ศาลยกฟ้องคดี ปตท. ฟ้องผู้แชร์เฟซบุ๊กน้ำมันไทยแพงกว่าสิงคโปร์-เพราะไม่มีมูลเพียงพอ

กรณี ปตท. ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต่อผู้แชร์เฟซบุ๊คช่วง มี.ค. 58 ว่าไทยใช้น้ำมันแพงกว่าสิงคโปร์ สิงคโปร์ลิตรละ 25 บาท ไทย 2 ลิตร 100 ฯลฯ ศาลชี้ว่าตอนที่แชร์เฟซบุ๊ค น้ำมันไทยลิตรละ 36.86 บาท สิงคโปร์ลิตรละ 49 บาท ข้อมูลที่แชร์จึงไม่ตรงกับความจริง แต่จำเลยไม่ได้ทำข้อมูลเอง เป็นการแชร์มาจากผู้อื่น ซึ่งในช่วงปี 56-57 ราคาน้ำมันในไทยเคยแตะลิตรละ 49 บาท ใกล้เคียงกับราคาที่แชร์ในเฟซบุ๊ค คดีจึงยังไม่มีมูลเพียงพอ ศาลจึงให้ยกฟ้อง

16 ธ.ค. 2558 ผู้จัดการออนไลน์เปิดเผยคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่ 11 พ.ย. 58 เป็นคำพิพากษาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.1173/2558 หมายเลขแดงที่ อ.3733/2558 บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง กมล ตันธนะศิริวงศ์ จำเลย ในฐานความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

โดยคดีนี้ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มอบอำนาจให้ สุพจน์ เหล่าสุอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมายบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินคดี และสุพจน์ได้มอบอำนาจให้ สัจจะ คงรักษาสุวรรณ เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินคดีปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ในคำพิพากษาศาล ปตท.ฟ้องว่า นายกมล ตันธนะศิริวงศ์ ได้ใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊ก Kamol Tantanasiriwong โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 ว่า “สิงคโปร์ไม่มีน้ำมัน รายได้ต่อหัววันละ 5,000 บาท ใช้น้ำมันลิตรละ 25 บาท ไทยส่งออกน้ำมันไปสิงคโปร์ รายได้วันละ 300 บาท ใช้น้ำมัน 2 ลิตร 100 ความจริงอันเจ็บปวดของคนไทย ความจัญไรของนักการเมือง + ปตท.”

ทำให้ประชาชนที่เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวเข้าใจว่า ประเทศไทยมีราคาน้ำมันสูงกว่าประเทศอื่นเพราะการบริหารกิจการของโจทก์ โจทก์ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอม หรือข้อมูลเท็จทั้งสิ้น โจทก์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมัน วันที่ 7 มีนาคม 2558 นั้น ประเทศไทยมีราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลิตรละ 36.56 บาท ราคาน้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 2 ลิตร จึงมีราคาเป็น 73.12 บาท ไม่ใช่ 100 บาท

ส่วนประเทศสิงคโปร์มีราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลิตรละ 49.03 บาท ไม่ใช่ 25 บาท นอกจากนี้ข้อมูลรายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัวต่อปีของประเทศสิงคโปร์เท่ากับ 54,040 เหรียญสหรัฐอเมริกา หรือ 4,816.07 บาท และรายได้ประชากรประเทศไทยต่อหัวต่อปีเท่ากับ 5,340 เหรียญสหรัฐอเมริกา หรือ 475.91 บาท ไม่ใช่ 5,000 และ 300 บาท ตวามลำดับ ดังนั้นข้อมูลที่จำเลยนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์จึงเป็นข้อมูลปลอมและข้อมูลเท็จทั้งสิ้น

การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากประสงค์ดำเนินคดีด้วยตนเอง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขดำที่ อ.794/2557 ของศาลนี้

ในคำพิพากษาทางไต่สวนโจทก์นำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มี กรรมการ อำนาจกรรมการ และวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์โดยนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร มอบอำนาจให้นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดี ซึ่งมอบอำนาจให้นายสัจจะ คงรักษาสุวรรณ เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินคดีแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลและผู้ใช้บริการเว็บไซต์เฟซบุ๊ก บัญชีชื่อ "Kamol Tatanasiriwong" ตามรายละเอียดบัญชีผู้ใช้บริการเฟซบุ๊ก แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์และประวัติส่วนตัวจำเลยเอกสารหมายเลข จ.4 ถึง จ.8

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 จำเลยนำภาพและข้อความของบุคคลอื่นเผยแพร่หรือแชร์เข้าระบบคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กในชื่อบัญชีจำเลย ซึ่งระบุว่า "สิงคโปร์ไม่มีน้ำมัน รายได้ต่อหัววันละ 5,000 บาท ใช้นำมันลิตรละ 25 บาท ไทยส่งออกน้ำมันไปสิงคโปร์รายได้ 300 บาท ใช้น้ำมัน 2 ลิตร 100 ความจริงที่แสนเจ็บปวดของคนไทย ความจัญไรของนักการเมือง+ ปตท." ข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นเท็จ เนื่องจากราคาขายปลีกน้ำมันประเทศไทย ณ วันที่ 4 มีนาคม 2558 ซึ่งเป็นราคาล่าสุดก่อนวันที่จำเลยนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จข้างต้นปรากฏว่าน้ำมันเบนซิน 95 มีลิตรละ 36.86 บาท ตามราคาขายปลีกน้ำมัน เอกสารหมาย จ.10 ไม่ใช่ราคาลิตรละ 50 บาท หรือ 2 ลิตร 100 บาท ส่วนน้ำมันประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 6 และ 7 มีนาคม 2558 มีราคาลิตรละ 2.06 เหรียญสิงคโปร์หรือประมาณ 49 บาท ตามราคาน้ำมันประเทศสิงคโปร์พร้อมอัตราแลกเปลี่ยนเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ. 14 ทั้งข้อมูล รายได้มวลรวมประชาชาติของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ที่ปรากฎในเอกสารหมาย จ.9 เป็นข้อมูลเท็จเช่นกัน เนื่องจากรายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัวต่อวันของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 475.91 บาท ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 4,816.07 บาท ตามข้อมูลรายได้มวลรวมประชาชาติต่อหัวต่อปี เปรียบเทียบไทย-สิงคโปร์เอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 ไม่ใช่ 300 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับ ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสาร จ.9 จึงเป็นเท็จไม่ตรงกับความจริง การกระทำของจำเลยที่เผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเท็จเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากผู้ที่พบเห็นเอกสารหมาย จ.9 อาจเข้าใจว่าโจทก์และนักการเมืองร่วมกันกำหนดราคาน้ำมันของประเทศซึ่งไม่เป็นความจริง ราคาน้ำมันประเทศไทยกำหนดโดยกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติ ไม่เกี่ยวกับโจทก์

พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ในขั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า ฟ้องโจทก์มีข้อมูลให้ประทับไว้พิจารณาหรือไม่ ทางไต่สวนโจทก์มีนายสัจจะ คงรักษาสุวรรณ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นมายังหน้าเว็บไซต์เฟซบุ๊กของจำเลย มีข้อความว่า "สิงคโปร์ไม่มีน้ำมัน รายได้ต่อหัววันละ 5,000 บาท ใช้น้ำมันลิตรละ 25 บาท ไทยส่งออกน้ำมันสิงคโปร์ รายได้ 300 บาท ใช้น้ำมัน 2 ลิตร 100 ความจริงที่แสนเจ็บปวดของคนไทย ความจัญไรของนักการเมือง+ ปตท."ตามข้อมูลคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ.9 ข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จเนื่องจากราคาขายปลีกน้ำมันประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2558 น้ำมันเบนซิน 95 มีราคาอยู่ ที่ลิตรละ 36.86 บาท ไม่ใช่ราคาลิตรละ 50 บาท หรือ 2 ลิตร 100 บาท

ส่วนราคาน้ำมันประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 6 และ 7 มีนาคม 2558 น้ำมันเบนซิน 95 มีราคาอยู่ที่ลิตรละ 2.06 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 49 บาท ตามประกาศราคาขายปลีกน้ำมันของประเทศไทย ราคาเชื้อเพลิงประเทศสิงค์โปร์ และอัตราแลกเปลี่ยนเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.13 รวมทั้งข้อมูลรายได้ประชากรประเทศไทยและสิงคโปร์ที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.9 เป็นข้อมูลเท็จเช่นกันเนื่องจากรายได้ประชากรต่อหัวต่อวันของประเทศไทยอยู่ที่ 475.91 บาท ในขณะที่รายได้ประชากรต่อหัวต่อวันของสิงคโปร์อยู่ที่ 4,816.07 บาท

ตามข้อมูลดังกล่าวเข้าใจได้ว่าประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีรายได้ของประชากรสูงกว่าประเทศไทย ใช้น้ำมันราคาต่ำกว่าประเทศไทย ประเทศไทยซึ่งมีรายได้ของประชากรต่ำกว่าแต่กลับต้องมาใช้น้ำมันราคาสูงกว่า เนื่องจากโจทก์และนักการเมืองร่วมกันกำหนดราคาน้ำมัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดดังที่ระบุไว้ต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ดังนั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 14 (1) ดังกล่าว จึงต้องเป็นการกระทำโดยมีเจตนานำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ โดยรู้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอมหรือข้อมูลเท็จ

ในคำพิพากษาระบุว่า “เมื่อพิจารณาข้อมูลคอมพิวเตอร์เอกสาร จ.9 โดยละเอียดแล้ว ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำข้อมูลคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ.9 ด้วยตนเอง จำเลยเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลเอกสารหมาย จ.9 จากบุคคลอื่น ได้ความจากผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความตอบศาลถามว่า โจทก์ไม่ได้ตรวจสอบเฟซบุ๊กของนายอนุตร โรจนานนท์ ซึ่งจำเลยนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ.9 มาเผยแพร่ต่อ และไม่ได้ดำเนินคดีกับนายอนุตรแต่อย่างใด รวมทั้งเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ.9 จะมีอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์มานานเพียงใดและมีที่มาอ้างอิงจากแหล่งใด เมื่อพิจารณาราคาขายปลีกน้ำมันของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ปรากฏว่าในช่วงปี 2556 และ 2557 โจทก์ประกาศราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 หรือแก๊สโซลีน 95 สูงสุด อยู่ที่ลิตรละ 49.15 บาท ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงกับราคาน้ำมันที่ปรากฏในข้อมูลคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ.9 รวมทั้งเมื่อพิจารณาข้อมูลรายได้มวลรวมประชาติต่อหัวต่อปี เปรียบเทียบไทย-สิงคโปร์ เอกสารหมาย จ.15 พบว่าข้อมูลรายได้มวลรวมประชาขาติดังกล่าวเป็นข้อมูลปี 2556 ไม่ใช่ขณะจำเลยเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเป็นเพียงข้อมูลเฉลี่ยซึ่งคำนวณโดยหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารโลกกำหนด โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าข้อมูลข้อมูลรายได้มวลรวมประชาติต่อหัวต่อปี เปรียบเทียบไทย-สิงคโปร์เอกสารหมายเลข จ.15 ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่มีความถูกต้องสมบูรณ์เพียงแหล่งเดียว อันจะทำให้ข้อมูลที่แตกต่างไปจากเอกสารหมายเลข จ.15 ต้องเป็นข้อมูลเท็จไปทั้งสิ้น เช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนยังไม่พอฟังว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์เอกสารหมาย จ.9 เป็นข้อมูลปลอมหรือข้อมูลเท็จ กรณีนี้จึงยังไม่พอให้ฟังว่าจำเลยมีเจตนานำเข้าสู้ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าเกิดความเสียหายแก่โจทก์ คดีโจทก์ยังไม่มีมูลเพียงพอให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

พิพากษายกฟ้อง.”

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์