ชุมชนในเม็กซิโกร่วมปกป้อง 'ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์' แหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน

เหล่าชุมชนการเกษตรในรัฐเชียปัส เม็กซิโก พยายามคุ้มครองแหล่งน้ำจากทะเลสาบของพวกเขาจากการรุกคืบของโครงการรัฐและเอกชน เนื่องจากแหล่งน้ำมีความสำคัญทั้งกับอาชีพ ชีวิต และจิตวิญญาณของพวกเขา โดยมีการรวมกลุ่มกับชุมชนอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำแห่งนี้ และร่วมกันต่อสู้แม้จะถูกกดดันและเสี่ยงโดนคุกคาม

8 มี.ค. 2559 เว็บไซต์ข่าวและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยสันติวิธี Waging Nonviolence รายงานเกี่ยวกับชุมชนในรัฐเชียปัส ประเทศเม็กซิโก ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทะเลสาบซูยูล (Suyul Lagoon) ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญเนื่องจากมีพืชน้ำทำหน้าที่เป็นตัวกรองน้ำธรรมชาติในขณะที่น้ำไหลออกจากทะเลสาบ

เปเรซ เมนเดซ ผู้นำชุมชนการเกษตรแคนเดลาเรียในซานคริสโตบัล กล่าวว่า แหล่งน้ำกำลังอยู่ในอันตรายทำให้พวกเขาต้องออกมาต่อต้านแผนการสร้างถนนทางหลวงหลายเลนระหว่างเมืองซานคริสโตบัลกับเมืองพาเลนเคย์ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเพราะมีซากอารยธรรมมายา ชาวชุมชนแคนเดลาเรียร่วมมือกับชุมชนอื่นๆ ในรัฐเชียปัสปกป้องทะเลสาบแห่งนี้โดยที่ชาวแคนเดลาเรียเดินทางพบปะพูดคุยในเรื่องนี้กับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ในเส้นทางแผนการสร้างทางหลวงทำให้เกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวร่วมกันต่อต้านโครงการทางหลวงนี้

รัฐบาลพูดถึงเรื่องโครงการทางหลวงนี้เป็นครั้งแรกต่อผู้นำชุมชนการเกษตรในพื้นที่ต่างๆ เมื่อปี 2557 โดยที่ไม่ได้หารือกับกลุ่มผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในพื้นที่มาก่อนและไม่มีการเสนอรายละเอียดของแผนการ เมนเดซบอกว่ารัฐบาลเพียงแค่ต้องการลายเซ็นรับรองเท่านั้น

ในเม็กซิโก มีพื้นที่บางส่วนที่ถูกจัดเป็นชุมชนการเกษตรที่เรียกว่า "เอฮีโด" (ejido) ซึ่งเมนเดซอธิบายว่าไม่มีใครหรือคนกลุ่มใดที่มีอำนาจตัดสินใจในสิ่งที่จะกระทบต่อเอฮีโดได้ อีกทั้งยังมีระบบที่เข้มงวดทำให้ผู้นำชุมชนเอฮีโดที่มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกในชุมชนสามารถตรวจสอบได้ ทำให้ต้องมีการจัดประชุมเพื่อหารือเรื่องโครงการทางหลวงกับคนในชุมชน

เอฮีโด แคนเดลาเรียก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2478 หลังจากที่มีการปฏิรูปที่ดินทั่วเม็กซิโก แคนเดลาเรียมีประชากรมากกว่า 2,000 คนในพื้นที่ 1,600 เฮกตาร์ (16 ตร.กม.) มีอยู่ 800 คนที่เป็น "เอฮีดาตาริออส" หรือผู้ที่มีการรับรองตามกฎหมายว่าเป็นผู้ถือครองที่ดินซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวที่มีอำนาจในการตัดสินใจประเด็นสำคัญอย่างโครงการทางหลวง

ผลปรากฏว่าเอฮีโดไม่ยอมเซ็นรับรองให้มีการสร้างทางหลวง โดยในปี 2557 ผู้นำของแคนเดลาเรียไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์สิทธิมนุษยชนเฟรย์ บาร์โตโลเม เดอ ลาส คาซัส หรือเฟรย์บา (FrayBa) หลังจากที่เจ้าหน้าที่รัฐกดดันให้พวกเขาเซ็นสัญญายินยอมให้มีการสร้างทางหลวงกว้าง 60 เมตร ตัดผ่านที่ดินของชุมชน

โมนาลูเป โมชาน คณะทำงานของ FrayBa เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าโครงการสร้างทางหลวงได้รับการอนุมัติแล้วและจะมีการจ่ายค่าชดเชยให้ อย่างไรก็ตามมีการขู่ว่าจะระงับความช่วยเหลือจากโครงการและบริการของรัฐถ้าหากพวกเขาไม่เซ็นยอมรับ อีกทั้งหลังจากที่ชาวชุมชนมีมติในที่ประชุมปฏิเสธจะลงนามแล้วก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นในหมู่บ้านอย่างการที่มีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือเอฮีโด มีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านตอนกลางคืนและมีการทำรอยไว้ที่ต้นไม้

ประเด็นหลักที่ชาวแคนเดลาเรียยกมาต่อต้านการสร้างทางหลวงคือการคุ้มครองทะเลสาบซูยูลซึ่งเป็นแหล่งน้ำสะอาดของทั้งชุมชนแคนเดลาเรียและชุมชนอื่นๆ ฮวน อ็อกตาวิโอ โกเมซ เลขาธิการสภาเอฮีโดเปิดเผยว่าสิ่งที่รัฐเสนอพ่วงมากับโครงการทางหลวงด้วยคือเสนอให้มีการตั้งศูนย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศใกล้กับทะเลสาบซึ่งขัดผลประโยชน์ของชุมชน เนื่องจากแหล่งน้ำคือชีวิตของพวกเขา พวกเขาไม่มีแหล่งน้ำอื่นนอกจากทะเลสาบแห่งนี้

ทะเลสาบซูยูลไม่เคยเหือดแห้งเพราะได้รับน้ำจากแหล่งน้ำพุตามธรรมชาติ คนในท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงแกะ และเป็นช่างไม้ จะปกปักรักษาแหล่งน้ำและผืนดินในเอฮีโดของพวกเขาอย่างดี โดยมีการปลูกป่าทดแทนให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีเรื่องของประเพณีในท้องถิ่นจากการที่ชาวมายาโซตซิล (Tzotzil) ซึ่งเป็นกลุ่มชนพื้นเมืองในท้องถิ่นนี้มองว่าทะเลสาบซูยูลมีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นสะดือของพระแม่ธรณี มีการจัดพิธีกรรมเกี่ยวกับแม่น้ำแห่งนี้ทุกๆ 3 ปี

นอกจากโครงการท่องเที่ยวแล้วทะเลสาบแห่งนี้ยังดึงดูดตัวแทนจากบริษัทต่างๆ ที่แสดงความสนใจอยากก่อตั้งโรงผลิตน้ำดื่มใส่ขวด แต่ชาวแคนเดลาเรียก็ไม่นิ่งนอนใจหลังจากปฏิเสธโครงการตัดถนนและโครงการท่องเที่ยวไปแล้วพวกเขาก็มีการรวมกลุ่มกันมากขึ้น พวกเขาพากันก่อรั้วล้อมรอบทะเลสาบเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้บุกรุก โดยที่พวกเขาได้รับงบประมาณวัตถุดิบรั้วมาจากเอฮีโดและผู้ที่ก่อสร้างเป็นคนในชุมชนที่อาสามาทำ นอกจากล้อมรั้วแล้วพวกเขายังติดตั้งป้ายทาสีข้างถนนเพื่อประกาศต่อต้านทางหลวงสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย

ชาวแคนเดลาเรียยังได้เดินทางไปพบปะกับชุมชนอื่นๆ เพื่อพูดคุยในเรื่องนี้พบว่าชุมชนอื่นๆ ก็ถูกกดดันให้ลงนามโดยรัฐบาลเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ร่วมมือกันกับชาวแคนเดลาเรียรวมตัวเป็นขบวนกรต่อต้านโครงการรัฐในชื่อว่า ขบวนการปกป้องชีวิตและอาณาเขต

พวกเขาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาระบุว่า บรรพบุรุษปู่ย่าตายายของพวกเขาต่างก็ดูแลผืนดินที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ดังนั้นมันถึงตาของพวกเขาแล้วที่ไม่เพียงต้องดูแลบำรุงผืนดินแห่งนี้แต่ยังต้องปกป้องผืนดินของพวกเขาด้วย จากการที่ระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่มีการหาผลประโยชน์กับทรัพยากรธรรมชาติ รุกรานผืนดินของพวกเขา ไม่ว่าจะโดยรัฐหรือโดยบรรษัทข้ามชาติ

Waging Nonviolence รายงานว่าในขณะที่ชาวแคนเดลาเรียยังคงสร้างรั้วลวดหนามล้อมรอบพื้นที่ต่อไปท่ามกลางแสงแดดและสายลมหนาวบนที่ราบสูง เมื่อพวกเขาถามเมนเดซผู้กำลังดูแลความคืบหน้าในการทำงานว่าชุมชนจะสามารถเอาชนะโครงการทางหลวงได้หรือไม่ เมนเดซทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่าพวกเขาจะสามารถหยุดยั้งโครงการไว้ได้

เรียบเรียงจาก

Chiapas communities organize to protect sacred lagoon from tourist highway, Waging Nonviolence, 25-02-2016
http://wagingnonviolence.org/feature/chiapas-communities-candelaria-organize-to-protect-sacred-lagoon-from-tourist-highway/

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์