สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 29 ม.ค.-4 ก.พ. 2559

 
ศาลล้มละลายสั่งพิทักษ์ทรัพย์ “ไทยมาร์ท” พนักงาน 380 คน ถูกลอยแพ
 
(29 ม.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท ไทยมาร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการศูนย์ค้าส่งสินค้าสำเพ็ง นายลัทธิ แสนรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า พร้อมด้วยพนักงาน บริษัท ไทยมาร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด อีกกว่า 100 คน เดินทางเข้ามาเพื่อเรียกร้องให้ฝ่ายผู้บริหารออกมาชี้แจง กรณีที่มีคำสั่งจากศาลล้มละลายกลาง และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง การยึดและรวบรวมทรัพย์สินตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ทำให้พนักงานทุกคนของบริษัท พ้นสภาพจากการจ้างงาน
       
นายลัทธิ กล่าวว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เข้ามาภายในบริษัท ไทยมาร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทุกสาขา ซึ่งไทยมาร์ททั้งหมด มีทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 7 สาขา 1 คลังสินค้า พร้อมกับนำคำสั่งจากกรมบังคับคดี มาติดประกาศเพื่อขอพิทักษ์ทรัพย์สินชั่วคราว และให้พนักงานทั้งหมดออกจากบริษัทและศูนย์ค้าส่งทันที พร้อมกับแจ้งว่า พนักงานพ้นสภาพการจ้างงานจำนวน 380 คน โดยไม่มีเอกสารแจ้ง โดยศาลล้มละลายมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ในวันที่ 22 มกราคม 2559 และเจ้าพนักงานเข้ามาติดประกาศวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเร็ว พนักงานยังไม่ทันได้เตรียมตัว และหางานใหม่ไม่ทัน ทั้งที่วันที่ 29 ม.ค. จะเป็นวันจ่ายค่าจ้าง ซึ่งพนักงานทุกคนเดือดร้อนมาก เพราะทุกคนก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลและใช้จ่าย
       
จึงอยากให้ผู้บริหารออกมาชี้แจ้งใน 4 ประเด็น คือ 1. สถานะของพนักงาน บริษัท ไทยมาร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปัจจุบันเป็นอย่างไร 2. เงินเดือน ค่าจ้างเดือน ม.ค. 2559 ที่มีกำหนดรับในวันที่ 29 ม.ค. จะได้รับหรือไม่ 3. ในกรณีหากมีการปิดกิจการจริง สถานะการเป็นพนักงานของบริษัทสิ้นสุดลง ทางผู้บริหารจะมีแนวทางอย่างไรในการช่วยเหลือพนักงาน เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน อาทิ เงินชดเชย และสวัสดิการ 4. ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างผู้ถือหุ้นเป็นอย่างไร และมีแนวโน้มที่จะดำเนินกิจการห้างไทยมาร์ท ต่อหรือไม่
 
นางหนูเย็น ศรีภิรมณ์ อายุ 62 ปี พนักงานรักษาความสะอาดให้บริษัท ไทยมาร์ท สาขารามอินทรา เปิดเผยว่า ตนเป็นคน จ.อุดรธานี เดินทางขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ พร้อมกับสามีวัย 68 ปี เนื่องจากบ้านที่อุดรนั้นมีอาชีพทำนา แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็เริ่มทำไม่ไหว จึงเข้ามาหางานใน กทม. ซึ่งที่บ้านนั้นอยู่ด้วยกัน 4 คน มีตน สามี ลูกชายที่พิการ 1 คน และหลานชาย 1 คน ตนทำงานกับบริษัทนี้มา 4 ปี แล้ว พร้อมกับหลานชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งในแต่ละเดือนเงินค่าแรงที่ได้มาก็จะนำไปใช้เรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ใช้จ่ายเลี้ยงดูลูกที่พิการและคนในบ้าน ไม่เคยเหลือเงินพอเก็บออมเลย หากบริษัทต้องปิดตัวลงจริง ตนคงลำบาก เพราะรายได้ในส่วนของตนและหลานชายจะหายไป และตนก็อายุมากแล้วจะไปสมัครงานที่ไหนก็อาจจะไม่มีใครรับแล้ว 
 
 
กสร.รุดช่วยลูกจ้าง"ไทยมาร์ท"ถูกลอยแพ 100 กว่าคน หลังบริษัทถูกศาลสั่งล้มละลาย พาพบกรมบังคับคดี
 
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. น.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่้พนักงานบริษัท ไทยมาร์ท คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างและเงินชดเชย หลังบริษัทดังกล่าวถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ที่หน้าบริษัทฯ ในย่านรามอินทรา เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า  ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการกลุ่มสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 10 ว่า เจ้าหน้าที่กสร.ได้เข้าไปประสานกับกลุ่มลูกจ้างบริษัทไทยมาร์ท ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี แจ้งให้ลูกจ้างทั้งหมดออกจากบริษัทฯ รวมถึงนำโซ่มาคล้องประตูไว้ห้ามลูกจ้างเข้าทำงานและปิดคำสั่งศาลล้มละลายกลางเรื่องคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว  ต่อมาในวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนลูกจ้างประมาณ 30 คนได้มาพบเจ้าหน้าที่กสร.เพื่อขอคำแนะนำและขอให้ช่วยเหลือ ซึ่งได้มีการแนะนำในข้อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อธิบดีกสร.กล่าวอีกว่า เมื่อศาลมีคำสั่งข้างต้นได้มีผลทำให้อำนาจการบริหารจัดการบริษัทไทยมาร์ท ไปอยู่กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี และนายจ้างไม่มีอำนาจในการบริหารและจ่ายค่าจ้างได้อีก ดังนั้นเจ้าหน้าที่กสร.จึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์โดยจะนำตัวแทนกลุ่มลูกจ้างไปพูดคุยกันในช่วงเช้าของวันที่ 2 ก.พ.นี้ ที่กรมบังคับคดี เพื่อขอทราบว่าบริษัทยังคงมีการจ้างงานต่อไปหรือไม่ 
 
"หากยังคงจ้างพนักงานทั้งหมดอยู่ ก็ต้องจ่ายเงินเดือนที่ค้างอยู่โดยเร็ว แต่ถ้าลูกจ้างทั้งหมดถูกเลิกจ้าง กรมบังคับคดีจะต้องจ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่าย รวมถึงเงินชดเชยการถูกเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างแต่ละคนตามอายุงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยขั้นต่ำผู้ทำงานมา 4 เดือนต้องได้รับเงินชดเชย 1 เดือนของค่าจ้าง และสูงสุดทำงาน 10 ปีขึ้นไป ต้องได้เงินชดเชย 10 เดือนของค่าจ้าง"น.ส.พรรณี กล่าวและว่า กสร.จะเตรียมการช่วยเหลือไว้โดยประสานไปยังสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ให้จ่ายเงินสิทธิประโยชน์กรณีถูกเลิกจ้างโดยได้รับ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างเป็นเวลา 6 เดือน กรมการจัดหางานเพื่อให้ช่วยจัดหางานรองรับ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) ช่วยฝึกอาชีพตามที่ลูกจ้างต้องการ
 
 
สปส.เปิดการอบรมเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานและเครือข่ายแนวทางประกันสังคมมาตรา 40
 
สปส.เปิดการอบรมโครงการประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานมาตรา 40 และเครือข่ายแนวทางประกันสังคมมาตรา 40 เมื่อมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) รวม 8 จังหวัด โดยมีนางเพชรรัตน์ นรเดชานนท์ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ประธานเปิดอบรม ณ.ห้องประชุมทวารวดี 2 โรงแรมไมด้า ทวารวดี แกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
 
นายชัยภัค สุนทรหงส์ ปลัดจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวต้อนรับ ในนามจังหวัดนครปฐม ต่อ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม จังหวัดนครปฐมเป็นสถานที่จัดอบรมโครงการประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานมาตรา 40 และเครือข่าย เรื่องแนวทางประกันสังคมมาตรา 40 เมื่อมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)จังหวัดนครปฐมเป็นเมืองเก่าแก่ มีประวัติความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลโดยเป็นแหล่งเผยแพร่พระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดียเข้ามาในประเทศไทยเป็นแห่งแรกประจักษ์พยาน คือ พระปฐมเจดีย์ ที่เป็นปูชนียสถานสำคัญตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งมีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐอยู่ภายในเป็นที่เคารพสักการะของคนจังหวัดนครปฐมและบุคคลคนทั่วไป เป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดความเจริญของชนชาติต่างๆที่พากันอพยพมาตั้งถิ่นฐานกันมากมายจนถึงปัจจุบันจังหวัดนครปฐมตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 56 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 2,168 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอพื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มมีท่าจีนหรือแม่นำ้นครชัยศรีไหลผ่านทำให้เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มากมายไปด้วยผลไม้และอาหารที่ขึ้นชื่อนานาชนิด ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวน ทำไร่ ทำนา ผลไม้ที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง ส้มโอ และ กล้วยไม้ และยังเป็นแหล่งเลี้ยงปลาสวยงามที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย และสถานที่ท่องเที่ยวกับชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน ชิมอาหารรสเลิศนานาชนิด และไปกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืององค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งมีความประทับใจไม่รู้ลืมอีกด้วย
 
ณ เดือนธันวาคม 2558 จะงหวัดนครปฐม มีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม7,831 แห่ง จำนวนผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33,39 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในระบบจำนวน 238,009 คน ส่วนแรงงานนอกระบบทั้งจังหวัดซึ่งเป็นตัวเลขของผู้ที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับ สปสช. มีจำนวน 336,408 คน นั้นในจำนวนนี้มีผู้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพียง 29,403 คน หรือคิดเป็น 8.74 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนแรงงานนอกระบบเท่านั้น ทราบว่าปัจจุบันจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ลดจำนวนลงอีก เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น โอนไปสมัคร กอช. เป็นต้น จึงเป็นโอกาศอันดีที่วันนี้ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์และสภาพปัญหาเพื่อร่วมกันทำความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นแนวทางเดียวกันและนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข่าวสารและสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพิ่มมากขึ้น เพื่อสวัสดิการสังคมที่ดีขึ้น
 
นางสาวอริยา ลิ้มสุวัฒน์ ประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวรายงานการอบรมในฐานะจังหวัดนครปฐมเป็นเจ้าภาพการอบรมโครงการประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานมาตรา 40 และเครือข่ายซึ่งมีผู้เข้าอบรมจำนวนประมาณ 300 คน รวม 8 จังหวัด มีจังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และ จังหวัดเพชรบุรี เรื่องแนวทางประกันสังคมมาตรา 40 เมื่อมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการประกันสังคมมาตรา40 สำหรับแรงงานนอกระบบมาหลายปีแล้ว อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และอัตราเงินสมทบ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขในการขอรับประโยชน์จากการสมัครเป็นผู้ประกันตนดังกล่าวเนื่องจากประกันสังคมมาตรา 40 มีถึง 5 ทางเลือก แต่ละทางเลือกก็มีเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไป
 
ในปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมเรื่องการออมเพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะที่เป็นแรงงานนอกระบบ ได้มีบำนาญใช้ในวันข้างหน้าในเบื้องต้นการออมดังกล่าวมีสำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยเป็นการออมมาตรา 40 ทางเลือก 3 แต่ต่อมาเมื่อรัฐบาลออกกฏหมายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) มาบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2558 จึงมีผลทำให้สำนักงานประกันสังคมจำเป็นต้องยุติการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 โดยทันทีทำให้เกิดผลกระทบผู้ประกันตนรายเดิมที่ประสงค์จะออมเงินเพื่อรับเป็นบำนาญตลอดชีวิตต้องโอนไปอยู่กับกองทุนการออมแห่งชาติตามบทบัญญัติของกฏหมายและมีผลกระทบต่อผู้ประกันตนทางเลือกที่ 4 และ 5 ด้วยความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวนมากเกิดความสับสน ไม่เข้าใจนโยบายและแนวปฏิบัติตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
 
ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ผู้นำชุมชน อาสาสมัครแรงงาน ผู้นำกลุ่มต่างๆ มีความเข้าใจที่ถูกต้องในนโยบายของรัฐและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สำนักงานประกันสังคมจึงได้จัดอบรมเพื่อให้สามารถนำความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปชี้แจงแก่แรงงานนอกระบบและประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบและปฏิบัติได้ถูกต้องหารอบรมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 300 คน ในหัวข้อ การดำเนินการยกเลิกประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 กรณีบำนาญชราภาพและทิศทางการดำเนินงานประกันสังคมมาตรา 40 ภายหลังมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ lce-Breaking กิจกรรมเสริมสร้างการสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินงานประกันสังคมมาตรา 40 สานเสวนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์/แนวทางการดำเนินงาน ข้อเสนอเเนาะรวมทั้งปัญหาอุปสรรคอีกด้วย
 
 
กยศ.นำร่อง 4 องค์กร หักเงินเดือนผู้กู้ไม่คืน
 
กยศ.เสนอให้องค์กรนายจ้าง เข้าร่วมโครงการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ กยศ.ที่มีผู้กู้ยืมเงินเรียนแล้วไม่ชำระหนี้ ล่าสุด มี 4 องค์กร เข้าร่วมโครงการแล้ว  
 
นางสาวฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)ระบุว่าปี 2559 จะเป็นปีที่ใช้หลักเกณฑ์การให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาใหม่ โดยเฉพาะ นักเรียนมัธยมปลายที่ผู้กู้จะต้องมีเกรดเฉลี่ย 2.00 ขึ้นไป 
 
ส่วนเด็กอาชีวะที่เป็นผู้กู้ใหม่ไม่จำกัดเกรดเฉลี่ย คาดว่าปี 59 จะมีผู้กู้รวม 6.7 แสนราย เป็นผู้กู้รายเก่า 4.7 แสนรายและเป็นผู้กู้รายใหม่ 2 แสนราย มีงบประมาณให้กู้ยืม 2.7 หมื่นล้านบาท ส่วนการชำระหนี้ กยศ.มีอัตราดีขึ้นเรื่อยๆ 
 
โดยตั้งแต่ปี 2556 มีการชำระ 1.1 หมื่นล้านบาท ปี 2557 มีการชำระ 1.3 หมื่นล้านบาท และ ปี 2558 มีการชำระ 1.7 หมื่นล้านบาท ล่าสุด มียอดค้างชำระ 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าปี 2559 จะมีการชำระ 1.9-2 หมื่นล้านบาท เนื่องจาก กยศ.มีโครงการสนับสนุนการชำระหนี้มากขึ้น 
 
โดยปี 2559 ได้เริ่มหักบัญชีเงินเดือนผู้กู้จาก 4 หน่วยงานแล้ว คือ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก บริษัทบาทรูม ดีไซด์ และ กรมบัญชีกลาง ซึ่งทั้ง 4 แห่ง นำร่องในปีนี้
 
ซึ่งขณะนี้ กยศ.เปิดให้องค์กรนายจ้างเข้าร่วมโครงการ กยศ.กรอ.เพื่อชาติ คือ การหักเงินเดือนไปจนถึงเดือนกันยายน ปี 2559
 
 
ผู้รับเหมาไทยร้องศูนย์ดำรงธรรม บริษัทเกาหลีเบี้ยวค่าจ้างกว่า 100 ล้าน
 
(2 ก.พ.) นายประหยัด ขันติธรรมบวร อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9/10 หมู่ 11 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อาชีพรับเหมาก่อสร้าง ผู้รับมอบอำนาจ เข้าร้องศูนย์ดำรงธรรม จ.ระยอง ที่ศาลากลาง จ.ระยอง โดยมี นางวัลยา ชาญสันตินุกูล เป็นผู้รับเรื่องดังกล่าวพร้อมเอกสาร
       
ทั้งนี้ นายประหยัด ขันติธรรมบวร กล่าวว่า ได้รับมอบอำนาจจากกลุ่มบริษัทรับเหมาคนไทยหลายบริษัทฯ ที่ได้ทำสัญญารับเหมาการวางท่อ ติดตั้งเครื่องจักร ไฟฟ้า ฯลฯ ในโครงการก่อสร้างโรงงานบริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด (มหาชน) เฟส 2 (ส่วนขยาย) ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ต.ห้วยโป่ง อ.เมืองระยอง จากบริษัท โพสโก้ เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ชาวเกาหลีซึ่งเป็นบริษัทฯ รับเหมาก่อสร้างโรงงาน พีทีที ฟีนอล จำกัด (มหาชน) เฟส 2 (ส่วนขยาย) บริษัทในเครือกลุ่ม ปตท.จำกัด (มหาชน)
       
บริษัท โพสโก้ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ของชาวเกาหลีได้ค้างชำระเงินกลุ่มบริษัทรับเหมาของคนไทยเป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท โดยไม่ยอมชำระเงินตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท ทำให้ผู้รับเหมาประสบความเดือดร้อน ซึ่งต้องดูแลรับผิดชอบคนงานจำนวนมาก และยังมีการข่มขู่ผู้รับเหมาคนไทยอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย จึงร้องขอความเป็นธรรมให้ศูนย์ดำรงธรรม จ.ระยอง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว
       
ด้าน นางวัลยา ชาญสันตินุกูล หัวหน้าเวรรับเรื่องศูนย์ดำรงธรรม กล่าวว่า ได้รับเรื่องขอความเป็นธรรมพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และจะได้ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป 
 
 
ครม. ไฟเขียว ขยายลงทะเบียนแรงงานประมงต่างด้าว ถึง 31 ก.ค. 59
 
วันที่ 2 ก.พ. เมื่อเวลา 15.10 น. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้ขยายระยะเวลาการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว สัญชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชา ในกิจการประมงทะเล จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา ขยายระยะเวลาออกไป เป็นภายในวันที่ 31 ก.ค. 2559 ซึ่งเมื่อขยายระยะเวลาออกไปแล้ว จึงขอให้แรงงานอยู่ในประเทศและทำงานต่อไป จนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2560 ขณะที่แรงงานต่างด้าวในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ จากเดิมที่จะสิ้นสุดการขอจดทะเบียนในวันที่ 22 ก.พ. 2559 ให้ขยายออกไปจนถึงวันที่ 22 ส.ค. 2559 และอนุญาตให้อยู่ในประเทศทำงานได้ถึงวันที่ 22 ก.พ. 2560
 
ทั้งนี้ ครม. มีมติเลื่อนระยะเวลาลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวมาแล้ว 3 ครั้ง แต่เนื่องจากความต้องการแรงงานยังมีอยู่ และแรงงานที่ต้องการจดทะเบียนยังมีอยู่ ถือว่าภาคแรงงานยังต้องการคน จึงต้องจัดให้ทุกอย่างอยู่ในระบบถูกต้องตามกฎหมาย
 
 
“อมตะ” เล็ง 5 ปีผุด 2,000 โรงงาน
 
นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทอมตะ เปิดเผยว่า อมตะได้ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศครบรอบ 40 ปีในปี 2559 นี้ จึงได้จัดงานฉลองครบรอบอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า ผู้บริหารทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนให้อมตะประสบความสำเร็จได้เช่นทุกวันนี้ โดยจัดงานฉลองภายใต้คอนเซปต์ “The Future is Here” ที่แสดงถึงศักยภาพการเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งและมั่นคง ด้วยการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเป็นรากฐานความสำเร็จให้แก่นักลงทุนทุกคนที่ก้าวเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมของอมตะ
 
สำหรับทิศทางอนาคตของอมตะมีการวางแผนการลงทุนเพื่อการเติบโตแบบยั่งยืนโดยเน้นลงทุนจากกำไร และมีแผนการสร้างอมตะให้เป็นได้มากกว่าคำว่า นิคมอุตสาหกรรม เพื่อก้าวสู่การเป็น “เมืองแห่งความสมบูรณ์แบบ” หรือ “Perfect City” ที่ประกอบไปด้วย 3 สิ่ง ได้แก่ ความสะดวกสบาย คุณภาพชีวิตที่ดี และมีความรวดเร็วด้านการให้บริการแบบครบวงจร (One stop Service)
 
ปัจจุบันอมตะ มีการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด และอมตะมีความพร้อมในทุกด้านสำหรับรองรับการลงทุนจากนักลงทุน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสถานประกอบการภายในนิคมฯ อมตะได้ครบ 2,000 โรงงานภายในระยะเวลา 5 ปี
 
นอกจากมุ่งเน้นเรื่องการสร้างรายได้จากการขายและให้เช่าพื้นที่เพื่อจัดตั้งโรงงานแล้ว รายได้ที่มีความสำคัญทำให้อมตะมีความแข็งแกร่งอีกทางหนึ่งคือการสร้างรายได้ระยะยาว (Recurring Income) ที่มาจากการพัฒนาธุรกิจด้านบริการและสาธารณูปโภคทุกประเภทที่มีความจำเป็นต่อการประกอบกิจการอุตสาหกรรมและการใช้ชีวิต อาทิ น้ำประปา ไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม การขนส่ง การศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ ซึ่งเป็นรายได้ที่มีการหมุนเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ โรงงานทุกแห่งมีความจำเป็นต้องใช้บริการ อมตะจึงทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการครบวงจร เพื่อ ช่วยให้ผู้ประกอบการโรงงานได้รับความสะดวกสบาย และประหยัดเวลาในการจัดหาทรัพยากร ในการประกอบกิจการอุตสาหกรรม และ การดำรงชีวิตของพนักงานโรงงาน อีกด้วย“เคล็ดลับความสำเร็จที่ยั่งยืนของอมตะอย่างแรก คือ การมีวินัยทางการเงิน รู้จักบริหารจัดการกำไรและหนี้สิน ลงทุนจากกำไร  และการนำเอาที่ดินที่มีอยู่มาคิดเป็นเงินลงทุนหากมีการร่วมทุนแทนที่จะลงทุนด้วยเงินสด จะทำให้การบริหารจัดการเงินยั่งยืนกว่า นอกจากนี้สิ่งที่สอง คือ ต้องมองให้ไกล คือ มองล่วงหน้า ไม่ใช่แค่สิบปี ยี่สิบปี แต่หมายถึงมองข้ามไปมากกว่านั้น และสิ่งสุดท้ายคือ ต้องมองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จะทำอะไรต้องมีแผนวางไว้ แล้วค่อยๆก้าวเดิน เราเป็นเรือเกลือที่ค่อยๆเดิน แต่มั่นคง แผนพัฒนาของอมตะวางไว้ล่วงหน้าสามสิบปี และเรายังคงค่อยๆพัฒนาตามแผนต่อไป อมตะ เราคือผู้กำหนดอนาคตด้วยการมองการณ์ไกล” นายวิกรม กล่าว
 
นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นอกเหนือจากการพัฒนาธุรกิจแล้ว อมตะยังได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร  เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยมีแผนพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อรองรับด้านแรงงานฝีมือให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคมฯ อมตะ โดยความร่วมมือกับกรมอาชีวศึกษาจัดหลักสูตรการฝึกงานระยะยาว รวมถึงการพยายามผลักดันให้เกิดศูนย์วิจัยเพื่อวิเคราะห์ วิจัย เชื่อมโยงงานวิจัยเพื่อคิดค้นพัฒนาผลงานหรือผลผลิตของแต่ละบริษัท หรือแม้กระทั่งการสร้างเมืองวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้วิทยาศาสตร์ใกล้ชิดอุตสาหกรรม เพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
 
อมตะเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ดำเนินตามแนวคิดเมืองที่สมบูรณ์แบบ เน้นความสำคัญการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาด เพื่อประหยัดทรัพยากรและพลังงาน การลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเชื่อมั่นว่าศูนย์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ตอบสนองความต้องการของธุรกิจต่างๆในอนาคตได้
 
“เป้าหมายของอมตะไม่เพียงแค่การวางแผนเพื่อทำธุรกิจอุตสาหกรรม แต่อมตะพัฒนาธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นจนต่อยอดให้มีความมั่นคงแข็งแกร่ง การบริหารจัดการคนจึงเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ แรงงานเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากโรงงานจะเลือกลงทุนก่อตั้งก็จะเลือกพื้นที่ที่มี่ความพร้อมในทุกๆด้าน ทั้งสาธารณูปโภค การคมนาคมไปจนถึงสาธารณสุข เมื่อพื้นที่ตอบโจทย์ได้” นายวิบูลย์ กล่าว
 
ด้านนางสมหะทัย พานิชชีวะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขยายธุรกิจอมตะไปยังต่างประเทศคือการขยายโอกาสด้านการทำธุรกิจและเพิ่มพื้นที่ด้านการลงทุนให้แก่นักลงทุนโดยปัจจุบันอมตะมีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง ได้แก่ อมตะ ซิตี้ เบียนหัว และ อมตะ ซิตี้ ลองถั่น และในระหว่างนี้ก็ได้มีการศึกษาเพื่อจัดหาพื้นที่สำหรับการพัฒนาเพิ่มเติม ทั้งในประเทศเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม AEC อาทิ ประเทศพม่า ซึ่งเป็นอีกประเทศที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมเป็นสามเหลี่ยมแห่งการผลิตขนาดใหญ่ได้
 
โดยเห็นได้จากประเทศเวียดนามติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ประเทศพม่าติดกับมหาสมุทรอินเดีย และประเทศไทยติดกับอ่าวไทย โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคม สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว การลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นการลงทุนที่สร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการบริหาร หรือแม้แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความหลากหลายของแรงงาน ที่ผ่านมา การพัฒนาธุรกิจในต่างประเทศของอมตะยึดรูปแบบการบริหารจัดการจากโมเดลหลักคือนิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศไทยที่มีประสบการณ์การทำงานมาแล้วถึง 40 ปี ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอมตะให้เป็น เมืองสมบูรณ์แบบ
 
 
น้ำมันดิ่งคนงานปิโตรเลียมตกงานแล้วกว่า 6 พันคน
 
นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2557 จนราคาน้ำมันดิบล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ/ลาร์เรล ทำให้ผู้ประกอบการมีทั้งลดละเลื่อนการขุดเจาะผลิตน้ำมัน มีแท่นขุดเจาะน้ำมันหยุดกิจการชั่วคราวแล้ว 2 แท่น ได้แก่ แท่นสงขลา C และ G กำลังการผลิตรวม 2,600 บาร์เรลต่อวันของคอสตอลเอนเนอร์นี่ รวมทั้งมี 2 แท่นบริการสำรวจและผลิตถอนแท่นออกจากไทยไปแล้วจากทั้งหมด 10 แท่น ทำให้พนักงานตกงานมากกว่า 6,000 คนแล้ว ซึ่งกรมฯ กำลังติดตามสถานการณ์ทั้งหมด โดยคาดว่ากิจกรรมต่าง ๆ จะกลับมาเดินเครื่องการผลิตอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จนกว่าระดับราคาจะคุ้มค่าแก่การลงทุน
 
 
อธิบดีกรมจัดหางานเผยไทยต้องการแรงงานต่างด้าวถึง 3 ล้านคน
 
นายอารักษ์ พรหมมณี อธิบดีกรมจัดหางาน กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในด้านแรงงาน ว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวานนี้ ขยายระยะเวลาการจดทะเบียบแรงงานต่างด้าว ออกไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นลงเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2559 ออกไปจนถึง 31 กรกฎาคม 2559 แรงงานต่างด้าว จะทำงานได้จนถึง 31 มกราคม 2560 โดยกิจการแปรรูปสัตว์น้ำที่มีการจดทะเบียนสิ้นสุด 22 กุมภาพันธ์นี้ มียอดจดทะเบียนในปี 2558 มีแรงงานต่างด้าวจดทะเบียน จำนวน 21,884 คน เปรียบเทียบการจดทะเบียนในปี 2557 มียอดจดทะเบียน 54,402 คน ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าปริมาณการจดทะเบียนที่ลดลงนี้ ถ้าหากในปี 2559 มีการจดทะเบียนน้อยลง แสดงให้เห็นว่าแรงงานต่างด้าวได้เข้ามาสู่ระบบมากขึ้น
 
ขณะที่กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่มีการเปลี่ยนนายจ้างในช่วงตุลาคม 2558 ถึง มกราคม 2559 นายอารักษ์ ระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวเปลี่ยนนายจ้าง จำนวน 2,885 คน ซึ่งเป็นในกลุ่มที่นายจ้างล้มละลาย และนายจ้างทำผิดกฎหมาย ส่วนมาตรการของกรมการจัดหางานในปีนี้ จะมีการจัดตั้งเขตปลอดการจ้างแรงงานต่างด้าวให้มากขึ้นในทุกพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย โดยจะเน้นให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบลงไปเยี่ยมแรงงานต่างด้าวและนายจ้างให้มากขึ้น
 
อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการแก้ปัญหาแรงงานในภาคประมง ที่ประสบการขาดแคลนแรงงานด้วยการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่ทำในกิจการประมงทะเล และอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำเปลี่ยนนายจ้างภายในกลุ่มได้ โดยไม่จำกัดจำนวนนายจ้าง และจังหวัดที่ทำงานได้ ขณะที่ในอนาคตจำเป็นต้องมีการปรับวิธีการดูแลแรงงานต่างด้าวใหม่ เพื่อรองรับกับความต้องการแรงงานต่างด้าวของไทยที่มีความต้องการประมาณ 3 ล้านคน
 
ด้านน.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระบุว่า หน้าที่ของกรมสวัสดิการฯ จะคุ้มครองแรงงานลูกจ้างให้ได้รับประโยชน์ตามกฏหมาย และป้องกันไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ ความคืบหน้าการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ พัฒนาปรับปรุงกฏหมายให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันและรวดเร็วยิ่งขึ้น ,การบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัดและจริงจัง ,การเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันการเกิดปัญหาการค้ามนุษย์ ,และการให้ความช่วยเหลือแรงงานประมงไทยที่กลับจากเกาะอัมบน ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการที่จะดำเนินงานในนี้ คือ สำรวจการทำงานของเด็กในประเทศไทย สำรวจสถานการณ์การทำงานของเด็กในกิจการผลิตอ้อยทั่วประเทศ ,การส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของแรงงานต่างด้าวเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน และการพัฒนาประสิทธิภาพงานข่าวเพื่อปฏิบัติการเชิงรุก ซึ่งทั้งหมด เพื่อเป็นการดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์
 
 
บสย. นำร่องต้นแบบองค์กรนายจ้างภาครัฐวิสาหกิจรายแรกร่วมโครงการ กยศ. กรอ. เพื่อชาติสร้างโอกาสทางการศึกษา คืนเงินทุนเพื่อน้องรุ่นต่อไป
 
บสย. นำร่องต้นแบบองค์กรนายจ้างภาครัฐวิสาหกิจ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมโครงการ "กยศ. กรอ. เพื่อชาติ" 
 
นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ บสย. ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ กยศ. ในโครงการ "กยศ. กรอ. เพื่อชาติ" และถือเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาครัฐวิสาหกิจรายแรก ที่เข้าร่วมโครงการ โดยมี
 
มีวัตถุประสงค์หลักคือ
1. เพื่อให้การสนับสนุน ส่งเสริมและให้ความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐ โดยก่อนหน้านั้นบสย.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกยศ.ฉบับที่ 1 รณรงค์ให้ผู้กู้ยืมเงินกองทุน ชำระเงินคืน เพื่อสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบให้แก่ผู้กู้ยืมเงินกองทุน
 
2. เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษารุ่นต่อๆไปได้เข้าถึงเงินทุนเพื่อการศึกษา โดยบสย.จะเชิญชวนพนักงานที่ได้รับเงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเข้าร่วมโครงการ ร่วมกันกระตุ้น ปลุกจิตสำนึก สร้างแรงกระตุ้น เป็นตัวอย่างที่ดี แสดงความรับผิดชอบ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับนักศึกษารุ่นน้องต่อไป
 
3. บสย.จะเป็นผู้ประสานให้พนักงานของ บสย. สร้างความตระหนักถึงความจำเป็นในการชำระหนี้เงินกู้ยืมคืน กยศ. บุคลากรที่ได้รับเงินทุนกู้ยืมจาก กยศ.และดำเนินการเพื่อให้มีการหักเงินเดือนหรือค่าจ้าง ที่ผ่านการยินยอมจากผู้กู้ยืมเงิน
 
นายนิธิศ กล่าวว่า นับเป็นโอกาสที่ดี ในโครงการความร่วมมือครั้งนี้ ระหว่าง บสย. และ กยศ. โดยการสนับสนุนและให้ความร่วมมือ ในการเป็นองค์กรนายจ้างต้นแบบภาครัฐวิสาหกิจตามหลักค่านิยมองค์กร บสย. 3 ประการคือ เป็นเลิศในผลงาน ประสานความร่วมมือ และถือธรรมาภิบาล นอกจากนี้ การส่งเสริมให้บุคลากร บสย. มีวินัยทางการเงิน มีความซื่อสัตย์และมีความกตัญญูต่อเงินแผ่นดินโดยการชำระหนี้คืนกองทุน
 
ภายหลังการลงนามในวันนี้ บสย. จะประชาสัมพันธ์โครงการภายในองค์กรทันที เพื่อสร้างการรับรู้โครงการดังกล่าวกับพนักงาน โดยจะใช้วิธีการเชิญชวนพนักงานในรูปแบบของการสร้างจิตสำนึกที่ดีและการเป็นรุ่นพี่ตัวอย่างที่แสดงถึงความรับผิดชอบคืนเงินแผ่นดินเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้องได้ใช้เงินทุนก้อนนี้ต่อไป
 
ดร.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา และนายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ กยศ. กรอ. เพื่อชาติ ในการเป็นต้นแบบขององค์กรนายจ้างภาครัฐวิสาหกิจ เพื่อช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้บุคลากรในสังกัด มีวินัยทางการเงิน มีความซื่อสัตย์ และมีความกตัญญูต่อเงินของแผ่นดินในการชำระเงินคืนกองทุนฯ โดยผู้จัดการกองทุนฯ ได้เปิดเผยว่า "บสย. ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกองทุน กยศ. โดยมีส่วนร่วมในการสร้างจิตสำนึก ความรับผิดชอบให้กับบุคลากรของ บสย. ที่เป็นผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ให้ชำระเงินคืนกองทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้บุคลากรไม่ให้ถูกดำเนินคดีและถูกยึดทรัพย์บังคับคดี การเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าว จะทำให้บุคลากรของ บสย. ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ได้รับเงินตอบแทนเป็นรางวัล หรือลดเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กองทุนกำหนด ฯลฯ บสย. ถือเป็นองค์กรนายจ้างภาครัฐวิสาหกิจแห่งแรกที่มีนโยบายรณรงค์ให้บุคลากรที่เป็นผู้กู้ยืมชำระหนี้คืนกองทุน โดยจะทำการหักเงินเดือนพนักงานที่เป็นผู้กู้ กยศ. ส่งคืนกองทุนฯ ทุกๆ เดือนเพื่อให้กองทุนฯ ได้นำเงินดังกล่าวไปหมุนเวียนให้ผู้กู้ยืมรุ่นน้องที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้กู้ยืมต่อไป
 
ทั้งนี้ กองทุนยังมีแผนในการขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขอเชิญชวนหน่วยงานองค์กรนายจ้างทุกแห่งเข้าร่วมเป็นเครือข่ายความร่วมมือกับกองทุนฯ ในการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กยศ. call center โทร 0-2016-4888 หรือ e-mail : mou@studentloan.or.th"
 
 
ก.แรงงานผุดเขตปลอดต่างด้าวผิด กม.
 
นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน แถลงถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทำให้มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงมีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงและแปรรูปสัตว์น้ำ ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องขึ้นมา และขยายเวลามา 3 ครั้งแล้ว ซึ่งจำนวนตัวเลขผู้มาขึ้นทะเบียนลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจากนี้จำนวนแรงงานจะเกิดความสมดุลขึ้น
 
นายอารักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้เรามีแรงงานต่างด้าวอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคน และเตรียมจัดทำโครงการเขตปลอดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายขึ้นมา โดยจะดำเนินการทั่วประเทศให้แต่ละจังหวัดกำหนดพื้นที่และวางมาตรฐานเป็น 4 ระดับในการพัฒนาตามโครงการ แล้วให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำความเข้าใจกับนายจ้าง ในการจดทะเบียนแรงงานให้ถูกต้อง และขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงเป็นในลักษณะป่าล้อมเมืองในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
 
ทั้งนี้พื้นที่ที่เป็นห่วงที่สุดคือพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งทำงานได้ยาก แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่จะกระจายไปเป็นคนงานในบ้านพัก ต่างจากพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีการรวมตัวทำงานที่โรงงาน ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเสนอเข้าไปในรายงานทริปรีพอร์ต ที่จะเสนอไปยังสหรัฐอเมริกาด้วย ทั้งนี้เราดำเนินการแก้ปัญหาแรงงานมาตั้งแต่ปี 39 ไม่ใช่เพิ่งมาดำเนินหลังมีปัญหาเรื่องการประมงผิดกฎหมาย
 
 
"สหภาพแรงงานซันโค โกเซ" ยื่นหนังสือร้อง "อนุกมธ.ปฏิรูประบบแรงงานฯ"
 
สหภาพซันโค โกเซ ประเทศไทย นำโดย นายวสันต์ จันปลิว กรรมการสหภาพฯ เข้ายื่นหนังสือต่อนายศิริชัย ไม้งาม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงาน และระบบคุ้มครองผู้บริโภค สปท.เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2558 สหภาพฯยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงานต่อบริษัท 25 ข้อ ต่อมาบริษัทได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพฯ เพื่อขอลดสวัสดิการ 6 ข้อ โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่ระบุว่า ให้นายจ้างเปลี่ยนแปลงสวัสดิการอะไรในบริษัทได้ทุกเวลา ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีบริษัทไหนจะยื่นข้อเรียกร้องแบบนี้ต่อลูกจ้าง อย่างมากก็ขอลดสวัสดิการบางข้อเท่านั้น จึงถือว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับพนักงานสหภาพฯกับบริษัท จึงได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยกันถึง 25 ครั้ง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้
 
ด้านนายศิริชัย กล่าวว่า ทราบว่าขณะนี้พนักงานเดือดร้อนเรื่องความเป็นอยู่ เพราะเงื่อนไขไปอยู่ที่ฝ่ายนายจ้างที่จะไม่รับคนงานกลับเข้าทำงาน ในฐานะที่ตนเป็นประธานอนุกรรมาธิการฯ จะดำเนินการแก้ปัญหาความทุกข์ร้อนของคนงานให้ได้รับการแก้ไข แม้ว่าสปท.เป็นเวทีพูดคุยเรื่องการปฏิรูป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือต้องปฏิรูประบบแรงงาน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม
 
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น