คสรท.เรียกร้องรัฐบาลคืนความเป็นธรรมให้ชาวเลชุมชนราไวย์

4 มี.ค. 2559 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้อำนวยความเป็นธรรมกับชาวเลชุมชนราไวย์ เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยทำให้การแก้ปัญหาของชุมชนราไวย์เป็นต้นแบบที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาในชุมชนชาวเลที่อื่นๆ ทั้งเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน การเปิดช่องให้ชาวเลได้ออกทะเลหากินในพื้นที่ที่บรรพบุรุษเคยอยู่มา รวมไปถึงการจัดการให้มีเขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2553

รายละเอียด มีดังนี้

แถลงการณ์ของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
เรื่อง ขอให้อำนวยความเป็นธรรมกับชาวเลชุมชนราไวย์

ขณะนี้ได้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างนายทุนที่ดินที่อ้างกรรมสิทธิ์บริเวณหาดราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต กับชาวบ้านที่เป็นชาวเลขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ภายหลังจากที่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม ได้มีชายฉกรรจ์นับร้อย รุมทำร้ายชาวบ้านเนื่องจากชาวบ้านลุกขึ้นมาปกป้องที่ดินที่เป็นเส้นทางสาธารณะใช้เดินไปสู่บาลัย (พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งจนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้แค่รับมอบตัวจากชายฉกรรจ์เพียง 6 คน ขณะนี้ความคืบหน้าของคดีกลับไม่คืบหน้า

เช่นเดียวกับเมื่อเช้าวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มชายฉกรรจ์และลูกจ้างของบริษัทบารอนก็ได้เดินทางมายังพื้นที่พิพาท ซึ่งเมื่อชาวเลมารวมตัวกันก็ถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยอ้างว่าเอกสารสิทธิ์ของนายทุนได้มาอย่างถูกต้องทั้งๆ ที่ผืนดินบริเวณหาดราไวย์เกือบทั้งหมดในอดีตนั้น เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวเลซึ่งมีงานวิจัยและภาพถ่ายต่างๆ ยืนยันชัดเจน ดังนั้นเอกสารสิทธิ์ต่างๆ ที่หลายคนอ้างถึงนั้น จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่บางแปลง ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอได้ทำการตรวจสอบและพบว่าเป็นที่ดินของชาวเลที่อยู่มาก่อนที่จะมีการออกเอกสารสิทธิ และเสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าว แต่กรมที่ดินกลับยังไม่ดำเนินการใดๆ

ล่าสุด เมื่อคืนวันที่ 3 กลุ่มนายทุนได้นำลูกจ้างและชายฉกรรจ์พร้อมอุปกรณ์ก่อสร้างลงไปยังพื้นที่พิพาทอีกครั้ง ทำให้เกิดการเผชิญหน้าขึ้น ยังดีที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตห้ามไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ในยามวิกาล อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสถานการณ์เผชิญหน้าเช่นนี้ยังคงดำรงอยู่ และเสี่ยงต่อการปะทะกันอีกครั้งหนึ่ง

ขณะนี้รัฐบาลได้ประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลภายใน 2 เดือน ซึ่งจะเห็นได้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับชาวเลในชุมชนราไวย์นั้น เป็นเรื่องของการที่คนเล็กคนน้อยถูกคุกคาม ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองตอบนโยบายที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็ควรมีการดำเนินการกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ด้วย

ชาวเลเป็นพลเมืองของประเทศไทยที่ควรได้รับการคุ้มครองดูแลเช่นเดียวกับประชาชนทั่วๆ ไป พวกเขาอาศัยอยู่ในทะเลอันดามันมานานไม่น้อยกว่า 300 ปี โดยมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและไม่คิดสะสมทรัพย์สินใดๆ จนกระทั่งเกิดการเบียดขับจากนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างไร้ทิศทาง ทำให้ชาวบ้านดั้งเดิมต้องเผชิญชะตากรรมอันยากลำบาก โดยเฉพาะการถูกหลอกลวงให้ขายที่ดินก่อนที่ราคาพุ่งสูงลิ่ว ทำให้ขณะนี้ชาวเลไม่น้อยกว่า 40 ชุมชนต้องประสบปัญหาทั้งถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัย พื้นที่ศักดิ์สิทธิถูกบุกรุก แม้แต่สุสานที่ฝังศพบรรพบุรุษก็ถูกรีสอร์ทสร้างทับซ้อน โดยไม่สนใจความรู้สึกของชาวเล

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยเห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวเลในชุมชนหาดราไวย์ จึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นขึ้นมาให้เห็น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยทำให้การแก้ปัญหาของชุมชนราไวย์เป็นต้นแบบที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาในชุมชนชาวเลที่อื่นๆ ทั้งเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน การเปิดช่องให้ชาวเลได้ออกทะเลหากินในพื้นที่ที่บรรพบุรุษเคยอยู่มา รวมไปถึงการจัดการให้มีเขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2553

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์