ชำนาญ จันทร์เรือง: สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ      ในตน
   กินกัดเนื้อเหล็กจน                    กร่อนขร้ำ
   บาปเกิดแต่ตนคน                      เป็นบาป
       บาปย่อมทำโทษซ้ำ                   ใส่ผู้บาปเอง

จาก โคลงโลกนิติ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร

ไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าการคาดหมายแต่อย่างใดที่ คสช.และรัฐบาลจะเกิดอาการถอยร่นทางการเมืองทั้งๆที่สามารถควบคุมอำนาจการปกครองไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จด้วยเหตุแห่งการรัฐประหารตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นมา แต่การณ์กลับไม่เป็นไปตามที่ คสช.และหลายฝ่ายที่สนับสนุนการยึดอำนาจตั้งความหวังไว้ว่าบ้านเมืองจะเข้าสู่โหมดของการปฏิรูปอย่างจริงจังเสียทีหลังจากที่ตกอยู่ใต้อำนาจของนักการเมืองที่เชื่อกันว่าเข้าสู่ตำแหน่งด้วยอำนาจของทุนที่เหนือกว่าฝ่ายอื่น

การเริ่มถอยร่นทางการเมืองเริ่มจากการพ่ายแพ้เกมการเมืองต่อกลุ่มนักศึกษาดาวดินที่ไม่ยอมประกันตัวเมื่อถูกจับกุมดำเนินคดีต่อศาลทหารจนเกิดกระแสกดดันทั้งจากในและนอกประเทศจนต้องยอมให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกันต่อศาลทหาร

การพ่ายแพ้ทางการเมืองถัดมาซึ่งเป็นการพ่ายแพ้ทางกฎหมายต่อการดำเนินคดีต่อนายสมบัติ บุญงามอนงค์หรือ บก.ลายจุดที่ศาลยุติธรรมมีคำวินิจฉัยว่าคำสั่งคสช.ไม่สามารถเอาผิดย้อนหลังได้ เอาผิดได้แต่เพียงการขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งศาลลงโทษเพียงแต่ปรับเป็นเงินจำนวนหนึ่งเท่านั้น และจาก       คำวินิจฉัยนี้ได้กลายเป็นบรรทัดฐานในการต่อสู้คดีอีกหลายๆคดีในทำนองเดียวกันนี้ ซึ่งก็ทำให้ คสช.เสียหน้าไปพอสมควร

การถอยร่นทางการเมืองก้าวเล็กๆอีกก้าวหนึ่งก็คือการดำเนินคดีต่อคณาจารย์ที่ประกาศว่า “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร”แต่ก็ต้องปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกันเช่นกัน มิหนำซ้ำยังออกหมายเรียกบุคคลผิดคนอีกต่างหาก

การถอยร่นครั้งใหญ่ที่สุดเกิดจากรณีราชภักดิ์ที่ คสช.พยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะไม่มีการทุจริต ซึ่งอย่างไรเสียก็คงมีบางคนจะต้องถูกเซ่นสังเวยเป็นแพะอย่างแน่นอน ล่าสุดก็คือถึงขนาดปิดอุทยานราชภักดิ์ในวันที่ 7 ธ.ค.เพื่อหนี “จ่านิว”ที่ย้อนเกล็ดด้วยการขึ้นรถไฟพร้อมกับห้อยนกหวีดเดินทางไปอุทยานฯเพื่อดำเนินการเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่ได้เกรงกลัวต่อการข่มขู่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ทำเกือบทุกอย่างแม้กระทั่งการเรียก “แม่จ่านิว”เข้าไปปรามในที่ทำการของทหารเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ จนต้องมีการหิ้วตัวจ่านิวและพวกที่สถานีรถไฟบ้านโป่งกันในที่สุดก็ต้องปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องเซ็นข้อตกลงหรือตั้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

ในขณะที่มีการถอยร่นก็เสมือนหนึ่งมีผีซ้ำด้ำพลอยเข้าแทรกที่อยู่ๆก็มีเอกสารลับของสันติบาลหลุดออกมาจนเป็นข่าวใหญ่โตเพราะเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอย่างมากซึ่งเอกสารที่ว่านั้นก็คือเอกสารที่ระบุถึงการที่หน่วยข่าวของรัสเซียได้แจ้งเตือน สมช.ของไทยว่าได้มีชาวซีเรียจำนวน 10 คน คือกลุ่มไอเอสได้เข้ามาในเมืองไทยเพื่อที่จะก่อการร้าย ในตอนแรกๆก็มีการพยายามปฏิเสธว่าไม่มีแต่ ผบ.ตร.ยืนยันว่าเป็นเอกสารจริง แต่การก่อการร้ายนั้นยังต้องตรวจสอบหาบุคคลเหล่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ ต่อมาก็มีการปล่อยข่าวออกมาเป็นระยะๆว่ามีชาวซีเรียที่เป็นนักท่องเที่ยวเข้ามา 200 คน วีซ่าขาดไป 10 คน บ้าง ต่อมาก็บอกว่าจับได้แล้ว 2 คนบ้าง ฯลฯ

ประเด็นสำคัญก็คือการแจ้งเตือนของทางการรัสเซียนั้นเกิดขึ้นก่อนจะเกิดเหตุโจมตีฝรั่งเศสของกลุ่ม   ไอเอส คำถามก็คือแล้วทำไมเอกสารลับดังกล่าวถึงมาโผล่เอาตอนนี้ที่เรียกได้ว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวเสียด้วย ถือได้ว่าเป็นช่วงที่จะกอบโกยเงินทองจากนักท่องเที่ยวกันอย่างเป็นกอบเป็นกำ พอเรื่องนี้โผล่มาจึงทำให้บรรยากาศเสียไปเป็นอันมาก ทำให้ คสช.และรัฐบาลต้องตามแก้เกมกันอุตลุต ซึ่งยังไม่รวมถึงกรณีที่เอฟเอเอของสหรัฐลดเกรดการบินของเราและสัปดาห์ถัดไปทางสหภาพยุโรปก็จะประกาศตามมาซึ่งผลก็เป็นที่คาดได้ว่าจะออกมาเช่นไร เพราะมาตรฐานใกล้เคียงกัน

ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มีสาเหตุเริ่มจากคนภายในเองทั้งสิ้น ซึ่งอาจเป็นด้วยความตั้งใจในลักษณะเกลือเป็นหนอน หรืออาจจะเป็นไปโดยไม่ตั้งใจแต่กระทำไปในลักษณะของการ “จัดการงานนอกสั่ง” เพื่อแย่งชิงกันเอาผลงานหรือเพื่อขัดแข้งขัดขากันเองเพื่อให้เข้าตาผู้บังคับบัญชาที่อยู่ในลำดับสูงกว่าจนคำกล่าวที่ว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”นั้นใช้ไม่ได้แล้วในยุคสมัยนี้

ลำพังการต่อต้านจากคนภายนอกนั้นแทบจะไม่มีพลังอันใดเลย พรรคเพื่อไทยก็ดูเซื่องๆรอความหวังลมๆแล้งๆว่าตนเองจะกลับมาชนะอีกเมื่อมีโอกาสเลือกตั้งใหม่ ส่วน นปช.หรือแกนนำนั้นเล่าก็อยู่ในอาการพับเพียบเรียบร้อยจัดรายการโทรทัศน์ไปบ่นไปเล็กๆน้อยๆมีหวือหวาบ้างนิดหน่อยก็ตอนจะไปราชภักดิ์เพื่อให้ถูกจับแต่เมื่อทหารนึกได้ว่าเข้าทางของแกนนำนปช.ก็รีบปล่อยตัวไป ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็มาออกอาการเมื่อได้กระแสข่าวว่าจะมีพรรคใหม่ที่ถูกฟอร์มทีมไว้หลังจาก คสช.ลงจากอำนาจแทนที่จะใช้บริการของพรรคตนเองเหมือนที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุว่าจะปลดคุณสุขุมพันธ์มาแก้เกี้ยวเพื่อขอเปิดประชุมพรรคเพื่อเตรียมรับมือ

ทั้งหมดทั้งปวงนั้นสามารถสรุปได้สั้นๆว่า “สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน” นั่นเอง ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก่อนที่จะไปจัดการเรื่องใหญ่ซึ่งก็คือการปฏิรูปประเทศนั้น ก็ต้องเคาะเอาสนิมนั้นออกเสียก่อน ก่อนที่ คสช.จะถูกสนิมนั้นกัดกินเนื้อเหล็กจนพังทลายไปด้วยกันน่ะครับ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์