สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 15-21 ม.ค. 2559

"สรส." ค้านร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ยื่น 5 ข้อเสนอ ถึง "บิ๊กตู่"
 
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 มกราคม ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ภายในสำนักงาน กพ.) กลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จำนวน 200 คน นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณีไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ... โดยนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาลรับหนังสือ
 
นายสาวิทย์กล่าวว่า ทางกลุ่มสมาพันธ์ฯขอเรียกร้องให้นายกฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจำนวน 5 ข้อ คือ 1.ขอให้ระงับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ก่อน และขอให้ สรส.ได้มีส่วนร่วมในการร่างเพื่อเป็นผลประโยชน์ส่วนรวม 2.ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต้องไม่เขียนในลักษณะที่ก่อให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต 3.ต้องสร้างระบบการกำกับตรวจสอบให้โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ มีการถ่วงดุลกันเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้ง่าย เท่าเทียมและเป็นธรรม 4.ต้องไม่ลิดรอนสิทธิของพนักงานรัฐวิสาหกิจและสิทธิของสหภาพแรงงาน และ 5.ขอให้นำร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ พ.ศ..... (ฉบับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) ไปประกอบการพิจารณาในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
 
"ทางสมาพันธ์ฯ ขอให้นายกฯ พิจารณาระงับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ก่อน และขอโอกาสให้ สรส.ส่งตัวแทนเข้าร่วมการร่างเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความสมานฉันท์ และ สรส.ยืนยันในเจตนารมณ์และจุดยืนว่า สรส.เห็นด้วยกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์ ต้องมีการบริหารงานอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ปราศจากทุจริต" นายสาวิทย์กล่าว
 
 
ทีดีอาร์ไอชี้การจ้างงานในยุค คสช. ยังหดตัว
 
รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ ให้ข้อสังเกตโจทย์ท้าทายการทำงานของรัฐบาลในปีลิง ผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การจ้างงานยังหดตัว ห่วงคนทำงานภาคเกษตร รัฐบาลต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเกษตรกรซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและภัยแล้ง
 
รศ.ดร.ยงยุทธ เปิดเผยว่า ล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูลผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาส 3 ของปี 2558 จากภาพรวมของการจ้างงานพบว่า มีการจ้างงานโดยรวม 38.33 ล้านคนเศษ ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.2 หรือประมาณ 90,000 คนเศษ ซึ่งสาขาที่เพิ่มน้อยที่สุดคือ ผู้จบ ป.ตรี (ร้อยละ 2.8) ตามมาด้วย ม. ปลาย ปวช. และ ปวส. ตามลำดับ ระดับการศึกษาที่การจ้างงานหดตัว ได้แก่ ผู้จบ ม. ต้น หรือต่ำกว่า คิดเป็นจำนวนที่ลดลง 0.72 ล้านคน โดยคนกลุ่มใหญ่เหล่านี้มีการจ้างงานอยู่ในภาคการเกษตรเป็นสำคัญไม่น้อยกว่า 0.5 ล้านคน ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ขณะเดียวกันต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งไม่สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ตามปกติ 
 
อัตราการว่างงานปี 2558 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 เป็น 0.36 ล้านคน หรือร้อยละ 0.9 โดยมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 30,000 คนโดยคนที่ว่างงานครึ่งหนึ่งหรือ 0.18 ล้านคนยังไม่เคยทำงานมาก่อนหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือผู้จบการศึกษาใหม่ยังไม่ได้งานทำงานจำนวนมากโดยผู้ว่างงานที่กล่าวมามีภูมิหลังทางการศึกษาในระดับ ป.ตรี ว่างงานสูงที่สุดถึงร้อยละ 1.8 ขณะที่การว่างงานของแรงงานตามระดับการศึกษาอื่นๆอยู่ในช่วงเพียงร้อยละ 0.2-1.2 เท่านั้น 
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มจาก 24.82 ล้านคนในปี 2557 เป็น 25.23 ล้านคนในปี 2558 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ซึ่งไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงของการจ้างงานในภาคเกษตรซึ่งหดตัวถึงร้อยละ 3.8 
 
เมื่อแปรียบเทียบระหว่างการจ้างงานรายสาขาย่อยปี 2558 กับไตรมาสเดียวกันของปี 2557 พบว่ามีสาขาขยายตัว 28 สาขาและสาขานอกการเกษตรที่หดตัว 17 สาขา สาขาที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5 ลำดับแรกคือ เภสัช เคมีภัณฑ์ใช้รักษาโรค สาขาอสังหาริมทรัพย์ เหมืองแร่และเหมืองหิน ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม และบริการซ่อมและติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ ส่วนสาขาที่มีการจ้างงานหดตัวมากที่สุด 5 ลำดับแรกคือ การบริหารจัดการน้ำฯ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ไฟฟ้า ก๊าซไอน้ำและระบบปรับอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟ้า 
 
จากข้อมูลข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าการที่เศรษฐกิจของไทยมีการเติบโตอย่างช้าๆในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อความสามารถในการจ้างงานของประเทศในการดูดซับแรงงานที่เข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่และเก่า ถึงแม้ภาพรวมการมีงานทำจะลดลงไม่ถึง 1 แสนคน แต่ที่ถูกกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มคนที่ทำงานในสาขาเกษตรลดลงจากปีก่อนมากกว่า 5 แสนคน หรือมากกว่าร้อยละ 3 ทำให้รัฐบาลต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเกษตรกรซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและภัยแล้งซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายการทำงานของรัฐบาลในปีลิง
 
 
กยศ.ลุ้นพ.ร.บ.ผ่านดีเดย์ปี′61 เปิดข้อมูลลูกหนี้เข้าเครดิตบูโร
 
นางสาวฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป กยศ. จะเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่มีข้อมูลจะถูกส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโรด้วย ดังนั้น ผู้ค้างชำระหนี้จะถูกบันทึกประวัติค้างชำระได้ ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกันให้ผู้กู้ทำประวัติการชำระหนี้ให้มีสถานะเป็นลูกหนี้ดี
 
โดยขณะนี้ทางกยศ.อยู่ระหว่างการเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อการศึกษาให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา ซึ่งจะมีเนื้อหาสาระระบุให้ผู้กู้ต้องยอมให้ทำการเปิดเผยข้อมูล และกองทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ อาทิ กองทุนประกันสังคม กรมสรรพากร เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานเหล่านี้จะไม่ให้ข้อมูล
 
"วันนี้เราอยากได้ข้อมูล แต่หน่วยงานเหล่านี้จะไม่ให้ เพราะขัดกฎหมายของเขา แต่ร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอจะทำให้เปิดข้อมูลได้ เพราะจะระบุไว้ในมาตราหนึ่งเลยว่า แม้ว่าหน่วยงานใดที่มีกฎหมายห้าม ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดในกรณีที่ต้องส่งข้อมูลให้เรา นอกจากนี้ ในร่าง พ.ร.บ. ก็จะระบุว่า ให้นายจ้างทำการหักบัญชีลูกจ้างที่เป็นหนี้ กยศ.ด้วย โดยส่งให้กรมสรรพากร พร้อมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย" นางสาวฑิตติมากล่าว
 
ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา กยศ.ได้ปล่อยกู้แล้ว 4.5 ล้านราย แยกเป็นลูกหนี้ครบกำหนดชำระแล้ว 3.1 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้ค้างชำระ 2 ล้านราย รวมเป็นเงินกู้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มทั่วไป 1.2 ล้านราย รวมเป็นเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท, กลุ่มไกล่เกลี่ย 1 แสนราย รวมป็นเงิน 7,000 ล้านบาท และกลุ่มดำเนินคดีกว่า 7 แสนราย รวมเป็นเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท
 
นางสาวฑิตติมากล่าวว่า สำหรับปี 2559 นี้ จะไม่มีโครงการรณรงค์ให้ชำระหนี้เหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่จะเริ่มโครงการตัวอย่างให้องค์กรนายจ้าง 4 แห่ง หักเงินเดือนลูกจ้างมาชำระหนี้ และจะลงนามความร่วมมือกับทุกส่วนราชการเพื่อเริ่มหักบัญชีลูกจ้าง 60,000 ราย ในปี 2560 ต่อไป รวมถึงขยายผลกับบริษัทเอกชนด้วย
 
ส่วนแผนในปีนี้ของ กยศ.จะมีการว่าจ้างบริษัทติดตามหนี้เป็นผู้ดำเนินการติดตามหนี้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่ค้าง 1-4 งวด ก่อนถูกฟ้องร้อง, กลุ่มที่ไกล่เกลี่ยแล้วแต่ยังไม่ชำระ และกลุ่มฟ้องร้องดำเนินคดีแล้ว จากเดิมที่เน้นตามกลุ่มลูกหนี้ค้างชำระทั่วไป
 
"การจ้างบริษัทที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ได้รับชำระเพิ่มจากส่วนนี้ 800 ล้านบาท และปี 2558 ได้ประมาณ 1,700 ล้านบาท ส่วนปีนี้น่าจะได้มากกว่านี้ โดยตั้งเป้าไว้ 2,000 ล้านบาท เดิมเราใช้ธนาคารกรุงไทยติดตามหนี้ ซึ่งส่งแค่จดหมาย แต่ปีที่แล้วเราจ้างบริษัทติดตามหนี้ จะใช้วิธีโทรศัพท์ติดตามด้วย" นางสาวฑิตติมากล่าว 
 
ส่วนเป้าหมายในปีนี้ จะมีการชำระหนี้เข้ามา 1.9 หมื่นล้านบาท จากที่ผ่านมาชำระหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2556-2558 ชำระ 11,000 ล้านบาท, 13,000 ล้านบาท และ 17,000 ล้านบาท ตามลำดับ ทำให้กองทุนมีกระแสเงินสดดีขึ้นมาก
 
 
โฆษก กต.แจงกรณีสหภาพแรงงานสหรัฐฯ ร้องให้ระงับสิทธิ GSP ของไทย
 
นายเสข วรรณเมธี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่มีรายงานข่าวว่าสหภาพแรงงานสหรัฐได้ยื่นคำร้องกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐขอให้ระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของประเทศไทยนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน พร้อมด้วย นายปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และผู้แทนฝ่ายไทยอื่น ๆ ที่เข้าให้การต่อคณะอนุกรรมการ GSP สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาแล้ว พบว่าการที่สหภาพแรงงานสหรัฐได้ร้องเรียนกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ปี 2556 เป็นเรื่องเดิม และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะต้องไต่สวนขอรับทราบข้อเท็จจริงเป็นขั้นตอนตามปกติอยู่แล้ว ทั้งนี้สหรัฐฯ ได้ตระหนักถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เนื่องจากเป็นหนทางที่ถูกต้องที่จะทำให้สินค้าไทยเป็นสินค้าที่อยู่ในระดับแนวหน้าได้อย่างยั่งยืน ถึงแม้ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ GSP มาเป็นเหตุ ประเทศไทยก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการในทิศทางนี้ต่อไป
 
นายเสข กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้ย้ำกับไทยว่าไม่ได้ต้องการตัดหรือยกเลิก GSP ของประเทศไทย แต่ต้องการสนับสนุนให้ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการให้ความคุ้มครองแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ
 
 
กอช.พร้อมรับการโอนผู้ประกันตน
 
นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กอช.พร้อมรับการโอนข้อมูลและเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 ที่กฎหมายได้ให้สิทธิผู้ประกันตนโอนย้ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ เพื่อมาเป็นสมาชิก กอช. ได้แล้ว โดยขอให้ผู้ประกันตน เร่งแจ้งความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะหมดเขตภายในวันที่ 23 มี.ค.59 ทั้งนี้ ปัจจุบันตามกฎหมายประกันสังคม มาตรา 40 มีจำนวนผู้ประกันตนประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนหนึ่งที่มีสิทธิโอนย้ายมาเป็นสมาชิก กอช. โดยผู้ประกันตนสามารถแจ้งความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมให้โอนเงินส่วนที่เป็นบำนาญชราภาพมาเป็นเงินตั้งต้นการออมกับกองทุน กอช.ได้ 
 
“กอช. และสำนักงานประกันสังคมกำลังเตรียมความพร้อมการถ่ายโอนข้อมูลและเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมายังฐานข้อมูลสมาชิก กอช. ซึ่งหลังจากที่ได้กำหนดขั้นตอนวิธีการ และเริ่มดำเนินการโอนข้อมูลแล้ว ทาง กอช. จะมีหนังสือแจ้งให้สมาชิกทราบต่อไป โดยกองทุนนี้ถือเป็นทางเลือกสวัสดิการเงินออมเพื่อการเกษียณสำหรับประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระทุกประเภทและแรงงานนอกระบบ ซึ่งยังไม่มีหรือรับสวัสดิการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันยามชราภาพ ให้ได้มีการออมเงินและสิทธิรับเงินบำนาญสำหรับใช้จ่ายดูแลตนเองเมื่อเกษียณอายุ”
 
อย่างไรก็ตาม ปกติผู้ที่สมัครสมาชิก กอช. จะสามารถออมเงินกับ กอช. ได้ปีละไม่เกิน 13,200 บาทตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ผู้ประกันตนที่โอนเงินมายัง กอช. จะได้รับประโยชน์ตรงที่เงินส่วนที่โอนมานั้น จะไม่ถูกนำมารวมนับเป็นสิทธิการออมในปีนั้น เท่ากับเพิ่มความเป็นไปได้ที่สมาชิกจะได้รับเงินบำนาญตลอดชีพถ้าสมาชิกมีการออมที่เพียงพอ โดยเมื่อถึงกำหนดวันครบระยะการออม เงินทั้งหมดตามสิทธิของสมาชิกซึ่งรวมกับเงินที่โอนมาจากประกันสังคมด้วย ก็จะถูกนำมารวมกันเพื่อคำนวณหายอดเงินบำนาญรายเดือนที่สมาชิกจะได้รับ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการสมัครสมาชิก กอช. และข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ได้ที่เบอร์โทร. 02-017-0789 กด 0 และ www.nsf.or.th หรือติดต่อที่หน่วยรับสมัครสมาชิก ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ
 
 
ศธ.ปรับปรุงหลักสูตร ปวช.-ปวส. จบแล้วได้ "วุฒิการศึกษา-วุฒิวิชาชีพ" พร้อมกัน
 
พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และนายวีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้หารือเรื่องความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของผู้เรียนสายอาชีพร่วมกัน โดยพูดถึงวิธีการที่จะทำให้เด็กอาชีวะที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สามารถได้คุณวุฒิการศึกษาและคุณวุฒิวิชาชีพ 7 ระดับ พร้อมกันทันที่ที่เรียนจบ เพราะที่ผ่านมาเด็กจะต้องไปเข้ารับการทดสอบสมรรถนะในวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อให้ได้รับใบรับรองคุณวุฒิฯ
 
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ามีความเป็นไปได้ โดยจะต้องปรับปรุงหลักสูตร ปวช.และ ปวส.ให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งการปรับหลักสูตรจะเป็นการปรับหรือพัฒนาในบางเรื่องเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกัน เพราะหากทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อเด็กอาชีวะ เพราะจะได้ใบรับรองทั้งสองใบพร้อมกันทันที โดยการพิจารณาจะทำใน 3 ลักษณะ คือ 1.ดูว่าเรื่องใดปรับแก้ไขได้ทันทีก็จะลงมือทำก่อน 2.พิจารณาสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน และ 3.พิจารณาจาก 10 คลัสเตอร์ที่รัฐบาลกำหนดว่าในแต่ละคลัสเตอร์ต้องการสาขาใดมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงหลักสูตรคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะทั้งสองหน่วยงานได้เริ่มดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว
 
นายวีระชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้จัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพไว้กว่า 200 สาขาอาชีพ ซึ่งได้ตัดส่งให้ทาง สอศ.เรียบร้อยแล้ว จากนี้จะเป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนด โดยจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว อีกทั้งมาตรฐานคุณวุฒิที่ได้จัดทำยังสอดคล้องกับมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพระดับอาเซียนและสากล ซึ่งในอนาคตจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการทำงานในประเทศ และการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนอีกด้วย
 
 
แรงงานชี้ลูกจ้างประกันสังคมขยายตัว ว่างงานเพิ่ม-เฝ้าระวังเลิกจ้างสูง
 
หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ได้รับรายงานสถานการณ์และแนวโน้มด้านแรงงาน เดือนธันวาคม 2558 ว่า ภาวะการจ้างงานในตลาดแรงงาน การจ้างงานลูกจ้างในระบบประกันสังคมเดือนธันวาคม 2558 มีจำนวน 10,391,761 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) ซึ่งชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2558 อยู่ที่ร้อยละ 3.78) สำหรับการว่างงาน จากตัวเลขผู้ขอรับผลประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม เดือนธันวาคม 2558 มีจำนวน 123,536 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 15.67 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YOY) และขยายตัวอยู่ที่ 0.24%  (MOM) เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่มีจำนวน 123,238 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2558 อยู่ที่ร้อยละ 21.35)
 
อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้าง จากตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานของกรมการจัดหางานเดือนธันวาคม 2558 มีจำนวน 7,034 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 56.17 (YOY) ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่มีอัตราการชะลอตัวที่ 15.43% (MOM) เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 8,317 คน  (พฤศจิกายน 2558 อยู่ที่ร้อยละ 53.96)
 
สำหรับแนวโน้มการจ้างงาน ว่างงาน และการเลิกงาน การจ้างงานในภาพรวมในตลาดแรงงานอยู่ในภาวะปกติ จากการเฝ้าระวังสถานการณ์จากระบบเตือนภัยด้านแรงงาน โดยใช้ดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจในรูปแบบดัชนีผสม 13 ตัว ส่งสัญญาณชี้นำตลาดแรงงานด้านการจ้างงานในสภาพปกติอยู่ในเกณฑ์สีเขียว (ถ้าไม่เกิน 5 ตัวจะแสดงถาวะปกติ) ซึ่งในเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ 3 ที่ไม่มีสัญญาณดัชนีเตือน
 
อย่างไรก็ตามในส่วนของแนวโน้มการว่างงานจากระบบเตือนภัยด้านแรงงาน ซึ่งอาศัยข้อมูลการว่างงานผู้มีงานทำภาคเอกชนของสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงสถานะปกติ ด้านแนวโน้มการเลิกจ้าง จากระบบเตือนภัยด้านแรงงาน ซึ่งอาศัยข้อมูลการแจ้งและตรวจพบจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แสดงสถานะเฝ้าระวังการเลิกจ้าง
 
 
อธิการฯ มรภ.ชัยภูมิ แจงเลิกจ้าง อจ.-จนท.หวั่นวิกฤต
 
จากกรณีอาจารย์ประจำวิชาคณะรัฐศาสตร์ รวม 9 ราย เจ้าหน้าที่ประจำคณะ 3 ราย ของมหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ ถูกเลิกจ้างหลังหมดสัญญาจ้างแบบปีต่อปี ทำให้ได้รับความเดือดร้อนที่ต้องตกงานอย่างกระทันหันนั้น
 
ผศ.ดร.ไพรัตน์ แก้วสาร รักษาการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ พร้อมคณบดี และผู้บริหารของสถาบัน ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนว่า มีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างการบริหารงานในสถาบันใหม่ทั้งหมด เพราะช่วง2-3 ปีที่ผ่านมานักศึกษามีจำนวนลดน้อยลงกว่าครึ่ง เหลือเฉลี่ยคณะละไม่เกิน 1 พันคน ซึ่งในปัจจุบันในภาพรวมค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคลากรและดำเนินงานในสถาบันสูงถึงเดือนละไม่น้อยกว่า 39 ล้านบาท ซึ่งเกินตัวมากที่ต้องมีบุคลากรเกินความจำเป็นต่อนักเรียนจำนวนที่ลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการบริหารการจัดการงบประมาณมุ่งเน้นให้สมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น
 
ในส่วนที่ต้องมีความจำเป็นต้องบอกเลิกจ้างในส่วนของครูคณะรัฐศาสตร์ก่อน ที่เคยมี กว่า 20 คน และสาขาวิชา อปท. มีนักเรียนเหลือไม่ถึง 4 คน และในส่วนอื่นๆเหลือไม่เกิน 800 คน แต่ต้องมีภาระรายจ่ายจ้างครูในคณะนี้ต่อเดือนติดลบสูงกว่า 500,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าเกินความจำเป็นมาก จึงจำต้องต้องคัดออก ซึ่งเดิมเคยมีครูเพียงกว่า 16 คน เท่านั้น ที่เคยรับนักศึกษาในหลักพันได้ ซึ่งก็อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจการดำเนินงาน ของ รภ.ชัยภูมิ ด้วยที่ต้องพึ่งพิงค่าเทอมจากนักศึกษามาช่วยเสริมงบประมาณที่ได้มาน้อยเพื่อช่วยบริหารงานจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและสมดุลกันด้วย ไม่มีการไปกลั่นแกล้งใครให้ออก เรามีมาตรฐานการประเมินงานจากองค์กรภายนอกที่มีมาตรฐานตรวจสอบได้ทั้งหมด และไม่ใช่ปลดออกเพื่อหาคนของตัวเองมาเข้าแทนโดยเด็ดขาด จากนี้ไปไม่เฉพาะแค่นี้ ในส่วนคณะอื่นๆหากมีการประเมินออกมาไม่ผ่านก็จำต้องคัดออก บอกเลิกจ้างด้วย
 
“ยืนยันว่าการลดจำนวนบุคลากรจะไม่กระทบต่อการจัดการศึกษาของผู้เรียนทั้งหมดที่เหลือ เพราะที่มีอยู่เกินความจำเป็น รูปแบบต่อไปบุคลากรครูจะได้มุ่งเน้นสร้างเสริมการศึกษาได้คล่องตัวและมีคุณภาพ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่จะต้องตรงกับความเป็นจริงและคุณภาพทางการจัดศึกษาให้กับเด็กที่จะจบออกไป จะต้องมีการประเมินคุณภาพที่เข้มงวด และหากมีจำนวนนักศึกษาสนใจเข้ามาเรียนมากขึ้นก็จำเป็นต้องเพิ่มบุคคลากรกลับคืนมาได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริง อยากจะขอความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่จำเป็นต้องดำเนินการในครั้งนี้ด้วย ” ผศ.ดร.ไพรัตน์กล่าว
 
 
ก.แรงงานช่วยเหลือลูกเรือเสียชีวิต 6 ศพ คุ้มครองสิทธิแรงงานครบตามกฎหมาย
 
นายสุรเดช วลีอิทธิกุล รองปลัดกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่าพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยต่อกรณี ลูกเรือประมงทะเลชีวิต 6 ศพ และมีอาการป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ 25 คน ระหว่างออกเรือประมงหาปลาออกน่านน้ำในทะเลสากล ซึ่งผลชันสูตรศพเบื้องต้นพบว่าเกิดจากภาวะร่างกายขาดวิตามินบี 1 หรือโรคเหน็บชา จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดช่วยเหลือ และดูแลให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้อย่างครบถ้วน และอำนวยความสะดวกช่วยเหลือลูกจ้างไทย-กัมพูชา อย่างเท่าเทียมกัน
 
โดยกระทรวงแรงงานได้เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือลูกจ้างในเรือประมงทะเลที่ประสบเหตุ ทั้ง 6 ลำ ที่เข้ามาจอดเทียบท่าที่แพแสนสดใส จังหวัดระนอง ประกอบด้วย เรือทรัพย์สิงห์ไทย 19 เรือ ส.สมบูรณ์ 19 เรือทรัพย์สิงห์ไทย 20 เรือสิริพัทธ์ 5 เรือทรัพย์ดาวประมง 1 และเรือทรัพย์สิงห์ไทย 25 รวมลูกจ้างเสียชีวิต 6 คน เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 5 คน และลูกจ้างไทย 1 คน คือ นายศราวุธ ดอกเตย อายุ 39 ปี เป็นลูกเรือทรัพย์สิงห์ไทย 20 มีญาติมารับศพและนายจ้างได้จ่ายค่าจ้าง ค่าทำศพและเงินช่วยเหลือให้แก่ทายาทแล้ว
 
สำหรับลูกจ้างกัมพูชาที่เสียชีวิต 5 ราย มีรายชื่อ ดังนี้ 1) Mr.SINAL TOUCH อายุ 28 ปี 2) Mr.BOL THOU อายุ 35 ปี 3) Mr.CHIN SEANG อายุ 20 ปี 4) Mr.NOEUM SEANG อายุ 30 ปี 5) Mr.BOREY HEAT อายุ 23 ปี ทั้งหมดเป็นลูกจ้างจากเรือ ส สมบูรณ์ 19 และนายจ้างได้แจ้งญาติและมอบเงินค่าจ้างและเงินช่วยเหลือแก่ทายาทที่กัมพูชาแล้ว โดยญาติได้ให้นายจ้างจัดการทำพิธีทางศาสนาให้ที่เมืองไทย เนื่องจากญาติไม่สามารถเดินทางมาได้
 
อย่างไรก็ตาม ในการเข้าตรวจสอบเรือประมงทะเล 6 ลำดังกล่าว ลูกเรือมีทั้งหมด 115 คน เป็นคนไทย 64 คน กัมพูชา 45 คน และเมียนมา 6 คน ไม่พบลูกเรืออายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่พบการบังคับใช้แรงงาน ลูกเรือทุกคนสมัครใจลงไปทำงานในเรือประมงและได้รับค่าจ้างตามกฎหมายกำหนด
 
 
พม.สั่งอายัดทรัพย์ 44 บริษัท ไม่รับคนพิการเข้าทำงาน
 
พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บอกว่ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้สถานประกอบการ จ้างงานคนพิการเข้าทำงาน ตามที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุไว้ โดยกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเบื้องต้น กำหนดให้สถานประกอบการที่มีจำนวนพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการที่สามารถทำงานได้เข้าทำงาน แต่มีบางบริษัทไม่ปฏิบัติตาม
 
โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุไว้ในมาตรา 33 ให้นายจ้างต้องรับคนพิการเข้าทำงาน ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งเบื้องต้นกำหนดให้นายจ้างต้องรับคนพิการเข้าทำงาน 1 ต่อ คนปกติ 100 คน 
 
และในมาตรา 34 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังระบุด้วยว่า หากนายจ้างไม่รับคนพิการเข้าทำงาน จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เบื้องต้น กำหนดให้ต้องจ่ายเงินสมทบตามอัตราเงินเดือนที่จ้างคนพิการ 1 คน
 
อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของ กรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า ในเดือนธันวาคม ประเทศไทยยังมีคนพิการในวัยทำงาน แต่ไม่ได้อยู่ในตลาดแรงงานสูงถึง 360,000 คน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละบริษัทด้วย เพราะถ้าหากจะมีการจ้าง คนพิการทำงานก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมของลักษณะงาน และความพิการ ของแต่ละบุคคล  รวมถึงปรับโครงสร้างของอาคารให้สามารถอำนวย ความสะดวกให้กับคนพิการด้วย
 
 
รวบนายหน้าหลอกแรงงานไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น
 
(20 ม.ค. 59) ที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พ.ต.อ.วิธ มุทธสิทธิ์ ผู้กำกับการสืบตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน จ.อุดรธานี และเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.บางปะกง จ.ฉะเฉิงเทรา ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมตัว นายธีระพงษ์ ขยันเสียง อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74/25 หมู่ 13 ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 19/2559 ลงวันที่ 14 มกราคม 2559 ในข้อกล่าวหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และเป็นผู้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
       
พ.ต.อ.วิธ มุทธสิทธิ์ ผู้กำกับการสืบตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายจำนวน 43 ราย ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองอุดรธานี ว่าถูกนายสุรพล ประทุมพล กับนายธีระพงษ์ ขยันเสียง ได้หลอกลวงว่าสามารถส่งไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมเซรามิก ประเทศญี่ปุ่นได้ โดยเรียกค่าใช้จ่ายรายละ 56,000 บาท แต่เมื่อถึงวันเวลานัดหมายก็ไม่สามารถติดต่อคนจัดหาได้จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
       
จากการสืบสวนทราบว่าหลังก่อเหตุนายธีระพงษ์ ขยันเสียง ได้หนีไปทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอบางปะกง ทางตำรวจจึงขอหมายจับเข้าจับกุมตัว ส่วนนายสุรพล ประทุมพล ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม ทั้งนี้ เงินค่าใช้จ่ายค่าเดินทางไปทำงานนั้นผู้เสียหายจะเป็นคนนำมาให้กับนายสุรพลที่บ้านเช่าโดยอ้างเป็นสำนักงาน ที่คุ้มสร้างแก้ว เขตเทศบาลนครอุดรธานี จากนั้นนายสุรพลจะให้นายธีระพงษ์ไปเปิดบัญชีในชื่อของนายธีระพงษ์ โดยมีนายสุรพลเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็ม มูลค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณ 2,408,000 บาท
       
เบื้องต้นนายธีระพงษ์ให้การอ้างว่าตนไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกง และตนก็ถูกนายสุรพลเป็นผู้ชักชวนตัวเองให้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ตัวเองก็เป็นผู้เสียหายถูกหลอกไปทำงานเช่นกัน และยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนชักชวนใครไปทำงาน
       
ผู้เสียหายรายหนึ่งเปิดเผยว่า ตนเป็นชาวอำเภอหนองหาน จ.อุดรธานี ขณะนี้กำลังว่างงานอยู่ประกอบกับตนต้องการที่จะไปทำงานต่างประเทศเพราะได้รายดี ต่อมาได้รู้จักกับนายธีระพงษ์จากการแนะนำของเพื่อนอีกต่อหนึ่งว่าหากต้องการไปทำงานต่างประเทศให้ติดต่อได้เลย จึงติดต่อกับนายธีระพงษ์ จากนั้นนายธีระพงษ์ได้พามาหานายสุรพลที่บ้านเช่าแถวคุ้มสร้างแก้วในเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยนายสุรพลบอกว่าญาติที่ประเทศญี่ปุ่นติดต่อมาว่าต้องการคนไทยไปทำงานในโรงงานเซรามิกจำนวนมาก หากตนต้องการไปทำงานจะช่วยจัดส่งไปทำงานให้ แต่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายจำนวน 56,000 บาท แต่เมื่อถึงเวลานัดไม่สามารถติดต่อกับนายสุรพล และนายธีระพงษ์ จึงเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ 
 
 
กรมการจัดหางาน รับสมัครคนไทยไปฝึกงานญี่ปุ่น สมัครฟรี ตั้งแต่วันนี้ - 27 มกราคม 2559
 
นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคัดเลือก ผู้รับการฝึกอบรมเพื่อจัดส่งไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านองค์กร IM ปี 2559 ครั้งที่ 1 ตำแหน่งคนงานทั่วไป ระยะเวลาฝึกปฏิบัติงาน 1 ปี หรือ 3 ปี ได้รับเบี้ยเลี้ยงตลอดการฝึกงานโดยในเดือนแรกได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละ 80,000 เยน หรือประมาณ 24,000 บาท และ IM ประเทศญี่ปุ่น จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าที่พัก ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ยกเว้นค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายส่วนตัว เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 12 หรือเดือนที่ 36 จะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคจะต้องรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ และค่าประกันสังคม ฝึกครบ 1 ปี จะได้รับประกาศนียบัตร รับรองการฝึกงาน และจะได้รับ
เงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ จำนวน 200,000 เยน หรือประมาณ 61,000 บาท ผู้ฝึกงานครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และจะได้รับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 184,000 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนประจำวัน
 
คุณสมบัติผู้สมัครเป็นเพศชาย อายุ 20 - 30 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา ผู้สนใจติดต่อยื่นใบสมัครด้วยตนเองพร้อมหลักฐานได้ที่สำนักงานจัดหางาน จังหวัดทุกจังหวัด สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 - 10 หรือที่สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศภายในบริเวณกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันนี้ - 27 มกราคม 2559 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ โทร.0-2245-0978 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694
 
 
สูบน้ำทั้งคืน นิคมบางปูแห้งแล้ว! เร่งประชุมผู้นำท้องถิ่นป้องกันท่วมอีก
 
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 21 ม.ค.59 สถานการณ์น้ำท่วม ในเขตประกอบการเสรี ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ต.แพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ จากเหตุฝนตกหนักเมื่อเช้ามืดของวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่าน ส่งผลให้โรงงานในเขตประกอบการค้าเสรีกว่า 40 โรง จมอยู่ในน้ำสูงกว่า 50 ซม.ทางนิคมฯต้องเร่งระดมสูงน้ำออกสู่คลองชลประทานตลอดทั้งคืน พร้อมกับประสานขอเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จากนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง 3 ตัว มาช่วยสูบน้ำเพิ่ม จนกระทั่งเวลาประมาณ 04.30 น. น้ำจึงเริ่มลดระดับลง จนรถเล็กสามารถวิ่งได้ แต่มีบางจุดซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำยังคงมีท่วมน้ำขังอยู่ประมาณ 10 ซม.
 
ขณะที่พนักงานได้เข้าทำงานตามปกติหมดแล้ว พร้อมกับช่วยกันทำความสะอาดในจุดที่เกิดน้ำท่วม ส่วนรถที่ได้รับความเสียหายนั้น พบว่าทางเจ้าของรถได้ทยอยนำออกจากเขตนิคมอุตสาหกรรมบางปู เหลือเพียงรถเก๋งฮอนด้าซิตี้สีขาว หมายเลขทะเบียน 4กร 8579 กรุงเทพฯ ซึ่งวานนี้จมน้ำเกือบทั้งคัน ยังจอดอยู่ริมถนน
 
ทางด้านนายประทีป เอ่งฉ้วน ผอ.สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปู กล่าวว่า ขณะนี้ในนิคมฯได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีบางจุดที่มีน้ำขังอยู่ หากไม่มีฝนตกเข้ามาเพิ่มเติม ก็จะสามารถระบายน้ำออกจนหมด ส่วนความเสียหายในภาพร่วมนั้น ขณะนี้มีเพียงมูลค่าเงินที่ทางผู้ประกอบการได้จ่ายค่าแรงให้กับพนักงานที่หยุดงานไปจากสาเหตุที่บริษัทประกาศให้หยุดงานเท่านั้น แต่ในส่วนของตัวโรงงานพบว่าไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด เนื่องจากส่วนใหญ่บางบริษัทยังคงเดินสายการผลิตกันตามปกติ
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ จะได้ออกสอบถามชาวบ้าน ว่าได้รับผลกระทบจากการสูบน้ำและระบายน้ำออกจากนิคมฯหรือไม่ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ จะเชิญผู้บริหารท้องถิ่นมาประชุมวางแผนการพัฒนาและผังเมืองให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อที่จะไม่ไปกระทบกับพื้นที่รับน้ำ โดยเฉพาะคลองธรรมชาติ
 
 
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์