หลายมุมมองกรณีล่วงละเมิดทางเพศหมู่ในวันส่งท้ายปีเก่าที่โคโลญจน์-และผลพวงที่ตามมา

เหตุล่วงละเมิดทางเพศและการลักทรัพย์ช่วงเทศกาลสิ้นปีที่เมืองโคโลญจน์ เยอรมนี แม้ว่าบางส่วนจะมาจากผู้อพยพและบางส่วนยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นฝีมือผู้อพยพหรือไม่ แต่ผลพวงที่ตามมาทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องผู้อพยพลี้ภัยจริงจังมากขึ้นและในขณะเดียวกันพวกขวาจัดก็ฉวยโอกาสนำเรื่องนี้มาเร้าอารมณ์ต่อต้านนโยบายเปิดรับผู้ลี้ภัย

รถยนต์ของตำรวจที่หน้าสถานีรถไฟโคโลญจน์ ภายหลังเหตุล่วงละเมิดทางเพศหมู่ที่เกิดขึ้นช่วงส่งท้ายปีเก่าในเยอรมนี ทั้งนี้บริเวณจตุรัสของเมืองโคโลญจน์ ที่อยู่หน้าสถานีรถไฟโคโลญจน์ เป็นจุดที่มีการร้องเรียนว่ามีเหตุล่วงละเมิดทางเพศและการลักทรัพย์ในคืนดังกล่าว (ที่มาของภาพ: Superbass/Wikipedia/10 January 2016/CC BY-SA 4.0)

 

14 ม.ค. 2559 สำนักข่าว เดอ สปีเกล รายงานเรื่องมุมมองต่างๆ และผลพวงที่เกิดตามมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงวันสิ้นปีที่เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าเกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศต่อสตรีและการลักทรัพย์ในช่วงงานเทศกาลโดยมีการกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของผู้อพยพ แต่ทาง เดอ สปีเกล จากกระแสข่าวต่างๆ เหล่านี้มีบางเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ บางเรื่องเป็นเรื่องที่นำเสนอแบบเกินจริง และเหตุการณ์บางส่วนก็เป็นเรื่องที่เลวร้ายจริงๆ

เดอ สปีเกล ระบุว่าเรื่องราวในวันสิ้นปีเป็นสิ่งที่มีคนกลัวว่าจะเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว และในเยอรมนีเองก็มีกลุ่มคนที่มีแนวคิดกลัวคนนอกอย่างไม่มีเหตุผลอยู่ก่อนหน้านี้ และทำให้คนกลุ่มดังกล่าวนี้ฉกฉวยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่ออธิบายว่าการที่คนต่างถิ่นเข้ามาในเยอรมนีมากเกินไปจะส่งผลร้ายอย่างไร และภาพลักษณ์แย่ๆ ที่มาจากพฤติกรรมของตัวผู้ลี้ภัยเองก็จะเป็นสิ่งที่คุกคามสถานะของผู้ลี้ภัยจากเดิมที่เยอรมนีมีบรรยากาศในเชิงบวกและเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัย

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจเยอรมนีเปิดเผยว่ามีคนเข้ามอบตัวในกรณีล่วงละเมิดทางเพศหรือลักทรัพย์ในช่วงเทศกาลสิ้นปี-ปีใหม่ในโคโลญจน์เพิ่มขึ้นอีก 100 คนจากที่มีการจับได้บางส่วนก่อนหน้านี้แล้ว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ทำให้ประเทศเยอรมนีปรับปรุงกฎหมายการล่วงละเมิดทางเพศจากเดิมที่ต้องให้ผู้หญิงมีหลักฐานด้วยว่าพวกเธอมีการต่อสู้ขัดขืนซึ่งเป็นข้อกำหนดที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์มานาน นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มต่อต้านผู้อพยพลี้ภัย รวมถึงการก่อจลาจลจากกลุ่มขวาจัดที่มีการทำลายข้าวของร้านอาหารต่างชาติและมีการจุดไฟเผารถเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ 211 ราย

นอกจากนี้กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพลี้ภัยยังเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี แองเกลา แมร์เคิล ออกจากตำแหน่งและแสดงตนว่าพวกเขาต้องการปกป้องประเทศจากอิทธิพลของอิสลาม ทางด้านรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ไฮโก มาส กล่าวว่าต้องมีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดนี้เป็นไปเพื่อปกป้องผู้ลี้ภัยอีกจำนวนมากที่เคารพต่อกฎหมาย รวมถึงจะมีการออกกฎหมายใหม่เพื่อให้ง่ายขึ้นต่อการส่งตัวออกนอกประเทหรือสั่งระงับสถานะผู้ลี้ภัยต่อคนที่เป็นอาชญากรในข้อหาต่างๆ อย่างการฆาตกรรม, ทำร้ายร่างกาย, ข่มขืน, ลักทรัพย์ หรือขัดขืนการจับกุม

ทั้งนี้ ทางการเยอรมนียังมีการตรวจตราเข้มงวดมากขึ้นในแถบโคโลญจน์โดยมีการเรียกตรวจเอกสารแสดงตัวตนทำให้พบว่ามีชาวอัฟกานิสถานที่ลักลอบเข้าเยอรมนีอย่างผิดกฎหมาย 2 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจในเยอรมนียังเปิดเผยอีกว่าพวกเขากำลังสืบสวนเรื่อง "ทาฮารุช จามาย" (taharrush gamea) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการล่วงละเมิดทางเพศแบบหมู่ที่เคยเป็นปัญหาเกิดขึ้นในอียิปต์

เดอ สปีเกล ระบุว่ากรณีที่เกิดขึ้นในโคโลญจน์ยังสะท้อนให้เห็นความไม่พร้อมรับมือสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ทางการเองด้วย อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองที่ไม่มีนโยบายชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดการสังคมเยอรมนีแบบใหม่ที่ต้องอยู่ร่วมกับคนข้ามชาติจำนวนมากแต่นักการเมืองก็มีแค่ปฏิกิริยาในเรื่องการเพิ่มมาตรการทางกฎหมายเท่านั้น แต่สังคมเยอรมันเริ่มมองผู้ลี้ภัยเปลี่ยนแปลงไปหรืออย่างน้อยก็จะทำให้เกิดการถกเถียงระหว่างผู้ที่มองเรื่องผู้อพยพลี้ภัยต่างกันมากขึ้น

เดอ สปีเกล ยังเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์วันสิ้นปีในโคโลญจน์ที่โดยภาพรวมแล้วดูเป็นไปอย่างสงบ เว้นแต่จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่มีประสบการณ์ทำงาน 20 ปี ซึ่งเขาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีบางเหตุการณ์ที่มาจากการรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายอื่นแต่ก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ มีบางเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบถูกลวนลามและถูกพยายามกระชากกระเป่าเสียเอง มีบางส่วนที่เขียนในรายงานหลังเหตุการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ที่เหตุจะเกิดขึ้นจากคนที่มีภูมิหลังเป็นผู้อพยพแต่ก็ไม่สามารถระบุตัวตนที่แน่ชัดได้ รวมถึงมีรายงานที่ระบุถึงรายละเอียดการล่วงละเมิดทางเพศอย่างเช่นเหตุการณ์ที่ผู้หญิงถูกกลุ่มชายที่กำลังเมาปิดล้อม

แต่เรื่องเหล่านี้ก็ถูกเอาไปใส่สีตีไข่โดยสื่อของกลุ่มขวาจัดในเยอรมนีทั้งกลุ่มต่อต้านความถูกต้องทางการเมือง กลุ่มนีโอนาซี กลุ่มพวกขวาจัดหัวสูง ในการโจมตีผู้ลี้ภัยและด่าทอสื่อฝ่ายซ้ายด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน อย่างไรก็ตามนักวิจัยและนักกิจกรรมสตรีนิยมกลับมองว่าเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศไม่ใช่เรื่องใหม่ในเยอรมนีและไม่สามารถด่วนสรุปในเชิงกล่าวโทษผู้อพยพลี้ภัยได้

วิลเฮล์ม ไฮลต์เมเยอร์ นักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ของเยอรมนีกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโคโลญจน์มีความรุนแรงมากขึ้นแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ บรรยากาศและสภาพของผู้คนในช่วงเทศกาลสิ้นปีเอื้อต่อการเกิดอาชญากรรมประเภทนี้เนื่องจากคนอาจจะตีความเสียงกรีดร้องผิดไป ผู้คนที่อยู่กันเป็นจำนวนมากทำให้เจาะจงตัวผู้กระทำผิดได้ยาก แต่ไฮลต์เมเยอร์ก็ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ในโคโลญจ์จะเกิดจากการขบวนการอาชญากรรมตามที่ลือกันแต่เป็นแค่กลุ่มที่คล้ายกับพวกฮูลิแกนที่อาศัยการสื่อสารสมัยใหม่ในการนัดแนะ

เออร์แกน ยาซาโรกลู ชายคนหนึ่งที่เป็นนักทำงานเพื่อสังคมกล่าวว่าเขารู้สึกโกรธที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเบอร์ลินมาเป็นปีแล้วในสัดส่วนที่เล็กกว่า

ทางด้านนักสิทธิสตรีอย่าง อลิส ชวาซ์เซอร์ กล่าวโจมตีความล้มเหลวในการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยว่าเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ในโคโลญจน์ แต่นักสตรีนิยมรุ่นหนุ่มสาวอย่าง แอนน์ วิโซเร็ค มองไปในอีกทางหนึ่งว่าเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปรากฎการณ์ของผู้อพยพเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นมานานแล้วในเยอรมนีและสังคมเยอรมนีก็แสร้งทำเหมือนว่าไม่มีเคยปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นมาก่อนก่อนหน้าที่จะมีการเปิดรับผู้ลี้ภัย

แต่นักสตรีนิยมรุ่นใหม่ก็ถูกตั้งคำถามจากพวกฝ่ายขวาว่าเหตุใดพวกเธอไม่ประณามเหตุล่วงละเมิดทางเพศในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมารุนแรงเท่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ อีกทั้งเดอ สปีเกล ยังเปิดเผยตัวเลขงานวิจัยในปี 2547 ที่ผู้หญิงชาวเยอรมันเกือบร้อยละ 60 บอกว่าการล่วงละเมิดทางเพศมีผู้ก่อเหตุเป็นชาวแอฟริกาเหนือ

เดอ สปีเกลระบุว่าเมื่อมีการใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องความคิดเห็นของผู้คนก็ดูจะกลายเป็นอุปาทานหมู่ที่มองอะไรเป็นขาวเป็นดำไปหมดและกลายเป็นการเรียกร้องให้นักการเมืองใช้ "วิธีแก้ไขปัญหา" อย่างปุบปับราวกับว่ามันจะทำได้จริง

อย่างไรก็ตามรายงานของเดอ สปีเกลก็เรียกร้องให้นักการเมืองในเยอรมนีควรพูดถึงปัญหานี้อย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ดีเพราะพวกเขามองว่าการหลอมรวมผสมผสานคนในสังคมที่อยู่ร่วมกับผู้อพยพลี้ภัยนั้นยังคงเป็นปัญหาท้าทายสำหรับเยอรมนี

ก่อนหน้านี้ประเทศนอร์เวย์ก็เคยเล็งเห็นปัญหาเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมจากการที่ผู้อพยพลี้ภัยบางส่วนอาจจะมาจากประเทศที่มาจากวัฒนธรรมอนุรักษ์นิยมแบบชายเป็นใหญ่ที่ทำให้มองว่าการล่วงละเมิดทางเพศกับผู้หญิงไม่ใช่เรื่องผิดทำให้ต้องมีการสอนให้พวกเขาเข้าใจวัฒนธรรมของสังคมที่ผู้หญิงมีเสรีภาพและสอนว่าการกระทำล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องผิดกฎหมายและไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง

 

เรียบเรียงจาก

Cologne attacks: Germany to deport refugees convicted of crimes, The Sydney Morning Herald, 13-01-2016 http://www.smh.com.au/world/cologne-attacks-germany-to-deport-refugees-convicted-of-crimes-20160112-gm4jpu.html

Chaos and Violence: How New Year's Eve in Cologne Has Changed Germany, Der Spiegel, 08-01-2016 http://www.spiegel.de/international/germany/cologne-attacks-trigger-raw-debate-on-immigration-in-germany-a-1071175.html

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์