เครือข่ายคนรุ่นใหม่ฯ จี้เหมืองทองถอนฟ้องเด็ก ม.4 ด้าน กสม. แถลงหนุน

เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ชวนลงชื่อผ่าน Change.org เรียกร้องบริบัททุ่งคำ (เหมืองแร่เมืองเลย) ถอนฟ้องเยาวชนนักข่าวพลเมือง หลังรายงานผลกระทบในพื้นที่ ด้าน กสม. ออกแถลงการหนุนการแสดงความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจของเด็ก

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2558 เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ได้จัดทำแคมเปญรณรงค์ในเว็บไซต์ Change.org โดยเรียกร้องให้บริษัททุ่งคำ จำกัด (เหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย) และผู้ถือหุ้นถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ต่อ น.ส.เอ (ขอสงวนชื่อ-สกุล เนื่องจากเป็นเยาวชน) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งรายงานผลกระทบในพื้นที่ผ่านรายการนักข่าวพลเมือง ของสถานีโทรทัศน์TPBS ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2558

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งบริษัททุ่งคำ จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องร้องเยาวชนครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ น.ส.เอ ได้เข้าร่วมค่ายเยาวชนฮักบ้านเจ้าของ ตอนนักสืบลำน้ำฮวย แท้ๆ แน๊ว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-30 ส.ค. 2558 ที่วัดโนนสว่าง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เมื่อค่ายจบลงต่อมาในวันที่ 6 ก.ย. 2558 ได้มีการเรียกตัว น.ส.เอ (ขอสงวนชื่อ-สกุล เนื่องจากเป็นเยาวชน) ไปพบกับบ้านผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้าพัฒนา ตัวแทนของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด 3 คน และรองนายก อบต.เขาหลวง เนื่องจากเธอได้รายงานข่าวผลกระทบในพื้นที่ ผ่านรายการนักข่าวพลเมือง

ในการเรียกตัวเข้าไปพูดคุยครั้งนั้น เธอถูกสอถามว่าถูกบังคับให้รายงานข่าวหรือไม่ และตัวของบริษัทได้แนะนำให้เธอไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน เพื่อที่จะไม่ต้องถึงฟ้องร้องดำเนินคดี เนื่องจากสิ่งรายงานข่าวออกไปนั้น

"เหมืองไม่ได้มีนโยบายทำร้ายเด็ก ไม่ต้องการเอาเด็กเข้าคุก เพราะเด็กนั้นไม่เกี่ยวอยู่แล้ว เพียงต้องการกันไว้เป็นพยาน หากหนูไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ หนูจะไม่เกี่ยว แต่คนพวกนี้ที่มาทำค่ายฯ จะถูกฟ้องทั้งหมด" ตัวแทนบริษัทกล่าว

กระนั้น น.ส.เอ เลือกที่จะไม่เข้าแจ้งความตามคำแนะนำของตัวแทนบริษัท โดยเธอเห็นว่า เธอไม่ได้ทำอะไรผิด

ต่อมาในวันที่ 13 ธ.ค. 2558 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า มีหนังสือจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย ส่งถึง น.ส.เอ และบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง เรื่องขอเชิญ น.ส.เอ และบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง มาให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติ โดยได้ส่งหนังสือแนบมาด้วยคือ หนังสือของอนุญาตฟ้องเด็กและเยาวขนคดีอาญา ลงวันที่ 27 พ.ย. 2558

ทั้งนี้ หนังสือฉบับดังกล่าว ระบุว่า ด้วยทนายความและที่ปรึกษากฎหมายผู้ได้รับมอบอำนาจ ได้มีหนังสือขออนุญาตฟ้องเด็กหรือเยาวชน คดีอาญา ในข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร และโทรทัศน์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีวิจารณาคดีเยาวชนและครอบ ครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 99 วางหลักว่า ห้ามมิให้ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาซึ่งมีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด ต่อศาลเยาวชนและครอบครัว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการสถานพินิจที่เด็กหรือเยาวชนอยู่ในเขต อำนาจ นั้น

สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเลยจึงขอเชิญน.ส.เอ และบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง มาให้ถ้อยคำเกี่ยวกับรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ในคดี ในวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2558 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ฝ่ายคดี สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย เพื่อจักดำเนินการสืบสวน และสอบสวนข้อกล่าวหานั้นว่ามีมูลสมควรอนุญาตให้ผู้เสียหายฟ้องหรือไม่

ต่อกรณีดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2558 เรื่อง กรณีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจของเด็ก โดยใจความของแถลงการณ์ได้แสดงถึงความกังวลต่อการดำเนินคดีอาญาแก่เด็ก ที่มีสาเหตุมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยหากปรากฏว่าเป็นการ แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีจิตสำนึกที่รักชุมชนสังคม ดูแลและปกป้องชุมชนของตนเองในฐานะพลเมือง

ทั้งนี้เนื้อความในแถลงการณ์ได้มีการขอให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทบทวนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็ก โดยให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 
เรื่อง กรณีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจของเด็ก

ตามที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อมวลชน กรณีเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ นำเสนอการออกค่ายของกลุ่มเยาวชนฮักบ้านเกิดเจ้าของ ตอน นักสืบลำน้ำฮวยแท้ๆ แน๊ว ซึ่งรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในฐานะนักข่าวพลเมือง ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จนเป็นเหตุให้บริษัททุ่งคำ จำกัด ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งได้รับประทานบัตรทำเหมืองทองคำ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย อันอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ดำเนินคดีอาญาแก่เด็กในความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองเพื่อให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษย ชน รู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญาแก่เด็ก ที่มีสาเหตุมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยหากปรากฏว่าเป็นการ แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีจิตสำนึกที่รักชุมชนสังคม ดูแลและปกป้องชุมชนของตนเองในฐานะพลเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เด็กมีความห่วงใยในผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในชุมชนของตน ถือเป็นสิ่งดีและควรสนับสนุน อย่างไรก็ดี การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอาจไม่รอบด้าน เพียงพอ และครอบคลุมทุกมิติในการนำเสนอข่าว ประกอบกับข้อจำกัดทางวัยวุฒิและคุณวุฒิของเด็ก ดังนั้น เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชน กสม. มีความเห็นดังต่อไปนี้ 

1. ขอให้องค์กรหรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่สร้างความเข้าใจต่อสังคม กรณีใช้สิทธิในการมีส่วนร่วม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและเป็นอิสระของเด็กต้องได้รับ ความคุ้มครอง ทั้งตามหลักรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2556 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child-CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแล้ว อันมีสาระสำคัญและให้หลักประกันว่า“รัฐภาคีจะต้องให้หลักประกันแก่เด็กซึ่ง สามารถมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยเสรีในทุกๆ เรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก ทั้งนี้ ความคิดเห็นดังกล่าวของเด็กจะได้รับการพิจารณาตามสมควรแก่อายุและวุฒิภาวะ ของเด็กนั้น”... “เด็กมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก สิทธินี้จะรวมเสรีภาพที่จะแสวงหา ได้รับ หรือถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร และความคิดทุกลักษณะโดยไม่ถูกจำกัดโดยเขตแดน...” แม้จะมีข้อจำกัดการใช้สิทธิบางประการในการใช้สิทธิ

2. ขอให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำหลักการสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจตามกรอบงาน ขององค์การสหประชาชาติในการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยา เพื่อกำหนดให้องค์กรธุรกิจมีนโยบายและกระบวนการที่เหมาะสมกับขนาดและสภาพแวด ล้อมขององค์กรธุรกิจ และนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินการใดๆ ทั้งนี้ เป็นไปตามความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน 

3. ขอให้บริษัททุ่งคำ จำกัด ทบทวนการดำเนินคดีอาญาแก่เด็ก โดยให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ทั้งนี้ กสม. เห็นว่า การดำเนินคดีอาญาแก่เด็ก จะไม่เกิดประโยชน์ใดแก่สังคม และทุกภาคส่วน แต่กลับจะส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและเป็นไปด้วยความ บริสุทธิ์ใจของเด็ก ทั้งยังอาจส่งผลต่อการศึกษาและพัฒนาการของเด็กโดยเฉพาะทางจิตใจ ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรหาทางออกร่วมกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ 

อนึ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ใคร่ขอเรียนว่า หากผู้ใดพบเห็นหรือถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ขอให้ร้องเรียนไปยังสายด่วน 1377 เพื่อจะได้ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำไปสู่การสร้างสังคมสันติสุข ที่มีความเสมอภาค เท่าเทียมและเคารพสิทธิมนุษยชนต่อไป

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
23 ธันวาคม 2558

 

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์