บทเรียนสถาบันการเงิน:กรณีศึกษาคดีปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

วิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรงที่สุดที่ประเทศไทยต้องประสบในช่วง ปี พ.ศ.2540 ที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่เกิดจากการที่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ แข่งขันการทำกำไร เร่งนำเข้าเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ และเมื่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศถูกกำหนดให้อยู่ในระดับค่อนข้างสูง โครงสร้างการรองรับในภาคธุรกิจไทยยังไม่พร้อม สถาบันการเงินหวังกำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ย(ไม่ต่างจากเจ้าหนี้นอกระบบ) ปล่อยกู้ในภาคการผลิตที่มีการเก็งกำไร เช่น ธุรกิจเก็งกำไรที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ซี้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยใช้หุ้นคำประกัน (Margin Loan) ธุรกิจและสินค้าฟุ่มเฟีอยจากต่างประเทศ ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น มีการใช้เงินตราต่างประเทศไปในทางไม่ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเที่ยวต่างประเทศ เกิดอาการที่เรียกว่า “ธุรกิจฟองสบู่” เกิดขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 การขยายตัวการส่งออกหยุดชะงักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ค่าเงินบาทไทยที่ใช้ระบบค่อนข้างคงที่มีอัตราสูงกับค่าเงินบาทที่แท้จริง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหนี้และนักลงทุนต่างประเทศ เริ่มเข้มงวดการปล่อยกู้และต่ออายุสัญญาเงินกู้ เงินตราต่างประเทศได้ไหลออก นักค้าเงินต่างประเทศ สถาบันการเงินไทย และมีการโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้งในปี 2539 ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอเกือบหมดส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในประเทศและมีผลกระทบต่อฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างรุนแรง เกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินมีการไถ่ถอนเงินฝากของประชาชนกองทุนพื้นฟูฯ ต้องให้ความช่วยเหลือโดยการให้กู้แก่สถาบันการเงิน

เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น ได้มีการสั่งระงับการดำเนินการของสถาบันการเงินจำนวน 58 แห่ง แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ในวันที่ 14 สิงหาคม 2540 รมว.คลังและผู้ว่า ธปท.ได้รับอนุมัติขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และต้องรับเงือนไขต่าง ๆ จาก IMF ประการหนึ่งคือตราพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540  เมื่อ วันที่ 24  ตุลาคม 2540 เพื่อจัดตั้ง องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน  เรียกโดยย่อว่า “ปรส.” ขึ้น (ดูจากคณะกรรมการศึกษา และเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ(ศปร.3) ที่มีนายยุวรัตน์ กมลเวชช เป็นประธาน) 

ต่อมาในปี พ.ศ.2541 ได้เปลี่ยนรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาอีกครั้ง ใด้แต่ตั้งคณะกรรมการ ปรส.ชุดนายอมเรศ   ศิลาอ่อน  เป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการ  ปรส.(ชุดที่  2) ได้สั่งปิดสถาบันการเงินเป็นการถาวร  จำนวน 56 แห่ง ปรส. ได้นำสินทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงินไปขายโดย  ไม่ชำระบัญชีตามกฎหมาย  ไม่แยกหนี้ดี  หนี้เสีย  จัดกองสินทรัพย์เอื้อประโยชน์ ได้ทำมีความเคลือบแคลงสงสัยและกล่าวหาว่าขายสินทรัพย์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากสินทรัพย์ จำนวน 851,000ล้านบาท ขายเพียง 190,000 บาท ขาดทุนประมาณ 661,000 ล้านบาท และรัฐบาล (นายชวน หลีกภัย เป็นนายก) ยังออกกฎหมายยกเว้นภาษีให้กับกองทุนต่างชาติที่ซื้อสินทรัพย์ในราคาถูกไม่ต้องเสียภาษีทุกประเภทอีกด้วย จนมีเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษและฟ้องร้องในเวลาต่อมา

ผลกระทบจากเหตุเกิดต้มยำกุ้งได้ขยายความเดือดร้อนในภาพกว้างของถสถาบันการเงินไทยทั้งระบบ รวมทั้งธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่เป็นธนาคารที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ดังปรากฎตามที่นายวิโรจน์ นวลแข ได้เบิกความต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ในคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทในเครือกฤษฎานคร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2558 ไว้ว่า

  “ เหตุเกิดจากต้มยำกุ้ง คือ Financial Crisis ในประเทศไทย ตัวธนาคารกรุงไทยเองต้องเอาหนี้ 900,000 ล้านบาทไปขาย ได้เงินมา 300,000 ล้านบาท ต้องเพิ่มทุนอีก 180,000 ล้านบาท โดยกองทุนเพื่อพัฒนาและฟื้นฟู เมื่อเพิ่มมา 180,000  ล้านบาท ต้องหักส่วนสูญเสียก็คือขาดทุนสะสมอยู่ จนเหลือต้นทุนแค่ประมาณ 80,000 ล้านบาท และการดำเนินงานต่อเนื่องกันไปมีการขาดทุนคราวละ 40 ล้านบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงนั้นได้เรียกประชุมเพื่อให้เจ้าหนี้และลูกหนี้โดยตัวธนาคารแห่งประเทศไทยสมัยหม่อมราชวงศ์จตุมงคล เป็นประธานเพื่อให้ทุกคนเจรจาหนี้ เราเจรจาเกือบถึงเช้าหลายครั้ง เพื่อให้ทุกคนได้ตกลงกันให้ได้ว่าต้องอยู่ให้ได้ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะต้องวอดวายพินาศกันไปหมดเพราะเป็นเรื่องใหญ่ ในการประเมินการใช้เงินสำหรับประเทศคราวนั้นเราประเมินไว้ก่อนเริ่มต้นที่เป็นวิกฤติเราประเมินไว้ 2.4 ล้านล้านบาท แต่พอวิกฤติมาจริง ๆ เราใช้เงินไปถึง 4 ล้านล้านบาท ในการที่จะช่วยเหลือพวกนี้ให้ออกจากภาวะวิกฤติได้ เพราะฉะนั้น นักธุรกิจเกือบทุกแห่งในประเทศไทยแม้แต่ปูนซิเมนต์ไทยเองวันนั้นไม่สามารถจะหาเงินมาใช้หนี้ได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ก็อยู่ในสภาวะลำบากทุกคน นั้นคือวิกฤติที่เราประสบอยู่เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมกราบเรียนว่าพอมีเรื่องเกี่ยวกับโครงการผมถึงได้คิดโครงการอัศวินม้าขาว มาเพื่อให้พวกเรามีกำลังใจและพยายามที่จะเจรจาลดหนี้ แล้วมาหาธนาคารกรุงไทยซึ่งตอนนั้นเงินกู้ธนาคารกรุงไทยเกือบจะไม่มีแล้วเพราะขายทิ้งหมดแล้ว”

โครงการ “อัศวินม้าขาว” ของธนาคารกรุงไทย นายวิโรจน์ฯ ได้เบิกความต่อศาลฯดังที่กล่าวอ้างข้างต้นว่า

“มีวัตถุประสงค์จากสาเหตุใหญ่คือสถาบันการเงินซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีลักษณะ Stagnant หรือ ซบเซา ก็คือหยุดนิ่งไม่มีการให้กู้เพิ่มหรือว่ามีการลงทุนเพิ่ม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรา(ธนาคารกรุงไทย)จะทำได้แล้วก็จะเรื่องอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและเป็นประโยชน์ต่อธนาคารเองที่สามารถจะดำเนินต่อไปได้ถ้าได้รับการลดหนี้จากเจ้าหนี้เดิม แล้วก็มาอยู่กับเรา(ธนาคารกรุงไทย)โดยมีเงือนไขว่ารายได้ของเขาในแต่ละงวดแต่ละเดือน แต่ละปี สามารถจะคุ้มต้นทุนก็คือ ดอกเบี้ยแล้วก็ผ่อนเงินต้นได้ แล้วเรา(ธนาคาร)ก็ให้ระยะเวลาในการฟื้นฟูพอสมควร เพราะฉะนั้นก็คือโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าโครงการ “อัศวินม้าขาว”ที่เป็นผลงานที่นายวิโรจน์และผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่น่าภาคภูมิใจที่ทำให้สถาบันการเงินเป็นกำลังสำคัญสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เจริญงอกงามที่ถือเป็นยุคทองด้านเศรษฐกิจไทยหลังเกิดวิกฤติจากปี พ.ศ.2540 จะเป็นเหตุให้นายวิโรจน์ กับผู้บริหาร ต้องถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาตัดสินจำคุกคนละ 18 ปี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2558 จึงขอนำเรื่องราวจากสำนวน ที่ไม่ก้าวล่วงไปถึงคำพิพากษาฯ เพื่อเป็นกรณีกรณีศึกษา จากคดีปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้บริษัทในเครืองกฤษฎามหานคร จำกัด (มหาชน )ดังนี้
 
บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยีอินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ซึ่งมีหลักฐานในภายหลังว่าเป็นบริษัทในเครือกลุ่มกฤษดามหานคร ของภายใต้การนำของนักธุรกิจชื่อดัง นายวิชัย กฤษดาธานนท์ ซึ่งเป็นลูกหนี้ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่กลางปี 2537 ภารหนี้เงินต้น 7,800 กว่าล้านและถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2546 ดอกเบี้ย 6,400 กว่าล้าน รวมเงินต้นและดอกเบี้ย ประมาณ 14,000 ล้านบาทเศษ เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เข้าโครงการ อัศวินม้าขาว หรือรีไฟแนนซ์ กับธนาคารกรุงไทย โดยเมื่อ ในวันที่ 29 มิ.ย.2544 ธ.กรุงเทพฯ ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยีอินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ครั้งที่ 1 มียอดหนี้ค้างชำระเป็นเงินต้น+ดอกเบี้ย 13,435,266,968 บาท โดยกำหนดจะลดหนี้จาก 13,435 ล้านบาท เหลือ 9,400 ล้านบาท หากชำระหนี้ได้ตามกำหนด (คือลดหนี้ให้มากถึงประมาณ 4,000 ลานบาท)  ต่อมา
บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ได้นำสัญญาประนอมหนี้ ฉบับที่ 1  ยื่นกู้ตามโครงการ ขอสินเชื่อ รีไฟแนนซ์กับธนาคารกรุงไทย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งในหลักการการลดหนี้ที่ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ทุกคน มีความเชื่อหรือคิดว่าหนี้เดิมมีหลักทรัพย์จำนอง ธนาคารกรุงเทพน่าจะลดหนี้ต่างจากเงินต้นบวกดอกเบี้ย รวมแล้วไม่น่าจะลดต่ำประมาณไม่กี่ร้อยล้านบาทไม่นึกว่าจะลดถึง 4,000 ล้านบาทด้วยซ้ำ(ถอดคำเบิกความนายวิโรจน์ หน้า 47)
                 
หลังจากบริษัท โกลเด้น ฯได้ยื่นของกู้แบบรีไฟแนนซ์แล้ว  ต่อมาในวันที่ 28 พ.ย.2546 ธ.กรุงเทพฯ กับบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด  ได้ทำหนังสือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เป็นครั้งที่ 2 ในขณะที่ยอดหนี้รวม 14,200 ล้านบาท( เป็นเงินต้น 7,800 กว่าล้าน และดอกเบี้ย 6,400 กว่าล้าน ) ถ้าลูกหนี้ชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2546 จะรับชำระหนี้เพียง 4,500 ล้านบาท แต่สัญญาลดหนี้ฉบับที่ 2 นี้ บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัดและธนาคารกรุงเทพฯ ปกปิดไม่ส่งสัญญาให้ธนาคารกรุงไทยทราบ จะจงใจหรือบังเอิญยังคงเป็นที่คาใจประชาชน แต่การลดหนี้อย่างพิศดารเช่นนี้  เมื่อลูกหนี้ผิดธนาคารกรุงเทพฯควรผิดด้วยใช่หรือไม่ 

การอนุมัติ สินเชื่อ ธนาคารกรุงไทยฯได้ดำเนินการวิเคราะห์และประเมินราคาที่ดินตามระเบียบ โดยจำนวนที่ดินอันเป็นหลักประกันเดิมที่จำนอกไว้กับธนาคารกรุงเทพฯ กับ ที่ดินเพิ่มอีกประมาณ 320 ไร่ ไปขอสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2546 จำนวนเงินที่ขอกู้ 11,640 ล้านบาท เนื่องจากที่ดินที่เพิ่มขึ้นนั้นเชื่อมที่ดินให้ติดเป็นแปลงเดียวกันและติดเส้นทางสายหลักทั้งด้านบางนา-ตราด และสายมอร์เตอร์เวย์ ไม่เป็นที่ตาบอดเหมือนที่จำนองกับธนาคารกรุงเทพ  จึงประเมินได้ราคา 14,000 ล้านบาท ในช่วงดังกล่าวอ้างอิงราคาประเมินของสำนักที่ดินที่ประเมินที่ดินในโครงการที่จะพัฒนา 21,000 ล้านบาท จนกระทั้งวันที่ 9 ธันวาคม 2546 กรรมการบริหาร ธ.กรุงไทย ทั้ง 5 คนลงมติเอกฉันท์อนุมัติสินเชื่อ บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยีอินดัสเทรียลพาร์ค จำกัด ในวงเงิน 9,400ท ล้านบาท แยกเป็น วงเงินสำหรับรีไฟแน้นซ์ชำระหนี้คืน ธ.กรุงเทพฯ เจ้าหนี้เดิม 8,000 ล้านบาท วงเงินซื้อที่ดิน 500 ล้านบาท และวงเงินพัฒนาสาธารณูปโภค 1,400 ล้านบาท และกรณีวงเงินเพื่อรีไฟ แน้นซ์ 8,000 ล้านบาทที่ระบุชัดแจ้งว่า  “ ทั้งนี้ให้เบิกเท่ากับภาระหนี้ ณ วันรีไฟแน้นซ์ โดยเบิกได้ไม่เกินวงเงินที่ได้รับอนุมัติหากมีหนี้ส่วนเกินให้ บริษัทฯเป็นผู้ชำระเอง และหากมีวงเงินรีไฟแน้นซ์คงเหลืออยู่จะไม่สามารถเบิกใช้วงเงินได้อีก ”  แต่พบว่าฝ่ายปฏิบัติการ คือผู้จัดการธนาคารกรุงไทยฯสาขาพระปิ่นเกล้า  ไม่ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการบริหารฯ อนุมัติ จ่ายเงินเกินกว่า “ภาระหนี้ ณ วันรีไฟแน้นซ์” จำนวน 4,500 ล้านบาท แต่จ่ายทั้งหมด 8,000 ล้านบาท อันเป็นการฝ่าฝืนมติอนุมัติของคณะกรรมการบริหาร และการที่ธนาคารกรุงไทยฯ ปล่อยให้บริษัท โกลเด้นเทคโนโลยีอินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด เอาเงินจากวงเงินรีไฟแน้นซ์ที่เหลืออีก 3,500 กว่าล้านไปใช้ทางอื่นๆผิดวัตถุประสงค์การกู้เงินจากสถาบันการเงิน  ในปัจจุบันศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าเป็นการปล่อยสินเชื่อที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหมายถึงผิดกฎหมายทั้งหมดของวงเงินรีไฟแน้นซ์ 8,000 ล้านบาท
              
การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคของหม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร เทวกุล เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมองธนาคารกรุงเทพ ฯ กับ มองธนาคารกรุงไทยแบบคนละมิติอย่างสิ้นเชิง จึงทำให้ประเด็นที่รู้กันว่าหม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร  กับนายวิโรจน์ มีสาเหตุโกรธเคืองกัน จนมีคดีที่นายวิโรจน์ฟ้องร้องหม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร ฯที่ศาลปกครอง เป็นเหตุให้เลือกปฏิบัติต่อผู้บริหาร ธ.กรุงเทพฯและ ธ.กรุงไทยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งที่ใช้ระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับเดียวกันใช้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์เหมือนกัน และในต้นปี 2548 ธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจแจ้งความต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  แต่คดีในชั้นตำรวจและได้ถูกส่งต่อให้ ปปช.แต่ไปไม่ถึงไหนก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549   เบื้องต้นข่าวว่าหม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาพลเอก สุรยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ  ส่วนหม่อมราชวงศ์ปรีดียาธรฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเกิด คตส.องค์กรพิเศษที่มาทำงานเฉพาะกิจก็มีการหยิบยกเอาเรื่องการดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ซึ่งเป็นเครือของกลุ่มกฤษดามหานครขึ้นมาดำเนินการต่ออันเป็นที่ฮือฮามากว่าพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกปฏิวัตินั้นอยู่เบื้องหลังการปล่อยสินเชื่อจนเกิดความเสียหายต่อองค์กรของรัฐทำให้คดีนำเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพียงศาลเดียว
              
หากพิจารณาในด้านความเสียหายระหว่างธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) พบว่า ธนาคารกรุงเทพฯ เจ้าหนี้เดิมที่ลดหนี้ในวันที่ 18 ธ.ค.2546 ด้วยการรับชำระหนี้เพียง 4,500 ล้านบาท ( ทั้งๆที่รู้ว่าลูกหนี้มีเงินชำระหนี้รีไฟแน้นซ์จำนวน 8,000 ล้านบาท)  ทำให้ ธนาคารกรุงเทพฯ ได้เสียหายถึง 9 ,700 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินฝากของประชาชนเช่นเดียวกับธนาคารกรุงไทย แต่ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพฯ  ไม่มีใครถูกดำเนินคดีเลยสักคน    แต่สำหรับกรณีธนาคารกรุงไทย นั้น ได้มีข้อเท็จจริงว่าที่ดินหลักประกันของบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด กับ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีจำนวน 216 แปลง  รวมเนื้อที่ประมาณ 4,343 ไร่ (โดยบวกที่ดินเพิ่มอีกประมาณ 320 ไร่ทำให้ที่ดินไม่เป็นที่ตาบอด ) ตั้งอยู่ถนนบางนาตราด กม.32 และถนนมอเตอร์เวย์ ตำบลบ้านระกาศ,บางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ,บางเหี้ย จังหวัดสมุทรปราการ เป็นที่ดินหลายแปลง มีเนื้อที่ติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ผืนเดียว สภาพปัจจุบันนี้ที่ดินแปลงใหญ่ในลักษณะอย่างนี้หาไม่ได้แล้ว จึงเป็นที่สนใจของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2556 ได้มีกลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไปขอซื้อ  ที่ดินดังกล่าวเพื่อนำไปพัฒนา ในลักษณะกองทุนแมทชิ่งฟันด์ ในราคาทั้งสิ้น 11,500 ล้านบาท โดยจะชำระเงินทั้งหมดให้กับธนาคารกรุงไทยโดยตรง แล้วให้ธนาคารไถ่ถอนการจำนองที่ดินให้   ทางธนาคารกรุงไทยได้นำเรื่องนี้มาพิจารณา  แต่ก็ติดปัญหาอยู่ที่บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ผู้จำนองได้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องล้มละลาย และศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด  การจัดการทรัพย์สินและหนี้สินต่าง ๆ รวมทั้งที่ดินที่จำนอง ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงให้ บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ไปเจรจากับเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในคดีล้มละลายเพื่อให้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย  แต่ต่อมาในช่วงปลายปี 2556 จนถึงกลางปี 2557  ได้มีม็อบ กปปส. ออกมาชุมนุมปิดถนนและสถานที่ราชการทั่วกรุงเทพมหานคร  รวมทั้งได้ไปประท้วงที่ธนาคารกรุงไทยด้วย  กลุ่มนักธุรกิจดังกล่าวจึงไม่ดำเนินการโครงการต่อ  เรื่องนี้ก็เงียบหายไป ดังนั้น จึงเห็นว่าที่ดินซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่จำนองกับธนาคารกรุงไทยฯมีมูลค่าสูงกว่าเงินที่ปล่อยกู้จึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด
                   
นอกจากนี้ กรณี ธนาคารกรุงไทยจำกัด(มหาชน) ที่ประเมินหลักประกันที่ดินหลายครั้งหลายหนและธนาคารแห่งประเทศไทยก็ติดตามใกล้ชิด  ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยเองก็เข้าใจว่าตนเองปฏิบัติตามระเบียบของธนาคารและกฎหมาย  แต่ก็ปรากฏว่า กรรมการบริหาร 5 คน ที่ลงชื่ออนุมัติสินเชื่อที่มีรายการการประชุมเป็นเอกสารหลักฐานชัดเจนว่าอนุมัติสินเชื่อทั้ง 5 คน ไม่ปรากฏว่ามีใครคัดค้าน  เอกสารชัดๆใครก็เถียงเอกสารไม่ได้  ปรากฏว่าถูกดำเนินคดีเพียง 3 คน คือ ร้อยโทสุชาย เชาว์วิศิษฐ์ , นายวิโรจน์ นวลแข , นายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา ติดคุกคนละ 18 ปี โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่า บิ๊กบอส หรือ ซุปเปอร์บอส หมายถึง พันตำรวจโททักษิณ ฯ  และผู้บริหารระดับอื่นๆ ติดคุกอีกหลายคน ทั่งๆที่ นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ และนายอุตตม สาวนายน กรรมการอีก 2 คนที่ลงชื่ออนุมัติสินเชื่อนั้นเถียงรายงานการประชุมอนุมัติสินเชื่อไม่ได้ และให้การขัดกับรายงานประชุมที่ลงนามอนุมัติสินเชื่อด้วย  แต่ก็ไม่ถูกดำเนินคดี เพราะสมรู้ร่วมคิดกับ คตส.สร้างเรื่อง Big Boss ว่าเป็นทักษิณ ปรักปรำเพื่อนกรรมการบริหารด้วยกันเพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ต้องถูกดำเนินคดีใช่หรือไม่   ถึงทุกวันนี้คดีความยังไม่ขาดอายุความและก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาโดยกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งฝ่ายปฏิบัติการ คือรองกรรมการผู้จัดการ (ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายสินเชื่อ) และผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาพระปินเกล้า ที่จ่ายเงินเกินกว่า“ภาระหนี้ ณ วันรีไฟแน้นซ์” คือเกินกว่า 4,500 ล้านบาท อันเป็นการฝ่าฝืนมติอนุมัติของคณะกรรมการบริหาร  ซึ่งควรต้องถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน
                 
ในฐานะที่ติดตามศึกษาคดีที่เกี่ยวกับการทำผิดในสถาบันการเงินมามากพอสมควร จึงอยากเห็นการติดตามเอาผู้กระทำความผิดมาพิจารณาลงโทษอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม  ทั้งในส่วนผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพฯ และในส่วนของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ที่อนุมัติสินเชื่อทั้ง 5 คน ที่ศาลตัดสินว่าการอนุมัติสินเชื้อของคณะกรรมการ เป็นความผิดและลงโทษจำคุกคนละ 18 ปี ส่วนกรรมการอีก 2 คน ที่กระทำเหมือนกันจึงต้องมีความผิดด้วยแต่ปรากฎว่ายังไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลเนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานที่มีอำนาจไต่สวนโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ จึงเห็นควรได้รับการพิจารณาโทษอย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติเช่นเดียวกัน รวมทั้งยังปรากฎว่าคณะกรรมการที่ได้รับการช่วยเหลือ 1 ท่าน ยังได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกด้วย จึงขัดกับนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าจะปราบทุจริตในชาติอย่างจริงจัง และถือว่าเป็นการสวนทางกับนโยบายอย่างตรงข้าม

 

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์