานมีทักษะฝีมือ รวมทั้ง แพทย์ พยาบาล และสถาปนิก ฯลฯ ทั้งนี้ ฝ่ายรัฐกาตาร์มีโควตา ในการรับแรงงานซึ่งจะแจ้งให้กระทรวงแรงงาน ทราบอย่างเป็นทางการในโอกาสแรก และ ได้มีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและคณะทำงานภายใต้ MOU ปี 2012 เยือนรัฐกาตาร์อย่างเป็นทางการ พร้อมหารือ ข้อราชการ
 
 
ขสมก.ร้องค้านนโยบาย"ใบแดง-ใบเหลืองรัฐวิสาหกิจ
 
เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(สร.ขสมก.) นำโดยนายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธาน สร.ขสมก. ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษความสงบแห่งชาติ(คสช.) กรณีคัดค้านการให้ใบเหลืองและใบแดงของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) ทั้งนี้ตามที่สคร.ให้รัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง เร่งจัดทำแผนฟื้นฟู เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายนั้น สร.ขสมก.เห็นว่าสคร.ไม่คำนึงถึงการบริการเชิงสังคมโดยโครงสร้างพื้นฐานการจัดตั้งองค์กร เพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล เก็บค่าโดยสารต่ำกว่าทุน  เมื่อเกิดวิฤติน้ำท่วม ภัยพิบัติต่างๆ หรือปัญหาทางการเมือง ขสมก.มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นกลไกของรัฐในการสนองตอบนโยบายรัฐบาล ซึ่งสร.ขสมก.ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลในวิธีแก้ปัญหาโดยมีใบเหลืองใบแดง ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งองค์กรที่ให้บริการประชาชนผู้มีรายได้น้อย มิใช่องค์กรที่แสวงหาผลกำไร
 
ทั้งนี้สร.ขสมก. มีข้อเสนอดังนี้ 1.รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการจัดหารถใหม่ให้ประชาชนได้ใช้บริการที่สะดวก ซึ่งปัจจุบันสภาพรถไม่พร้อมให้บริการ เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน 2.กระทรวงการคลังต้องแบกรับภาระหนี้สินขสมก.ที่มีอยู่ เนื่องจากการขาดทุนเกิดจากนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่การบริหารงานที่ล้มเหลว หากต้องการให้เพิ่มรายได้ ต้องปรับราคาค่าโดยสารตามต้นทุนจริง และให้คณะกรรมการบิรหารกิจการองค์กรมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ 3.จัดหาบัสเลนในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า-เย็น และวางมาตราการจับกุมรถส่วนบุคคคลที่วิ่งเข้าบัสเลนอย่างจริงจัง และ 4.รัฐบาลอย่าผลักภาระประชาชน โดยอ้างการขาดทุนของ ขสมก.มาเป็นเงื่อนไข เพื่อจะนำไปสู่การแปรรูปและยุบเลิกขสมก
 
 
สปส.เร่งคืนเงินชราภาพ ม.40 ให้ผู้ประกันตนที่ไม่โอนไป กอช.
 
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ สำนักงานประกันสังคม(สปส.) จัดโครงการประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานมาตรา 40 มีเจ้าหน้าที่ สปส.จากทั่วประเทศเข้าร่วมรับฟัง โดยมี นายโกวิท สัจจวิเศษ รักษาการเลขาธิการสปส. เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวว่า ได้มอบแนวปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการคืนเงินให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทั้งที่แจ้งความจำนงจะไม่โอนย้ายไปกองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.) และไม่ได้แสดงความจำนง ให้ครบถ้วน อีกทั้งยังได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยกันคิดหาทางเลือกในการดูแลผู้ประกันตนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะให้เจ้าหน้าที่มานำเสนอต่อไปในอนาคต ซึ่งเจ้าหน้าที่ สปส.ทุกคนจะต้องมีความรอบรู้ในเรื่องของงานด้านประกันสังคม มีความเข้าใจกฎหมายประกันสังคมอย่างชัดเจนในทุกฉบับ รู้ระเบียบต่างๆ เพื่อให้สามารถตอบคำถามของผู้ประกันตนและสามารถช่วยเหลือผู้ประกันตนได้
 
 
จัดหางานพิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา “งานที่มั่นคงกับคนมีคุณภาพ” ระหว่างวันที่ 29 – 30 พ.ย. และ 1 ธ.ค. 58
 
กรมการจัดหางาน โดยสำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 6 ร่วมกับวิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการ เพชรเกษม จัดกิจกรรม “จัดหางานพิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา” ระหว่างวันที่ 29 – 30 พฤศจิกายน และ 1 ธันวาคม 2558 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 15.00 น. ณ บริเวณชั้น 1อาคารอรพรรณพัฒนา วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม (ซอยเพชรเกษม 81) มีตำแหน่งงานว่างจำนวน 500 อัตรา จากบริษัทชั้นนำกว่า 15 บริษัท นอกจากนั้นยังมีการฝึกอาชีพอิสระทดสอบความพร้อมทางอาชีพ ลงทะเบียนไปทำงานต่างประเทศ สมัครฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
 
นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน แจ้งว่า สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 6 ร่วมกับวิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม จัดกิจกรรมจัดหางานพิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา “งานที่มั่นคงกับคนมีคุณภาพ” ระหว่างวันที่ 29 – 30 พฤศจิกายน และ 1 ธันวาคม 2558 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. ณ บริเวณชั้น 1 อาคารอรพรรณพัฒนา วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม (ซอยเพชรเกษม 81) โดยนักเรียน นักศึกษา สามารถสมัครงาน และสัมภาษณ์งานกับนายจ้าง/สถานประกอบการได้โดยตรง ภายในงานมีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมงานกว่า 15 บริษัท เช่น บริษัทบิ๊กคาเมร่า จำกัด บริษัทเดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทมงคลมหกิจ จำกัด บริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (แบรนด์อานตี้แอนส์) เป็นต้น มีตำแหน่งงานว่างกว่า 500 อัตรา เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกการตลาด เจ้าหน้าที่ประสานงานฝึกอบรม เจ้าหน้าที่บัญชี จป.วิชาชีพ เจ้าหน้าที่ IT Support พนักงานควบคุมคุณภาพ ช่างควบคุมเครื่องจักร พนักงานฝ่ายผลิต และงานพาร์ทไทม์ฯลฯ นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมบริการให้คำแนะนำปรึกษาอาชีพ แนะแนวอาชีพ ทดสอบความพร้อมทางอาชีพ และลงทะเบียนไปทำงานต่างประเทศอีกด้วย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
 
กรมการจัดหางาน จึงขอเชิญชวนนักเรียน/นักศึกษา เข้าร่วมงานตามวันและเวลาดังกล่าวสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 6 โทร. 02-422-3916-19 ต่อ 119, 124 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694
 
(กรมการจัดหางาน, 25/11/2558)
 
เผยตัวเลขส่งเสริมการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก ของบีโอไอแหลมฉบัง ช่วง 10 เดือน ปี 2558 พบมีจำนวนมากถึง 703 โครงการ เม็ดเงินลงทุนรวม 316,754 ล้านบาท
 
(25 พ.ย.) ศูนย์เศรษฐกิจการลงุทนภาคที่ 4 หรือบีโอไอแหลมฉบัง ได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันออกช่วง 10 เดือน (1 มกราคม-31 ตุลาคม) ปี 2558 ว่า มีจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมรวม 703 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 316,754 ล้านบาท มีการจ้างงาน 57,212 คน
       
จังหวัดที่มีจำนวนโครงการได้รับอนุมัติเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นจังหวัดระยอง คือ มีโครงการที่ได้รับอนุมัติ 260 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 36.98 และยังเป็นจังหวัดที่มีมูลค่าการลงทุนมากที่สุด คือ 175,582 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 55.43
       
องลงมาคือ จังหวัดชลบุรี 239 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 34 มีเม็ดเงินลงทุนรวม 66,755 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.07
       
ส่วนจังหวัดปราจีนบุรี 101 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 44,394 ล้านบาท ฉะเชิงเทรา 67 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 23,805 ล้านบาท สระแก้ว 33 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 5,796 ล้านบาท จันทบุรี นครนายก และตราด จังหวัดละ 1 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 100 ล้านบาท 265 ล้านบาท และ 57 ล้านบาทตามลำดับ
       
ขณะที่การลงทุนในภาคตะวันอออกประจำเดือนตุลาคม 2558 พบว่า มีจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ มูลค่าการลงทุน 10,991 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่า มีน้อยกว่าปี 2557 เฉพาะเดือนตุลาคมเพียงเดือนเดียว มีการอนุมัติ 50 โครงการ มีเม็ดเงินลงทุนมากถึง 62,375 ล้านบาท
       
ประเภทกิจการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในภาคตะวันออก ช่วงเดือนตุลาคม 2557 และตุลาคม 2558 ยังคงเป็นอุตสาหกรรมทางการเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร อุตสาหกรรมเหมืองแร่ เซรามิก และโลหะมูลฐาน อุตสาหกรรมเบา ผลิตภัณฑ์โลหะเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก และกิจการบริการและสาธารณูปโภค 
 
 
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น