เรียกร้องตรวจสอบกรณีบุกอุ้ม 'จ่านิว' -ลงโทษวินัย-อาญา จนท.ที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกแถลงการณ์กรณีบุกอุ้ม "จ่านิว" กลางดึก เรียกร้องเร่งตรวจสอบว่าเป็นการกระทำของหน่วยงานใด พร้อมให้แสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิ และดำเนินการทางอาญาและวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว


ภาพจากกล้องวงจรปิด จะเห็นรถปิคอัพสีบรอนซ์เงินจอดหน้าประตูเชียงราก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และมีเจ้าหน้าที่เดินลงมาอย่างน้อย 5 นาย เพื่อควบคุมตัวสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่กำลังเดินกลับเข้ามาในเขตมหาวิทยาลัย (มุมซ้ายของจอภาพ) ก่อนนำตัวขึ้นรถปิคอัพสีบรอนซ์เงิน ที่จอดขวางประตูเชียงราก (กลางจอภาพ) และขับรถมุ่งไปทางถนนพหลโยธิน ขณะที่มีรถปิคอัพสีน้ำเงิน ขับตามประกบ

21 ม.ค. 2559 จากกรณี สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ถูกชายในเครื่องแบบทหารบุกอุ้มบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อเวลาประมาณ 22.30 น. เมื่อคืน (20 ม.ค.) ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ เรื่อง "ยุติการจับกุมผู้ต้องสงสัยตามหมายจับโดยวิธีการอุ้ม" โดยเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวอย่างจริงจังและอย่างเร่งด่วนว่าเป็นการกระทำของผู้ใด หน่วยงานใด และขอให้มีการแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว รวมถึงทำให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดพฤติกรรมอุกอาจรุนแรงต่อนักกิจกรรมทางสังคม นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอีก พร้อมกันนี้ยังขอให้มีการดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำดังกล่าวด้วย

"การอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย โดยรัฐจะต้องไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะสถานการณ์ เหตุผล หรือต่อบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น" แถลงการณ์ระบุ

 

แถลงการณ์ ยุติการจับกุมผู้ต้องสงสัยตามหมายจับโดยวิธีการอุ้ม
ตามที่เป็นข่าวในทางสาธารณะและสื่อออนไลน์ว่ามีการจับกุมนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา เมื่อเวลาประมาณ 22.30 น. ของวันที่ 20 มกราคม 2559 โดยภายหลังมีการเผยแพร่ภาพวงจรปิดของทางมหาวิทยาลัยพบเห็นเป็นกลุ่มบุคคลแต่งกายแบบทหารมาด้วยรถกระบะจำนวนสองคัน เดินออกจากรถเข้าจับกุมชายใส่เสื้อสีขาวแล้วขึ้นรถกระบะขอออกไปจากบริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (ฝั่งประตูเชียงราก) ขณะนั้นนายสิรวิชญ์ฯ และเพื่อนจำนวนสองคนกำลังเดินบนทางเดินทางหลังจากการรับประทานอาหาร เพื่อนทั้งสองคนจึงเป็นพยานเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจนพร้อมกับกลุ่มประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง สถานที่เกิดเหตุอยู่บนถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมา ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งนอกจากเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในร่างกายนายสิรวิชญ์แล้ว ยังเป็นการกระทำที่อุกอาจในพื้นที่สาธารณะที่คุกคามสิทธิมนุษยชนสร้างความหวาดกลัวในชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนเป็นการทั่วไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งมีหมายความว่า การจับกุมคุมขังลักพาหรือกระทำด้วยประการใดที่เป็นการลิดรอนเสรีภาพในร่างกายต่อบุคคลซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับคำสั่งการสนับสนุนหรือการรู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่รัฐ และมีการปฏิเสธว่ามิได้มีการจับกุมคุมขังลักพาหรือกระทำการนั้น แม้ว่าการบังคับให้สูญหายในกรณีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์เป็นเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง เพราะต่อมาได้มาการนำตัวมาส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนิมิตรใหม่ ในเวลา 01.00 น. ของวันที่ 21 มกราคม 2559 ดังปรากฏในบันทึกการจับกุมซึ่งจัดทำขึ้นในเวลา 03.00 น. โดยอ้างว่าเป็นการติดตามจับกุมตามหมายจับ

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวและจับกุมผู้ต้องสงสัยตามหมายจับศาลทหารนั้นต้องกระทำตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา และซึ่งเป็นหลักการที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้และมาตรฐานระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน อีกทั้งต้องหลีกเลี่ยงการดำเนินการในเวลากลางคืน เนื่องจากนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์มิได้เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีที่มีความรุนแรงหรือมีพฤติกรรมไปในทางการใช้ความรุนแรง นายสิรวิชญ์เป็นนักกิจกรรมนักศึกษาที่ดำเนินกิจกรรมทางสังคมเพื่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งทางราชการสมควรมีวิธีการที่ละมุนละม่อมและการดำเนินการตามกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้กำหนดขึ้นเพื่อบุคคลทุกคนภายใต้กฎหมายเดียวกัน รวมทั้งผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองหรือผู้ที่ถูกออกหมายจับโดยศาลทหาร และหากมีการควบคุมตัวในสถานที่เปิดเผยซึ่งได้รับรองอย่างเป็นทางการ ต้องไม่ควบคุมตัวโดยปราศจากการติดต่อกับโลกภายนอก และจะต้องสามารถเข้าถึงทนายความและแพทย์ที่เป็นอิสระ เป็นต้น ด้วยสิทธิดังกล่าวเหล่านี้เป็นหลักประกันเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ป้องกันการถูกซ้อมทรมานการอุ้มหายและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมและย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งสิทธิในชีวิตของผู้ถูกควบคุมตัวและจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีโปรดดำเนินการดังนี้

1.  ขอให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังและอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับเหตุการณ์คืนวันที่ 20 มกราคม ต่อเนื่องวันที่ 21 มกราคม 2559 ว่าเป็นการกระทำของผู้ใด หน่วยงานใด และขอให้มีการแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว และทำให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดพฤติกรรมอุกอาจรุนแรงต่อนักกิจกรรมทางสังคม นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอีก

2.  เมื่อปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่า การบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือ การรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย ขอให้มีการดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำดังกล่าวด้วย

การอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย โดยรัฐจะต้องไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะสถานการณ์ เหตุผล หรือต่อบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์