สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 24-31 ธ.ค. 2558

ฝึกกลุ่ม น.ศ.อาชีวะ ทำเค้กหารายได้เสริมขายช่วงเทศกาลฯ รายได้หลายแสน
 
25 ธันวาคม ที่อาคารคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ คณะครูและนักเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ ได้เร่งผลิตขนมเค้กแยมผลไม้ เค้กช็อกโกแลต ตั้งแต่ขนาด 1-5 ปอนด์ จำนวน 7,000 ปอนด์ พร้อมด้วยขนมคุกกี้เนยสดและขนมคุกกี้ผสมอัลมอนด์ ออกจำหน่ายให้กับลูกค้าขาประจำทั้งปลีก-ส่ง และจำหน่ายที่หน้าวิทยาลัย เพื่อคนทั่วไปได้ซื้อหาเป็นของขวัญให้กับคนที่รักและแขกผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือหรือรับประทานเอง เนื่องในโอกาสวันคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25-30 ธันวาคมนี้ 
 
โดยผลิตจำหน่ายขายในราคาปอนด์ละ 170 บาท หน้าช็อกโกแลต 190 บาท ถูกกว่าท้องตลาด ได้ทำขายมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว เน้นรสชาติขนมเค้กและขนมคุกกี้ที่มีความหวานมันลงตัวกันพอดี วัตถุดิบที่นำมาผลิตเน้นคุณภาพใหม่สด เป็นการสร้างรายได้ให้กับนักเรียนในระหว่างปีการศึกษาและสร้างประสบการณ์ชีวิตจริงที่ต่อยอดจากการศึกษาภายในห้องเรียนก่อนจบการศึกษาเพื่อเรียนต่อหรือจบออกไปแล้วหางานทำหรือสร้างงานเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเอง
 
นายไพฑูรย์ตัณทานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ทางวิทยาลัยได้จัดกิจกรรมจากการเรียนมาเป็นประสบการณ์จริงสร้างรายได้ให้กับนักเรียน โดยนำเอานักเรียนชั้น ปวช.1-3, ปวส.1-2 จำนวน 1,200 คน จากนักเรียนทั้งหมด 2,431 คน ในแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ แผนกวิชาการบัญชี แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ แผนกวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก แผนกวิชาศิลปกรรมแผนกวิชาการตลาดและการจัดการทั่วไป รวม 6 แผนกวิชาร่วมบูรณาการออกแบบและผลิตขนมเค้กหลากหลายขนาดพร้อมด้วยขนมคุกกี้ วางขายที่หน้าวิทยาลัยและส่งให้กับลูกค้าตามหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และร้านค้าทั่วไปตามออเดอร์สั่งเข้ามา ปีนี้ตั้งเป้าแค่ 7,000 ปอนด์ หักค่าใช้จ่ายเป็นค่าแรงนักเรียนและวัสดุอุปกรณ์แล้วจะเหลือเป็นกำไรประมาณ 700,000 บาท ผลกำไรจะนำไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ทำเค้กเพิ่มเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้กับนักเรียนต่อไป 
 
นายไพฑูรย์กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการเรียนรู้ประสบการณ์จริงของนักเรียนในแต่ละแผนกวิชา นอกเหนือจากวิชาเรียนทำให้นักเรียนได้รับรู้ว่า การประกอบอาชีพทุกอาชีพไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก หากนักเรียนมีเทคนิคและวิธีการในการประกอบอาชีพ สิ่งที่สำคัญทำให้นักเรียนได้รับรู้ว่าที่เรียนมานั้นกับประสบการณ์จริงมันมีความแตกต่างกันอย่างไร ตัวนักเรียนมีความชอบมากแค่ไหนต่อวิชาที่เรียน บางคนตั้งใจเรียนจบแค่ ปวช.ก็ออกไปเปิดร้านขายเองจนประสบความสำเร็จสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง บางคนจบแล้วก็ต่อยอดเรียนศึกษาต่อเพื่อหาประสบการณ์ไปจนเป็นข้าราชการครูกลับมาสอนลูกศิษย์ต่อ วิชาความรู้หากตั้งใจสนใจจริงก็ประสบความสำเร็จ
 
 
แนะผู้ประกันตนทำพินัยกรรมรับเงินบำเหน็จชราภาพ
 
น.ส.นินนาท อมิตาภา อายุ 37 ปี เป็นชาวนครศรีธรรมราช และเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งใช้สิทธิประกันสังคมรักษาโรคไตวายเรื้อรังมานานหลายปี โดยเธอเพิ่งเสียชีวิตลงไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2558 ที่ผ่านมา
 
น.ส.นุชนาฏ อมิตาภา อายุ 47 ปี พี่สาวของนินนาท ได้มายื่นเรื่องกับสำนักงานประกันสังคมเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อขอรับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต
 
“เดินทางมาที่ประกันสังคมพื้นที่ 5 เพื่อทำเรื่องยื่นขอรับเงินสงเคราะห์กรณีตายให้กับน้องสาว โดยก่อนหน้านี้น้องสาวทำงานเป็นพนักงานของบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่ง ส่งเงินสมทบมาเกิน 120 เดือนแล้ว ต่อมาก็ออกจากงานประจำมาทำงานอิสระแต่ยังส่งตัวเองเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 และด้วยเหตุที่พ่อแม่ของเราเสียชีวิตไปแล้วทั้งหมด ประกอบกับน้องสาวไม่ได้มีครอบครัวไม่มีทายาท จึงได้ทำหนังสือมอบให้พี่สาวคนเดียวเป็นผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตาย ตามแบบฟอร์มที่สำนักงานประกันสังคมให้ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2553 ซึ่งประกันสังคมได้มอบให้จำนวน 40,000 บาท”
 
“ส่วนเงินบำเหน็จชราภาพของน้องสาวไม่สามารถรับได้ เนื่องจากน้องสาวเสียชีวิตไปก่อนที่กฎหมายประกันสังคมฉบับใหม่จะออกมา เจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบว่าตามกฎหมายเดิม แม้ดิฉันจะเป็นพี่สาวก็ไม่ถือเป็นทายาททำให้ไม่สามารถรับเงินบำเหน็จชราภาพแทนได้ ซึ่งเงินบำเหน็จชราภาพของน้องสาวจึงตกเป็นของกองทุนประกันสังคม ขณะที่กฎหมายใหม่ได้แก้ไขให้ผู้ประกันตนสามารถทำหนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพไว้ล่วงหน้าได้โดยให้มีสิทธิได้รับร่วมกับทายาท”
 
“การแก้ไขกฎหมายในประเด็นนี้นับเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ประกันตนที่ไม่มีครอบครัว หรือไม่มีทายาทมารับบำเหน็จชราภาพที่สะสมไว้มาตลอดชีวิต อยากให้ผู้ประกันทุกคนได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมให้ครบถ้วน เมื่อถึงเวลาจะได้สามารถใช้สิทธิหรือเบิกเงินช่วยเหลือต่าง ๆ รวมทั้งเตรียมเอกสารต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน”
 
พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2558
 
มาตรา 77 ในกรณีผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ตามมาตรา 77 ทวิ ถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทน หรือผู้รับเงินบํานาญชราภาพ ถึงแก่ความตายภายในหกสิบเดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบํานาญชราภาพ ให้ทายาทของผู้นั้น ซึ่งมีชีวิตอยู่ในวันที่ผู้ประกันตนหรือผู้รับเงินบํานาญชราภาพถึงแก่ความตายมีสิทธิได้รับเงินบําเหน็จชราภาพ
 
ทายาทผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่ง ได้แก่
 
(1) บุตร ยกเว้นบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น ให้ได้รับสองส่วน ถ้าผู้ประกันตนที่ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไป ให้ได้รับสามส่วน
(2) สามีหรือภริยาให้ได้รับหนึ่งส่วน
(3) บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ให้ได้รับหนึ่งส่วน
(4) บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทําหนังสือระบุไว้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินบําเหน็จชราภาพให้ได้รับหนึ่งส่วน
 
ในกรณีที่ไม่มีทายาทในอนุมาตราใด หรือทายาทนั้นได้ตายไปเสียก่อน ให้แบ่งเงินตามมาตรา 77 (2) ในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในอนุมาตราที่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับ
 
ในกรณีที่ไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบําเหน็จชราภาพตามวรรคสอง ให้ทายาทของผู้ประกันตนหรือผู้รับเงินบํานาญชราภาพแล้วแต่กรณีดังต่อไปนี้ มีสิทธิได้รับเงินบําเหน็จชราภาพตามลําดับ หากบุคคลลําดับใดมีจํานวนมากกว่าหนึ่งคนให้บุคคลลําดับนั้นได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน
 
(1) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(2) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา
(3) ปู่ ย่า ตา ยาย
(4) ลุง ป้า น้า อา
 
 
ทีนิวส์' สั่งปลดพนง.ฝ่ายตัดต่อ ตากล้องรวมกว่า 40 คน
 
แหล่งข่าวจากสำนักข่าวทีนิวส์ เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2558 ที่ผ่านมา สำนักข่าวทีนิวส์ ได้มีคำสั่งปลดพนักงานในส่วนของช่างกล้อง ตัดต่อ ออกจำนวนกว่า 40 คน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทุนของบริษัทฯ โดยพนักงานที่ถูกปลดออกครั้งนี้ จะได้รับการจ่ายชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 
 
ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้บริหารสำนักข่าวทีนิวส์ ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงให้พนักงานทุกคนรับทราบ โดยระบุว่า ได้รับผลกระทบจากการเกิดขึ้นของทีวิดิจิทัล มีปัญหาขาดทุนกว่า 100 ล้านบาท ทำให้ต้องยอมตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต
 
"วันนี้ผมต้องขอโทษพวกเราทุกคนในชีวิตของลูกผู้ชายน้ำตาไม่เคยหลั่งไหลก็ต้องหลั่งไหลลงด้วยความเจ็บปวด ที่ไม่มีความสามารถพอที่จะนำพาพวกเราให้ก้าวเดินไปด้วยกันได้จนถึงที่สุด" 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนตุลาคม 2558  สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ก็มีการปลดผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ผู้ช่วยช่างภาพและพนักงานอื่นๆจำนวนกว่า 40 คน  เพื่อลดภาระของบริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนและต้องการปรับโครงสร้างการบริหารให้มีความกระทัดรัดและคล่องตัวมากขึ้น เช่นกัน 
 
 
จี้นายกฯ สั่งสอบบริษัทจีนขนแรงงานทำงานในโรงงาน
 
นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงข้อร้องเรียนจากประชาชนว่า บริษัทจากประเทศจีนได้นำเข้าแรงงาน วิศวกร เข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ถือเป็นการแย่งงานคนไทย ทั้งการนำเข้าดังกล่าวยังผิดกฎหมายแรงงาน รวมถึงเป็นการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอีกด้วย ซึ่งพบว่า โรงงานในจ.บุรีรัมย์ มีไม่ต่ำกว่า 600 คน จ.นครราชสีมา ไม่ต่ำกว่า 800 คน และที่จะมีตามมาอีกในโรงงานที่กำลังก่อสร้างในจ.กาญจนบุรีและสระแก้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงานจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)
 
จึงเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.สั่งดำเนินการตรวจสอบโดยด่วน อย่าให้บริษัทจีนตบตาหรือจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่ทั้งในระดับจังหวัดและในระดับที่ใหญ่กว่านั้นอีกต่อไป และต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดกับกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยตรง เพราะถือว่าไม่เป็นธรรมต่อแรงงานไทย
 
 
พนักงาน ม.เฮ! ศาลปกครองเชียงใหม่พิพากษาให้มหา′ลัยคืนเงินเดือนที่หักพร้อมตกเบิก
 
นายวีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษากรณีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกฟ้องกรณีหักเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย ที่ไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยศาลตัดสินให้จ่ายเงินที่หักคืนให้กับโจทย์ และได้ตกเบิกรับคืน 145,170 บาท โดยได้รับเฉพาะผู้ฟ้อง
 
นายวีรชัยกล่าวอีกว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มใหญ่ที่สุดในระบบอุดมศึกษา ปัจจุบันมีกว่า 1.4 แสนคน และเหลือข้าราชการประมาณ 2 หมื่นคนในระบบ ได้รับปัญหาจากการถูกหักเงินเดือน โดยได้รับการจ่ายเงินเดือนไม่ตรงฐานเงินเดือนที่ ครม.มีมติปรับเงินเดือนให้ในแต่ละปี ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 16 ปีแล้ว ตั้งแต่ ครม.มีมติให้จ้างพนักงานมหาวิทยาลัยทดแทนอัตราข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการออกนอกระบบ โดยในปี 2542 โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตราที่มากกว่าข้าราชการ เพื่อชดเชยสิทธิที่ต้องเสียไป คือเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า สำหรับสายอาจารย์ และเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า สำหรับสายสนับสนุน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)
 
"แต่ปัจจุบันหลายมหาวิทยาลัยได้หักเงินเดือน โดยจ่ายจริงเพียง 1.1-1.5 เท่า และไม่ยอมปรับฐานเงินเดือนให้ตามที่ ครม.มีมติปรับฐานเงินเดือนให้ข้าราชการ 3 ครั้งที่ผ่านมา จึงถือว่าคดีนี้เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ที่พี่น้องพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งหมดทั่วประเทศ จะช่วยกันระดมฟ้องผู้บริหาร โดยสำนวนการฟ้องสามารถติดต่อรับได้ที่เว็บเพจของศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES ที่ http://www.facebook.com/groups/Coordinating.Center.Public.Higher.Ed.Staff/" นายวีรชัยกล่าว
 
 
มนุษย์เงินเดือนเฮ ! คลังรื้อภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ ให้ผู้รายได้สุทธิไม่เกิน 2-2.4 แสนบาท/ปีไม่ต้องจ่ายภาษี
 
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังเสนอแนวทางการปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเข้าหารือใน ครม. ผลการหารือในรายละเอียดยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน โดยเบื้องต้นจะมีการปรับช่วงเงินได้สุทธิแต่ละขั้นใหม่ จากเดิมกำหนดช่วงเงินได้สุทธิไว้ 7 ขั้น ปรับลดเหลือ 6 ขั้น เพดานอัตราภาษีสูงสุดจากเดิมอยู่ที่ 35% ลดเหลือสูงสุด 30% ขณะเดียวกันส่วนของการยกเว้นภาษีให้กับผู้มีรายได้น้อย จากปัจจุบันผู้มีเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีคือไม่เกิน 1.5 แสนบาทแรก/ปี จะขยับเป็นรายได้ 2 แสนบาท หรือ 2.4 แสนบาท/ปี ได้รับยกเว้นภาษี 
 
ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีดังนี้ เงินได้สุทธิ 1-150,000 บาท/ปี ได้รับยกเว้นภาษี เงินได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท/ปี อัตราภาษี 5% เงินได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท/ปี อัตราภาษี 10% เงินได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท/ปี อัตราภาษี 15% เงินได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท/ปี อัตราภาษี 20% เงินได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท/ปี อัตราภาษี 25% เงินได้สุทธิ 2,000,001-4,000,000 บาท/ปี อัตราภาษี 30% และเงินได้สุทธิ 4,000,000 บาท/ปีขึ้นไป อัตราภาษีสูงสุด 35%
 
 
กระทรวงแรงงานจัด‘ของขวัญปีใหม่ 2559’ เติมความสุขให้คนทำงาน
 
พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยการดำเนินการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องของขวัญปีใหม่ 2559 มอบให้แก่ประชาชนในช่วงเทศบาลปีใหม่ ซึ่งกระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการด้านแรงงานที่ก่อประโยชน์และเป็นการคืนความสุขให้ประชาชน มอบเป็น “ของขวัญส่งความสุข จำนวน 6 ชิ้น” และถือเป็นการเติมความสุขให้คนทำงาน ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนด้วย ดังนี้
 
ชิ้นที่ 1 การเปิดให้บริการด้านแรงงานบนมือถือ Smart Labour Mobile Application ภายใต้ชื่อ Smart Labour บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ให้บริการข้อมูลค้นหาตำแหน่งงานว่าง ตรวจสอบเงินสะสมกรณีชราภาพ ตรวจสอบการฝึกอบรมฝีมือแรงงานและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และร้องเรียนร้องทุกข์ด้านแรงงาน ชิ้นที่ 2 ขยายสิทธิลูกจ้าง กรณีประสบอันตราย หรือ เจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ให้สามารถเข้ารับการรักษาได้ ณ สถานพยาบาลของรัฐ โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ทั้งนี้ ให้สถานพยาบาลของรัฐเป็นสถานพยาบาลในความตกลงของกองทุนเงินทดแทน โดยเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลตรงจากกองทุนเงินทดแทน ภายในวงเงินที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่เรียกเก็บเงินส่วนเกินจากลูกจ้าง/นายจ้าง อีกต่อไป 
ชิ้นที่ 3 ลดอัตราเงินสมทบของนายจ้างในกองทุนเงินทดแทน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับนายจ้างมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มการจัดประเภทกิจการ จาก ๑๓๑ ประเภทกิจการ เป็น ๑,๐๙๐ ประเภทกิจการ และปรับอัตราเงินสมทบหลักให้เหมาะสมกับความเสี่ยง เปลี่ยนหลักการคิดอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ ซึ่งจะส่งผลให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับนายจ้างมากยิ่งขึ้น ของขวัญชิ้นที่ 4 โครงการเยี่ยมผู้ป่วย ผู้ทุพพลภาพที่เป็นผู้ประกันตน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วย ผู้ทุพพลภาพ รวมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาพัฒนาสิทธิประโยชน์ต่อไป
 
ชิ้นที่ 5 เดินทางอุ่นใจปลอดภัยไปกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้บริการตรวจสภาพบำรุงรักษารถยนต์รถจักรยานยนต์ ฟรี ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 ธ.ค. 58 หรือสามารถตรวจเช็คสภาพรถเบื้องต้นด้วยตัวเอง จากคลิปที่อยู่หน้าเว็บไซต์และเฟซบุ๊กกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และลดค่าธรรมเนียมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกระดับ เหลือ 10 บาท ตั้งแต่ 1 ม.ค. 59 ถึง 30 มิ.ย. 59 ใช้บริการได้ที่ สถาบันพัฒนาแรงงานภาคและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ ทั้ง 2 กิจกรรม ชิ้นที่ 6 การจัดกิจกรรมส่งความสุขให้แรงงานเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่  ๔ แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งหมอชิต สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ สถานีขนส่งเอกมัย โดยจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประกันสังคม พร้อมมอบของที่ระลึกในการส่งแรงงานกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่  เป็นต้น
 
 
แรงงานชลบุรีเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาทางภาคอีสานและเหนือ
 
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่จำหน่ายตั๋วรถโดยสาร บริษัทขนส่ง อ่าวอุดม อ.ศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบว่า มีผู้ใช้แรงงาน และประชาชนเริ่มทยอยเดินทางเดินกลับภูมิลำเนาเพื่อไปหาครอบครัวกันบ้างแล้ว เนื่องจากมีวันหยุดยาวหลายวันช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้บรรยากาศบริเวณจุดจำหน่ายตั๋วเป็นไปอย่างคึกคัก เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง และเครือสหพัฒน์ จึงมีผู้มาใช้แรงงานจำนวนมาก
       
โดยมีแรงงานเข้ามานั่งรอรถโดยสารเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาทางภาคอีสาน และภาคเหนือกันอย่างเนืองแน่น คาดว่าจะมีพนักงานโรงงานเดินทางกลับเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ หลังมีโรงงานเริ่มทยอยหยุดให้แก่พนักงานกันแล้ว ทำให้พนักงาน และประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาไปหาญาติพี่น้องในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้แออัดในวันอื่นๆ
       
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการทยอยกลับบ้านของแรงงานจากนิคมอุตสาหกรรมชลบุรี จะค่อยๆ ทยอยกันเดินทางไปเรื่อยๆ ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ พร้อมนำเงินโบนัสที่หลายๆ บริษัทให้แก่พนักงานไปมอบให้ครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัดในครั้งนี้ด้วย
 
 
สมัครเป็น “ผู้ประกันตน” ม.40 ได้สิทธิประโยชน์-มีหลักประกันชีวิต
 
นายดำรงศักดิ์ บ่อสุวรรณอายุ 46 ปี พ่อค้าอิสระกับครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่นอยู่กินกับภรรยา และลูกน่ารักอีก 2 คนภรรยาของดำรงศักดิ์ เป็นพนักงานบริษัท จึงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่วนดำรงศักดิ์ เคยเป็นพนักงานบริษัท และ เป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 แต่ปัจจุบันได้ลาออก มาค้าขายอิสระและไม่ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา39แต่ด้วยรับทราบการประชาสัมพันธ์ ในเรื่องการรับสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 เมื่อปลายปี 2557 จึงเดินทางมาสมัครเป็นผู้ประกันตนอีกครั้งหนึ่ง
        
“ทราบจากข่าวโทรทัศน์ เรื่องการรับสมัครผู้ประกันตน มาตรา 40 ซึ่งมีหลายทางเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการออมเงิน อาชีพผมจะให้ออมเป็นเรื่องยาก ต้องมีวินัยจึงเลือก ที่จะมาสมัคร เป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 2 มีทั้งเรื่องเงินชดเชย จากการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย และบำเหน็จชราภาพ นอกจากนี้ยังพ่วงทางเลือกที่ 3 เรื่องเงินออมบำนาญชราภาพอีกด้วย ส่งเงินเดือนละ 350 บาทมาปีกว่าแล้ว มาจ่ายเงินสมทบก็ไม่ยุ่งยากอะไร”
       
“แม้วันนี้ ทางเลือกในเรื่อง บำนาญชราภาพ จะสิ้นสภาพไป ตามกฎหมาย แต่ผมก็ยังสมัครใจ เลือกที่จะเป็น ผู้ประกันตน ทาง เลือกที่ 2 ต่อไป เพราะเป็นการซื้อหลักประกันในชีวิต เป็นการฝากเงินเพื่ออนาคต แม้จะไม่มากมาย แต่ก็เป็นเงินของผม มีศักดิ์ศรี ไม่เป็นภาระกับสังคม”
 
 
ชง 3 กองทุน "ร่วมจ่าย" โยกสิทธิ ขรก.รายใหม่ ปรับเพดานจ่ายสมทบประกันสังคม บัตรทองควักค่าบริการพิเศษเอง
 
(29 ธ.ค.) คณะกรรมการจัดทำแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมี นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธาน และมี ศ.อัมมาร สยามวาลา เป็นที่ปรึกษา ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตั้งแต่สมัย นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อ มิ.ย. 2558 หลังจากมีการดำเนินงานมาตลอด 4 เดือน ขณะนี้ได้จัดทำข้อเสนอการคลังสุขภาพเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ต่อ นพ.ปิยสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่รับบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อไป
       
นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า การสร้างความยั่งยืนให้กับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีเป้าประสงค์ 4 ข้อเรียกว่า SAFE ประกอบด้วย 1.ความยั่งยืน (Sustainability) หมายถึงรัฐบาลจะต้องลงทุนไหว ตัวชี้วัดคือ รายจ่ายสุขภาพทั้งหมดต้องไม่เกิน 5% ขิองผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และรายจ่ายของรัฐบาลด้านสุขภาพต้องไม่เกิน 20% ของรายจ่ายรัฐบาลทั้งหมด 2.ความพอเพียง (Adequacy) คือคนไทยที่จำเป็นต้องเข้ารับบริการสุขภาพสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างมีคุณภาพ โดยไม่มีปัญหาทางการเงิน โดยยึดจากข้อมูลปัจจุบันคือ รายจ่ายสุขภาพทั้งหมดต้องไม่ต่ำกว่า 4.6% ของจีดีพี รายจ่ายของรัฐบาลด้านสุขภาพต้องไม่ต่ำกว่า 17% ของรายจ่ายรัฐบาล การจนลงจากการจ่ายค่ารักษาต้องไม่เกิน 0.47% เป็นต้น
       
นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า 3.ความเป็นธรรม (Fairness) คือทุกคนจะต้องได้รับความเท่าเทียม โดยต้องได้รับบริการขั้นพื้นฐานที่เท่ากัน ถ้าจะรับบริการที่เกินกว่านั้นจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง เหมือนกับรถไฟชั้น 3 ที่ทุกคนสามารถนั่งได้ฟรีไปทั่วประเทศ แต่หากจะขึ้นรถไฟชั้น 2 หรือชั้น 1 ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีความเท่าเทียม เพราะ 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ แน่นอนว่าผู้มีสิทธิของทุกกองทุนจ่ายภาษีเหมือนกัน มีแต่ผู้ประกันตนสิทธิประกันสังคมเท่านั้นที่มีการร่วมจ่ายก่อนรับบริการ ซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่เท่าเทียม ซึ่งคณะกรรมการฯ มีข้อเสนอ 2 แนวทาง คือ ไม่ต้องร่วมจ่ายเลยทุกกองทุน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายแทนผู้ประกันตน ซึ่งไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ใดจ่าย ค่าใช้จ่ายก็ยังเท่าเดิมอยู่ที่ 4.6% ของจีดีพี หรือให้มีการร่วมจ่ายทุกกองทุน โดยสิทธิข้าราชการและบัตรทองต้องร่วมจ่ายด้วย
       
นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า สำหรับสิทธิข้าราชการนั้น หากเป็นข้าราชการรายใหม่ก็ทำเหมือนกับพนักงานมหาวิทยาลัย โดยบังคับให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมหรือบัตรทอง โดยมีการปรับเงินเดือนให้ 1.3-1.5 เท่า ซึ่งทุกวันนี้ก็มีการดำเนินการอยู่ ส่วนข้าราชการเก่านั้นให้เป็นไปตามสมัครใจ ขณะที่ประกันสังคมเสนอให้ปรับเพดานเงินเดือนจ่ายสมทบอีก 7 เท่า ส่วนสิทธิบัตรทองนั้นให้จ่ายเงินสมทบตามระดับรายได้หรือเศรษฐานะ โดยยกเว้นครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งจากการสำรวจพบว่าผู้ที่มีรายได้สูงหรือคนรวยในสิทธิบัตรทองนั้นมีอยู่ 11.6% ซึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนมีเศรษฐานะที่ดี ก็คือให้ผู้ป่วยประกาศตนว่ามีฐานะที่ดี ผ่านการเรียกร้องขอรับบริการพิเศษต่างๆ เช่น คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ เตียงพิเศษ เป็นต้น ต้องจ่ายเพิ่ม แต่จะต้องมีกลไกป้องกันมิให้คนที่มีรายได้สูงดูดทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีจำกัดไปจากคนกลุ่มอื่นๆ ด้วย รวมถึงมีระบบการกระจายเงินที่เก็บได้ไปยังสถานพยาบาลอื่นๆ เพราะคนที่มีรายได้สูงมักจะอยู่ในนตัวเมืองก็จะทำให้โรงพยาบาลในตัวเมืองเก็บเงินได้มากกว่าในชนบท นอกจากนี้ ต้องไม่มีการร่วมจ่ายในบริการที่มีผลกระทบต่อบุคคลอื่น เช่น การรักษาโรคติดต่อ อย่างวัณโรค หากมีการร่วมจ่ายอาจทำให้คนไม่รักษา ก็มีผลทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไปยังคนอื่นได้
       
"การร่วมจ่ายนี้ไม่ใช่ว่าเป็นการเพิ่มเงินในระบบ แต่เป็นการสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น ซึ่งประเทศจะเดินหน้าไปอย่างไรก็อยู่ที่การพิจารณาของ รมว.สธ. คณะกรรมการฯ ชุดนี้มีหน้าที่นำเสนอแนวทางเท่านั้น แต่หากจะเพิ่มงบประมาณในระบบ คณะกรรมการก็มีข้อเสนอคือทำผ่านระบบภาษี คือการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงพิจารณาภาษีเฉพาะอื่นๆ ด้วย เช่น ภาษีธุรกรรมทางการเงิน โดยต้องมีกลไกและกระบวนการที่สร้างความมั่นใจว่า ภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นนี้จะมาอุดหนุนระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐอย่งเพียงพอ" นพ.สุวิทย์ กล่าว
       
นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า และ 4.ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) องค์การอนามัยโลกประมาณว่า ยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ประมาณ 40% มีการใช้โดยที่ไม่จำเป็น ถ้าสามารถบริหารจัดการการให้บริการทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ ก็จะช่วยลดงบประมาณในระบบลงไปได้ และสามารถนำเงินที่ลดไปได้นั้นไปขยายในสิทธิประโยชน์อื่นๆ นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงเรื่องของระบบงบประมาณซึ่งทุกระบบต้องใช้งบประมาณปลายปิด ทุกระบบประกันสุขภาพใช้อำนาจการซื้อร่วมกัน เช่น ระดับประเทศ เฉพาะยาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงมาก หรือมีการใช้ไม่มาก และระดับเขตหรือจังหวัด
       
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการโยงเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองอยู่แล้ว เพราะเป็นการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐ แต่เรื่องนี้ประชาชนต้องฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ใช่มโนไปเอง อย่างบัตรทองบอกว่าจะต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้มีการพูดว่าจะยกเลิก ประชาชนต้องรับฟังอย่างมีวิจารณญาณ
       
ด้าน นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า กระทรวงฯ จะรับข้อเสนอทั้งหมด จากนั้นจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อดูข้อเสนอทั้งหมด ซึ่งคณะทำงานดังกล่าวจะมีทั้งส่วนที่มาจากคณะกรรมการจัดทำแนวทางระดมทรัพยากรฯ และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อดูความเป็นไปได้ โดยพิจารณาจากความเป็นจริงและอนาคตที่จะเกิดขึ้นภายหน้า เพราะนายกฯ พูดเสมอว่าการแก้ปัญหาหนึ่งจะต้องไม่สร้างปัญหาอีกหนึ่งหรือหลายปัญหา ทั้งนี้ หลังหยุดปีใหม่ วันที่ 4 ม.ค. 2559 จะมีคณะทำงานดังกล่าวขึ้นอย่างเป็นทางการ
 
 
"การบินไทย" ตั้งงบ 2,000 ล้านบาท ลดพนักงาน หวังลดค่าใช้จ่ายปี 59 ลง 5,000 ล้านบาท
 
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.การบินไทย (ทีจี) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2559 ว่า การบินไทยมีแผนที่จะปรับลดรายจ่ายลงอีก 5,000 ล้านบาท  โดยในส่วนนี้ได้ตั้งงบปรับลดพนักงานจำนวน 2 พันล้านบาท  ขณะเดียวกันมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 บริษัทได้ปรับลดค่าใช้จ่ายได้แล้ว 8,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ 10,700 ล้านบาท ซึ่งตามแผนงานในปี 2559 การบินไทยจะกลับมามีกำไร คาดว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 6% จากปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 5-6% เท่านั้น
 
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทได้มีการประชุมหารือและอนุมัติขายเครื่องบินจำนวน 7 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบินแอร์บัส A330 จำนวน 5 ลำ และเครื่องบิน ATR 2 ลำ ทำให้ปี 58 นี้บริษัทขายเครื่องบิน 24 ลำ ยังคงเหลือ 14 ลำ ได้แก่ เครื่องบินแอร์บัส A340 จำนวน 10 ลำ โบอิ้ง 747 จำนวน 2 ลำ และเครื่องโบอิ้งเฟรเตอร์ 2 ลำ ซึ่งในปี 2559 จะขายทั้งหมดจากปีนี้ที่เป็นไปตามคาดที่จะขาดทุน จากรายได้เพิ่มขึ้นที่คาดว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 6% จากปีนี้เติบโต 5-6%
 
"แผนเพิ่มรายได้ลดราย จ่ายลงในปี 2559 นั้น การบิน ไทยจะรุกตลาด และเพิ่มกลยุทธ์ การขายมากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตรา ส่วนบรรทุกผู้โดยสาร หรือเคบินแฟคเตอร์เฉลี่ย 80% จากปี 58 ที่ผ่านมาเฉลี่ย 73%" นายจรัมพรกล่าว
 
นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและบัญชี การบินไทย กล่าวว่า บอร์ดได้อนุมัติขายสินทรัพย์ที่ดิน ภายใต้การดูแลของการบินไทย ทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสำนักงานขาย บ้านพักพนักงานของการบินไทย ในพื้นที่ที่ไม่ได้ทำการบินแล้ว แบ่งออกเป็นที่ดินในต่างประเทศจำนวน 4-5 แห่ง อาทิ สเปน เดนมาร์ก อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ส่วนที่ดินในประเทศมีจำนวน 7-8 แห่ง ประกอบไปด้วย แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก เป็นต้น
 
"การพิจารณาขายสิน ทรัพย์ที่ไม่สอดรับกับการดำเนินธุรกิจครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการเอื้อหนุนต่อการชำระหนี้สินที่บริษัทมีอยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท ถึงแม้จะเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากที่จะสมทบกับจำนวนหนี้สินได้อย่างชัดเจน แต่การบริหารสินทรัพย์ให้เหมาะสมถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้บริษัทบริหารรายรับและรายจ่ายได้อย่างเหมาะสม ซึ่งคาดการณ์ว่าสินทรัพย์ที่บอร์ดอนุมัติดังกล่าวจะเปิดขายในตลาดได้ประมาณเดือน ก.พ.มี.ค.59" นายณรงค์ชัยกล่าว
 
นอกจากแผนขายสิน ทรัพย์ที่ดินแล้ว ในปีหน้ายังเตรียม พิจารณาขายหุ้นกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่การบินไทยถือหุ้นอยู่จำนวน 3-4 แห่ง ภายใต้บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และ บมจ.โรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) เนื่อง จากกลุ่มธุรกิจที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของการบินไทย.
 
 
กลุ่มผู้ใช้แรงงานขอของขวัญปีใหม่รัฐบาล ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่า 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ วอน สปส.ขยายความคุ้มครองกลุ่มทำงานอิสระ 6 กรณีให้ใกล้เคียงมาตรา 33
 
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ 2559 ผู้ใช้แรงงานมีเรื่องที่อยากขอให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานดำเนินการ คือ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้มากกว่า 300 บาท ในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพราะหากปรับขึ้นค่าจ้างในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน จะไม่เป็นธรรมและเกิดความไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ขอให้สถานประกอบการจัดทำโครงสร้างค่าจ้าง โดยยึดตามอายุและประสบการณ์ของผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งขอให้ช่วยแก้ปัญหากรณีแรงงานถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมและข้อพิพาท ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในสถานประกอบการต่างๆ ที่มีปัญหาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว และขอให้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อให้แรงงานมีเงินกู้ไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น ส่งเสริมการออมเงิน เพราะหากให้แรงงานไปกู้เงินนอกระบบ ก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง หากดำเนินการเรื่องนี้ได้จะยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานให้ดีขึ้น
 
น.ส.วิไลวรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) นั้น จะขอให้เร่งรัดดำเนินการปฏิรูป สปส.เป็นองค์กรอิสระ มีการบริหารงานด้วยผู้บริหารมืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมทั้งเร่งออกกฎหมายลูกตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ให้ครบทุกฉบับและออกกฎหมายให้ลูกจ้างทำงานบ้านสามารถเข้าสู่ประกันสังคม มาตรา 33 เพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง
 
ทางด้าน น.ส.สุจิน รุ่งสว่าง ประธานศูนย์ประสานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ กล่าวว่า ปีใหม่ 2559 กลุ่มผู้ใช้แรงงานนอกระบบอยากให้รัฐบาลเพิ่มสิทธิและขยายสิทธิประกันสังคม มาตรา 40 ทั้ง 6 กรณีสิทธิประโยชน์ให้ใกล้เคียงกับผู้ประกันตน มาตรา 33 ส่งเสริมอาชีพ รายได้ของผู้ใช้แรงงานนอกระบบให้มีความมั่นคง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด ควรส่งเสริมให้ผู้ใช้แรงงานนอกระบบมีการประกอบอาชีพเดียว และเป็นไปอย่างครบวงจร ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบ การผลิตในพื้นที่ และรัฐบาลเข้าไปช่วยสนับสนุนในเรื่องการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
 
น.ส.สุจิ นกล่าวอีกว่า นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลดูแลความปลอดภัยในการทำงานของผู้ใช้แรงงานนอกระบบ โดยนำเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในแผนงานของโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานนอกระบบที่บาดเจ็บและป่วยจากการทำงานสามารถใช้สิทธิ บัตรทองได้ รวมทั้งขอให้จัดทำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบ โดยกำหนดให้ได้รับความคุ้มครองตั้งแต่เรื่องของอาชีพ รายได้ ความมั่นคง และความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน มีหลักประกันในชีวิต
 
 
นายจ้างจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวประมงกว่า 10,000 ราย
 
นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากการที่กรมการจัดหางานได้เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวประเภทกิจการประมงทะเล (22 จังหวัด) ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ (23 ธันวาคม 2558) ปรากฏว่ามีนายจ้าง 3,304 ราย นำแรงงานต่างด้าวมาจดทะเบียนจำนวน 10,520 คน ซึ่งแบ่งเป็นสัญชาติเมียนมา 5,931 คน ลาว 193 คน กัมพูชา 4,396 คน โดยนายจ้าง/สถานประกอบการที่รับแรงงานต่างด้าวเข้าทำงานจะได้รับอนุญาตให้ทำงานเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยจะมีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน คือ ตรวจสุขภาพ 500 บาท ประกันสุขภาพ 1,600 บาท ใบอนุญาตทำงาน 1,000 บาท ค่าทะเบียนประวัติ 80 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,180 บาท มีขั้นตอนคือ นายจ้างต้องจัดเตรียมเอกสาร และพาแรงงานต่างด้าวไปจัดทำทะเบียนประวัติ ถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือกับกรมการปกครอง และขออนุญาตทำงานกับกรมการจัดหางาน ณ ศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) รวมทั้งตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองว่าไม่เป็นโรคที่ห้ามอนุญาตให้ทำงาน และประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
 
นายจ้าง/สถานประกอบการที่รับแรงงานต่างด้าวเข้าทำงานจะต้องดำเนินการขอรับใบอนุญาตทำงานจากนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 หากคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้ขอใบอนุญาตทำงานจะมีความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดสำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694
 
 
แรงงานชลบุรีล็อตสุดท้ายกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ จราจรบนมอเตอร์เวย์หนาแน่น
 
ค่ำวานนี้ (30 ธ.ค.) ที่จำหน่ายตั๋วรถโดยสารบริษัทขนส่ง พื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบว่าผู้ใช้แรงงานที่ทำงานวันสุดท้ายได้เดินทางมาซื้อตั๋วเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาไปหาครอบครัวกันอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นวันวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้บรรยากาศในที่จำหน่ายตั๋วเป็นเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนผู้ใช้แรงงานในภาคตะวันออก เช่น นิคมแหลมฉบัง นิคมปิ่นทอง และเครือสหพัฒน์ เข้ามานั่งรอรถเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาทางภาคอีสาน และภาคเหนือกันเป็นจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้ ผู้ใช้แรงงานบางส่วนได้เดินทางไปก่อนหน้านี้กันบ้างแล้ว ส่วนที่เหลือนั้นโรงงานเพิ่งปิด จึงได้เดินทางในวันนี้ซึ่งเป็นการทำงานวันสุดท้ายของปี
       
ส่วนที่บริเวณถนนมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี ตลอดทั้งคืนที่ด่านเก็บเงินพานทอง จังหวัดชลบุรี พบว่า ปริมาณรถเริ่มหนาแน่นตั้งแต่ช่วงเย็น โดยเมื่อคืนรถแน่นมากกว่าเก่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้าย ทำให้ประชาชน และพนักงานโรงงานเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่กับครอบครัว ขณะที่ยังพบว่า ปริมาณรถฝั่งขาเข้าสู่ จ.ชลบุรี มีปริมาณมากกว่าขาเข้า กรุงเทพมหานคร เนื่องจากคนต่างจังหวัดเริ่มเดินทางมาท่องเที่ยวทางภาคตะวันออก ขณะที่ฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานคร มีไม่มากนัก เนื่องจากประชาชนเดินทางไปก่อนหน้านี้แล้ว
       
โดยเส้นทางดังกล่าว ทางกรมทางหลวงงดเก็บค่าผ่านทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ตามที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบการยกเว้นค่าผ่านทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 วงแหวนรอบนอกกาญจนาภิเษก โดยการยกเว้นค่าผ่านทางดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.2558 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 3 ม.ค. 2559 เวลา 24.00 น. 
 
 
 
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์