ตำรวจตั้งรางวัล 2 แสนแก่ผู้ชี้เบาะแส 'บิลลี่' ชี้ไม่พบการปล่อยตัวตามกล่าวอ้าง

กรรมการสิทธิมนุษยชนชุดใหม่ จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามการหายไปของบิลลี่ ผู้นำชาวกะเหรี่ยง ด้านตำรวจเจ้าของคดีพบว่าไม่มีการปล่อยตัวบิลลี่ตามที่อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ้าง และร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษประกาศให้รางวัลผู้ชี้เบาะแส 200,000 บาท
 
เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมาที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าของการหายไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ หลังได้รับหนังสือสอบถามความคืบหน้าของการทำคดีนายพอละจีหายตัวไปจากน.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายพอละจี มี พ.ต.อ.ไตรวิช น้ำทองไทย รอง ผบก.สส.ภ.7 เจ้าหน้าที่ชุดทำคดีการหายตัวไปของนายพอละจี พ.ต.ท.เสฏฐ์สถิตย์ สุวรรณกูด ผอ.ส่วนปฎิบัติการสอบสวนพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผอ.สำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2 เข้าร่วมให้ข้อมูล โดยน.ส.พิณนภา พร้อมลูกสาวได้เข้าร่วมรับฟังความคืบหน้าของคดีนี้ด้วย
 
พ.ต.อ.ไตรวิช กล่าวว่า ในส่วนความคืบหน้าของคดีนั้น คือเชื่อมั่นว่ายังไม่มีการปล่อยตัวนายพอละจีตามที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติในขณะนั้นกล่าวอ้าง เนื่องจากพบว่าคำให้การเรื่องจุดปล่อยตัวไม่ตรงกัน และจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามที่นายชัยวัฒน์ กล่าวอ้างว่าหลังจากปล่อยตัวนายพอละจีแล้วได้เดินทางกลับบ้านพักนั้น ไม่พบว่ามีรถนายชัยวัฒน์ ผ่านกล้องวงจรปิดตามเวลาที่นายชัยวัฒน์ ให้การ แต่กลับพบมุ่งหน้าไปอีกเส้นทางหนึ่ง ทั้งนี้ทางตำรวจชุดทำงานคลี่คลายคดีดังกล่าว ได้เตรียมเงิน 100,000 บาท สำหรับผู้แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การพบตัวนายพอละจี
 
พ.ต.ท.เสฏฐ์สถิตย์ กล่าวว่า ในส่วนของดีเอสไอ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการคดีพิเศษว่าจะรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษสอบสวนหรือไม่ แต่ทั้งนี้ดีเอสไอ ได้ลงพื้นที่สอบสวนพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 283 ปาก เพื่อหาความเชื่อมโยงในคดี และนำรถของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 7 คันไปตรวจสอบคาบเลือด โดยดีเอสไอ จะมีเงินรางวัล จำนวน 100,000 บาท ให้กับผู้ที่ให้ข้อมูล เบาะแส จนนำไปสู่การพบนายพอละจี ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม
 
พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของ ป.ป.ท. ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีการจับกุมนายพอละจีจากตำรวจแล้ว ทางป.ป.ท. ได้สอบพยานเพิ่มเติมครบทุกปากแล้ว ชณะนี้อยู่ระหว่างการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งคาดว่าภายในเดือน มี.ค. 2559 จะสามารถส่งสำนวนในคดีให้พนักงานอัยการพิจารณา ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นกรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 ในประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้จะเร่งรัดดำเนินคดีดังกล่าวโดยเร็ว
 
ด้านนางอังคณา กล่าวว่า จากการที่ได้รับฟังพบว่าความคืบหน้าของคดี มีผลการตรวจเลือดจากนิติวิทยาศาสตร์ ที่ระบุว่าเลือดที่พบบนพรม ในรถเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น เป็นเลือดมนุษย์เพศชาย แต่มีจำนวนไม่มากพอที่จะสามารถนำไปตรวจดีเอ็นเอได้ กสม.เป็นห่วงกรณีของการหายตัวไปของนายพอละจี และคนหายคนอื่นๆ โดยหลังจากนี้้จะรวบรวมรายชื่อคนหายในประเทศไทย ทั้งหมด 82 คดี ตามตัวเลขจากสหประชาชาติ เพื่อมาประมวลและติดตามความหน้า ทั้งนี้อุปสรรคที่ทำให้คดีคนหายในประเทศไทย ไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากไม่มีกฎหมายที่จะมาดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ
 
“ กสม.จะให้ข้อเสนอแนะกับรัฐบาล ให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย ขององค์กรสหประชาชาติ หลังประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาแล้ว และเร่งพิจารณาพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ส่วนคดีการหายตัวไปของนายพอละจีนั้น จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาฃี้แจงอย่างเป็นระยะ เพื่อติดตามว่าความคืบหน้าของคดีเป็นอย่างไร”นางอังคณา กล่าว 
 
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์