ปัญหาลัทธิลูกเทพ (2) : ภาษา, อำนาจ, พิธีกรรม และภาวะความเป็นมนุษย์

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ


ที่มาภาพ: http://selftaughtfilm.com/
 

คงยังจำกันได้ว่า  หนังเรื่อง Cast away  (ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “คนหลุดโลก”)  มีฉากหนึ่ง  เรียกน้ำตาดราม่ากับผู้ชมได้มาก  และเป็นฉากที่กล่าวกันว่า  ส่งให้หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วด้วย คือ ฉากที่ตัวเอกอย่างอีตาชาค โนแลนด์ (รับบทโดย ทอม แฮงส์) กำลังว่ายน้ำทะเลอยู่  พร้อมร้องเรียกหาเพื่อนของเขา  อย่างสุดจิตสุดใจ 

“วิลสันนนนน” 

ก่อนที่วิลสันและตัวเขาจะถูกคลื่นทะเลซัดหายลับจากกันไป  ฉากนี้คงเป็นฉากธรรมดา  หากวิลสันเป็นมนุษย์  หรือแม้แต่หมา แมว  แต่ฉากนี้กลับมีความไม่ธรรมดา  เมื่อวิลสันเพื่อนโนแลนด์นั้นคือลูกบอล  ไม่ใช่มนุษย์ 

ย้อนกลับไปที่ต้นเรื่อง  เมื่อแรกโนแลนด์กับเพื่อน  เครื่องบินตก  เขารอดชีวิตแต่ไปติดเกาะร้างกลางมหาสมุทรอยู่คนเดียว  แน่นอนเขาเหงา  ไม่มีเพื่อนมนุษย์ให้พูดคุย  ครั้นเห็นลูกบอลติดสีฝ่ามือเป็นรูปคล้ายใบหน้าคน  ทรงผมตั้งตรง  โนแลนด์เกิดไอเดีย  จึงใช้นิ้ววาดรูปตาและปากให้กับลูกบอลนั้น  แล้วตั้งชื่อว่า “วิลสัน”  ตั้งแต่นั้นวิลสันก็กลายเป็นเพื่อนคนเดียวที่มีอยู่บนโลกในยามนั้นของโนแลนด์  เขาพูดคุยสนทนาและปฏิบัติเหมือนวิลสันเป็นมนุษย์  วิลสันทำให้เขาไม่เหงา  ชดเชยกับความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้อยู่คนเดียวบนเกาะร้าง  และคิดถึงเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ที่อยู่อีกฟากของทะเล  วิลสันช่วยให้เขารอด  เพราะรักษาความเป็นมนุษย์ในภาวะที่ไร้มนุษย์ 

ทำไมวิลสันถึงต้องหายไป เมื่อโนแลนด์จะรอดชีวิตออกจากเกาะ ?

คิดว่า เพราะวิลสันหมดสิ้นบทบาทหน้าที่ วิลสันคือผู้ช่วยให้โนแลนด์สามารถรักษารูปแบบภาษา การสื่อความหมาย การถ่ายทอดภาวะอารมณ์ความรู้สึก ในแบบที่มนุษย์ผู้อยู่ในสังคมร่วมกับมนุษย์ผู้อื่นพึงมี  เพราะภาษาเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับความเป็นมนุษย์  มนุษย์คิด ตระหนักรู้ และจัดประเภทสิ่งต่างๆ ก็โดยผ่านทางภาษา

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า วิลสันก็คือสังคม คือมนุษย์ที่อีตาโนแลนด์มโนขึ้นมา  เพื่อรักษาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ของตนเอง  เมื่อโนแลนด์รอดชีวิตออกจากเกาะมาได้แล้ว  วิลสันจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไป   

กลับกันหากเป็นในสังคมที่มีผู้คนมากมาย แต่ก็ยังไม่วายที่มีคนรู้สึกไม่ต่างจากอยู่บนเกาะร้างคนเดียว  วิลสันจะแฝงอยู่กับวัตถุชิ้นไหนในสังคมมนุษย์ ใช่มือถือ,ไอโฟน,ซัมซุง,กระเป๋า,เสื้อผ้า, รถ, คอมพิวเตอร์ ฯลฯ หรือไม่???  ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง  กำลังถูกแทนที่แย่งซีนอีกครั้งในสังคมไทย  ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวัตถุ  ผ่านทางภาษาใช่หรือไม่? แล้วมันต่างจากวัตถุอื่นมนุษย์เคยใช้กันมาอย่างไร  ชาวพุทธมโนความสำคัญของพระพุทธรูป สถูปเจดีย์กันแบบไหน ชาวคริสต์คุยกับไม้กางเขนโดยถือว่านั่นคือการสื่อสารกับพระเจ้าได้อย่างไร ฯลฯ      

เรื่องลูกเทพ  ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัววัฒนธรรมความเชื่อ จะผี พุทธ พราหมณ์ คริสต์ อิสลาม ก็ไม่เกี่ยว หากวัฒนธรรมความเชื่อเป็นเพียงวัฒนธรรมความเชื่อ เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล จะไปไหว้ต้นไม้ หรือเซ่นผีที่ไหน คงไม่มีใครว่า แต่ที่มันเป็นปัญหาก็เพราะสาเหตุดังต่อไปนี้  

1. ลูกเทพมาใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับมนุษย์ ในระนาบเดียวกับมนุษย์ ในขณะที่พื้นที่สาธารณะของมนุษย์แต่ละคนในปัจจุบัน ล้วนต่างถูกก็เบียดขับแย่งชิงพื้นที่ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ตั้งแต่ร้านกาแฟ, ร้านอาหาร, ห้างสรรพสินค้า, รถเมล์, แท็กซี่, รถทัวร์, เครื่องบิน ฯลฯ ลำพังมนุษย์ด้วยกันก็ล้นหลามมากอยู่แล้ว ลองนึกถึงช่วงเทศกาล มนุษย์ต้องกินต้องใช้ต้องเดินทาง ต้องการการบริการ ภาวะเร่งรีบ ด้วยกันทั้งนั้น  คนที่ไม่เชื่อ ไม่เล่น ก็เลยรู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลที่ต้องสูญเสียหรือถูกแย่งชิงพื้นที่ในชีวิตประจำวันไปโดยตุ๊กตา 

2. สาวกลัทธินี้ยังมีพฤติกรรม/พิธีกรรม/วัตรปฏิบัติ ที่ถือเป็นการบังคับเรียกร้องให้คนอื่นที่ไม่เชื่อไม่นับถือเหมือนอย่างตน  ต้อง treat ต้องปฏิบัติต่อวัตถุที่ถูกหมายให้เป็น “ลูกเทพ” นั้น ในฐานะมนุษย์  หรือเหมือนอย่างเป็นมนุษย์ไปเหมือนกับตนด้วย เช่นกรณีคนขับแท็กซี่  ที่เล่าว่าถูกผู้โดยสารบอกให้ขับรถดีๆ เพราะลูกเทพเวียนหัว  ซึ่งอันนี้มันอันตราย เพราะเลยพ้นขอบเขตความเป็นวัฒนธรรมความเชื่อที่สังคมจะอนุญาต การบังคับให้คนที่เขาไม่เชื่อเหมือนอย่างตนต้องปฏิบัติต่อวัตถุในจินตนาการความมโนของตน เหมือนอย่างที่ตนปฏิบัติด้วยนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่นๆ 

ตรงข้าม หากลูกเทพ (ซึ่งจริงๆ ตัวผู้ถือตุ๊กตานั่นต่างหากที่ทำให้ลูกเทพมีวิญญาณสิงไปจริงๆ) ไม่เข้ามาแย่งพื้นที่สาธารณะกับมนุษย์ และผู้ที่เชื่อ/เล่น/เลี้ยง ไม่เรียกร้องหรือบังคับให้คนอื่นต้องปฏิบัติต่อตุ๊กตาของตนเหมือนอย่างมนุษย์ไปกับตนด้วย ลัทธิความเชื่อนี้ก็จะยังมีพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต และสังคมจะไม่เห็นเป็นพิษเป็นภัยที่ต้องต่อต้านอะไรมากมาย อย่างมากก็ด่าว่าบ้า โง่ งมงาย ไร้สาระ โดยไม่นำพาไปสู่การแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด เพราะเขาไม่มองมันเป็นปัญหา 

แต่ท้ายสุดแล้วคนที่เชื่อกับไม่เชื่อ ก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้ บนเงื่อนไขว่าให้อยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคล เป็นความเชื่อส่วนบุคคล  มีพื้นที่ ชุมชน ของตนเอง แยกต่างหาก ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวหรือบังคับคนที่เขาไม่เชื่อเหมือนอย่างตน ให้ต้องเชื่อ ต้องปฏิบัติ  เหมือนอย่างตนไปด้วย มันไม่แฟร์และเป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น 

สาวกลัทธิใหม่นี้จึงควรเรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิของผู้ที่เชื่อหรือเห็นต่างจากตน ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ ส่วนความเชื่อเนื่องในลัทธินี้  จะมีรูปแบบเนื้อหาอย่างไร ไหว้อะไร คุยอยู่กับอะไร  โอ๊ยสังคมประเทศนี้มันก็เต็มไปด้วยผีบ้ากันทั้งนั้นแหล่ะครับ  จะทำยังไงให้มันอยู่ร่วมกันได้  ไม่ทำร้ายกันต่างหากล่ะ!!!         
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์