บทความแปล: เหตุใดเผด็จการจึงตกหลุมรักสื่อสังคมออนไลน์

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

บทความนี้แปลจาก  “Social media helps dictators, not just protesters” เขียนโดยคุณเซวา กันนิตสกีย์ อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตรอนโต จากเว็บไซต์ของวอชิงตันโพสต์  ... สื่อสังคมออนไลน์ (หรือ สังคมออนไลน์) หมายถึง โปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตซึ่งช่วยให้มนุษย์สามารถทำการสื่อสารกับผู้อื่น ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าการบรรยายความรู้สึกหรือความคิด การแลกเปลี่ยนบทสนทนา การแสดงภาพถ่าย คลิปภาพเคลื่อนไหวให้กับสาธารณชน ดังเช่นเว็บบอร์ด เฟซบุ๊กทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ฯลฯ เป็นต้น 
                          ...............................................................................

นับแต่การเริ่มต้นอย่างคึกคัก การลุกฮือที่อาหรับ (Arab Spring) ได้ดำเนินไปบนทางซึ่งนักวิชาการด้านประชาธิปไตยทั้งหลายคุ้นเคยดี นั่นคือ จากความหวัง มาเป็นความสงสัยและความผิดหวังในที่สุด  บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ในฐานะวิถีแห่งการสนับสนุนประชาธิปไตยซึ่งมีบทบาทอย่างโดดเด่นในช่วงการลุกฮือที่อาหรับ ก็พบกับชะตากรรมอันเจ็บปวดเช่นกัน ในตอนแรก ๆ เมื่อได้รับการต้อนรับในฐานะเป็นยาครอบจักรวาลสำหรับลัทธิประชาธิปไตย  สื่อสังคมออนไลน์ก็เริ่มถูกมองว่าเป็นดาบ 2 คมขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือกลายเป็นเครื่องมืออันมีประโยชน์อย่างยิ่งยวด ซึ่งสามารถถูกสกัดหรือลดบทบาทลงโดยทรราชผู้ชาญฉลาด งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ได้แสดงว่า ในหลายกรณี สื่อสังคมออนไลน์อาจจะช่วยบรรดาเผด็จการได้จริงๆ ตราบใดที่มันสามารถหยุดยั้งมุมมองที่ตรงกันข้ามกับพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ว่าอะไรคือกลไกอันแท้จริง ซึ่งพวกเผด็จการสามารถใช้ในการผันสื่อสังคมออนไลน์มาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองกันละ? ในบทความที่แล้ว ผมได้แสดงให้เห็นถึงผลงานของรัฐบาลในรัสเซีย จีน และตะวันออกกลาง และพบวิธีการต่างๆ นานา ที่พวกเขาเริ่มใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการเพิ่มวาระการอยู่ในอำนาจของตน  วิธีการเหล่านั้นเป็นไปยิ่งกว่าใช้วิธีการเซ็นเซอร์แบบง่าย ๆ ซึ่งผู้มีอำนาจมักสกัดหรือยุติการหลั่งไหลของข่าวสารข้อมูล  ในทางกลับกัน สื่อสังคมออนไลน์เริ่มถูกใช้เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล โดยการเปลี่ยนพวกมันจากอุปสรรคไปเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพของการดำรงอยู่ของรัฐบาล จากการอาศัยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

คุณสมบัติประการแรก

สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นวิธีการที่ค่อนข้างถูกและปลอดภัย สำหรับชนชั้นปกครองในการค้นพบความไม่พอใจส่วนตัว และความชื่นชอบต่อนโยบายของประชาชน ข้อมูลเช่นนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งยวดแต่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ ภาวะอันปราศจากการแสดงออกอย่างเสรีและการปราบปรามปรปักษ์ทางการเมือง ได้ทำให้เหล่าเผด็จการนั้นไม่ค่อยเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่าพลเมืองของตนกำลังคิดอะไรอยู่  และเพราะประชาชนในรัฐเผด็จการนั้นดูเหมือนจะพยายามสร้างภาพลวงต่อความคิดของตนเพื่อความปลอดภัย ชนชั้นปกครองจึงไม่สามารถเข้าไปทันต่อจังหวะที่ความทุกข์ในใจของคนเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็น การประท้วงที่เห็นเป็นรูปธรรม (ทิมูร์   คูรัน ได้แสดงว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่บรรดาทรราชซึ่งปกครองยุโรปตะวันออกไม่ทันตั้งตัว ต่อกระแสปฏิวัติที่พัดผ่านภูมิภาคตนในปี 1989)  ดังที่ประธานาธิบดีหู จินเทาได้บอกกับสำนักข่าวพิเพิลส์เดลีว่า “อินเทอร์เน็ตคือช่องทางสำคัญสำหรับพวกเรา ในการเข้าใจถึงความคิดคำนึงของสาธารณชนกับยังเป็นตัวช่วยรวบรวมภูมิปัญญาของคนเหล่านั้น” และผู้นำของพรรคฝ่ายค้านของรัสเซีย อาเล็กไซ นาวัลนีย์ ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลของปูตินใช้อินเทอร์เน็ตในการเป็น “กลุ่มตัวอย่าง” เพื่อค้นหาความคิดคำนึงและความปรารถนาของคนรัสเซียธรรมดา ๆ  ดังนั้น สื่อสังคมออนไลน์ได้ช่วยให้เหล่าเผด็จการมีมุมมองที่ชัดเจนกว่าเดิม ต่อทัศนคติที่แท้จริงของประชาชนและสามารถคาดการณ์ต่อการประท้วง โดยไม่ต้องเข้าไปหยั่งทัศนคติของประชาชนในวงกว้างกว่านี้นัก  (นอกจากนี้ในหลายประเทศ รัฐเผด็จการยังใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการล่อหลอกผู้เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลเพื่อจับกุมตัวและดำเนินคดีอีกด้วย แต่นั่นก็เป็นวิธีการที่สร้างความเสียหายให้กับความน่าเชื่อถือของรัฐ –ผู้แปล)

คุณสมบัติประการที่ 2

สื่อสังคมออนไลน์เป็นวิถีทางที่น่าเชื่อถือ ในการวัดประสิทธิภาพของข้าราชการท้องถิ่นซึ่งมักไม่ค่อยตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องที่ของตนนัก จากการที่คนเหล่านั้นบริหารราชการผ่านสถาบันที่ไม่โปร่งใสและซับซ้อน รัฐบาลกลางจึงมีความรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับศักยภาพและความเป็นที่นิยมของตัวแทนประจำท้องถิ่นของตน โดยคนเหล่านั้นสามารถหลอกลวงรัฐบาลกลางเกี่ยวกับการบริหารงานของตนได้เสมอ

เมื่อไม่มีการแสดงออกทางการเมืองอย่างเสรีและการเลือกตั้งที่อิสระ ผู้นำท้องถิ่นเหล่านั้นสามารถปกครองท้องถิ่นโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนัก อันนำไปสู่ความเป็นไปได้ของการฉ้อราษฎร์บังหลวง และความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งสามารถบั่นทอนความถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลโดยภาพรวมได้  จากการปล่อยให้พลเมืองสามารถร้องเรียนต่อปัญหาในท้องถิ่นของตน สื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นหนทางในการทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมีความรับผิดชอบมากขึ้นไม่ว่าทั้งสาธารณชนและผู้บังคับบัญชาของตน  การจัดการกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงในท้องถิ่น จึงทำให้รัฐบาลกลางดูมีความรับผิดชอบกว่าเดิม และยังเพิ่มประสิทธิภาพกับความชอบธรรมให้กับตน  เสี่ยว เจียง บรรณาธิการของบล็อก ไชน่าดิจิตอลไทมส์ เห็นว่าการแสดงความขุ่นเคืองใจบนสื่อสังคมออนไลน์นั้น บางครั้งเป็นช่องทางเดียวสำหรับเจ้าหน้าที่ของพรรคที่จะได้รับผลตอบกลับอย่างแท้จริงเกี่ยวกับตัวข้าราชการประจำท้องถิ่น

คุณสมบัติประการที่ 3

สื่อสังคมออนไลน์ได้ให้วิธีการอันทรงประสิทธิภาพ เพื่อพวกเผด็จการจะได้เข้าถึงผู้สนับสนุนตน  เช่นเดียวกับผู้นำฝ่ายค้านซึ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการระดมผู้ชุมนุมประท้วง รัฐบาลก็สามารถจัดองค์กรและระดมบรรดาพันธมิตรของตน ไม่ว่ากองทัพหรือผู้นำขององค์กรธุรกิจ รวมไปถึงพลเมืองธรรมดา ๆ ซึ่งมีแรงจูงใจ คือ เลือดรักชาติหรืออุดมการณ์ รัฐบาลเพียงไม่กี่ที่สามารถดำรงอยู่โดยไม่ได้รับความชอบธรรมจากสาธารณชน   ดังนั้นการสนับสนุนภายในประเทศต่อตัวรัฐบาล ดังตัวอย่างเช่นรัสเซียหรือจีน จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์หลอก ๆ ในการสะกดมวลชนไว้  แต่ยังสะท้อนถึงความนิยมต่อตัวรัฐบาลที่แท้จริงอันเกิดจากการดำเนินตามนโยบายเศรษฐกิจ  ลัทธิชาตินิยม หรืออุดมการณ์ต่อต้านตะวันตก บรรดาผู้นำของรัฐบาลดังกล่าวสามารถระดมเครือข่ายทางสังคม ในการคงไว้และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้ประท้วงเหล่านั้น  “ถ้ารัฐบาลไม่ชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นในอินเทอร์เน็ต มีทางเดียวที่จะต่อต้านได้” ปูตินได้กล่าวในปี 2011 โดยแนะนำว่าอินเทอร์เน็ตควรถูกใช้ในฐานะเป็นแหล่งสำหรับ “การรวบรวมจำนวนผู้สนับสนุนให้ได้มากกว่าเดิม” (น่าเสียดายว่าในบทความไม่ได้กล่าวว่า รัฐเผด็จการยังระดมกลุ่มทางสังคมในการเข้ามาเล่นงานผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐและอุดมการณ์หลัก อย่างเช่น เฟสบุ๊คขององค์กรเก็บขยะแผ่นดิน โดยที่รัฐบาลเองสามารถอ้างได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรเช่นนี้ได้ -ผู้แปล)

คุณสมบัติสุดท้าย

สื่อสังคมออนไลน์ได้มอบทางอันสะดวก ในการกำหนดโฉมหน้าวาทกรรมของสาธารณชน รัฐบาลทั้งหลายมักใช้สื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ในการโฆษณาชวนเชื่อแก่ตน  สื่อสังคมออนไลน์กระนั้นได้เพิ่มประโยชน์ จากการที่มันมีลักษณะกระจายอำนาจของข้อมูลข่าวสาร (ประชาชนมีอำนาจในการสร้างและผลิตซ้ำข่าวสารนั้นด้วยตัวเอง –ผู้แปล)  การมีปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้ และไม่มีการแบ่งระดับชั้นทางอำนาจ (ไม่มีใครสามารถผูกขาดหรือมีความชอบธรรมในด้านข่าวสารเพียงผู้เดียว -ผู้แปล)  และสามารถหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทางแบบจอมปลอม (คิดว่าท่าทางเช่นนี้มักถูกเสนอผ่านสื่อดั้งเดิมอย่างเช่นโทรทัศน์ แน่นอนว่าเฟสบุ๊คของพลเอกประยุทธ์จึงดูน่าเข้าไปเยี่ยมชมมากกว่า ตอนที่ท่านพูดอยู่คนเดียวในโทรทัศน์ –ผู้แปล)  ผู้นำทั้งหลายสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการกระจายสารของโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังกำหนดวาทกรรมออนไลน์ได้อย่างถูกต้องและด้วยท่าทีอันนุ่มนวลกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “โรงงานสำหรับพวกก่อกวนทางอินเทอร์เน็ต (Internet trolls) ” ซึ่งเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับกลุ่มยุวชนที่ได้รับการสนับสนุนจากเครมลิน ถูกก่อตั้งในบริเวณชานเมืองนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในแต่ละวัน ลูกจ้างของโรงงานจำเป็นต้องโพสต์ ประมาณ 100 ข้อความ ในการแสดงความดูถูกต่อตะวันตกและผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ในขณะเดียวกันก็ยกย่องวัฒนธรรมและบรรดาผู้นำทางการเมืองของรัสเซีย โดยที่พวกเขาไม่ระบุว่าตัวเองเป็นผู้สนับสนุนปูติน

ดังนั้นทั้งหมดนี้มีความหมายอะไรต่ออนาคตของประชาธิปไตย?

ข้อแรก 

การเกี่ยวข้องของพลเมืองผู้ตื่นรู้ (active citizen หรือผู้เข้าร่วมหรือริเริ่มกิจกรรมทางการเมืองและสังคมอย่างสม่ำเสมอ -ผู้แปล) ในสื่อสังคมออนไลน์อาจไม่ได้หมายความว่าการปฏิวัติของประชาชนมีพลังมากขึ้น ตามความจริงแล้ว มันสามารถทำให้รัฐบาลเข้มแข็งและปรับตัวได้ดีกว่าเดิม  สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับเสรีภาพของอินเทอร์เน็ตอาจไม่ได้เป็นการเซ็นเซอร์แบบแข็งทื่อ แต่เป็นการผสมผสานอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมของการควบคุม การร่วมมือและการล่อลวงของรัฐ   (ทำให้นึกถึงเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊กขององค์การต่อต้านคอรัปชั่นซึ่งปากกล้าต่อการตรวจสอบนักการเมือง แต่ขาสั่นต่อกรณีอุทยานราชภักดิ์ของกองทัพ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่องค์การนี้ได้สร้างภาพลวงให้ต่างชาติเห็นว่าไทยมีความเป็นธรรมาภิบาล เช่นเดียวกับการหลอกตัวเองของพวกชนชั้นกลางว่ามีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง อันจะช่วยให้รัฐบาลของ ฯพณฯ ประยุทธ์อยู่ไปได้นาน ๆ  –ผู้แปล)

ข้อที่ 2

ประชาธิปไตยของรัฐบาลซึ่งเป็นเผด็จการหรือแบบประชาธิปไตยลูกผสมสามารถติดอยู่ในกับดักแบบนิ่ม ๆ  ในขณะที่สื่อสังคมออนไลน์สามารถทำให้รัฐบาลนั้นมีความรับผิดชอบต่อประชาชนในระดับท้องถิ่น แต่ก็มันก็นำไปสู่ประชาธิปไตยในรูปแบบตื้นเขิน เหตุการณ์ที่ประชาชนใส่ใจกันมาก อย่างเช่น การฉ้อราษฎร์บังหลวงในระดับท้องถิ่น ถูกจัดการโดยรัฐบาลกลาง ผ่านการโหมประโคมข่าว แต่การปฏิรูปขั้นพื้นฐานอย่างเช่นการเลือกตั้งแบบเสรีนั้นเป็นสิ่งที่ห่างไกลยิ่งกว่า (กรณีการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่ามีลักษณะคล้ายกันในส่วนหนึ่ง –ผู้แปล)

ข้อที่ 3 

การให้ความร่วมมือของสื่อสังคมออนไลน์อาจช่วยให้รัฐบาลทั้งหลายปลอดจากการแทรกแซงของขบวนการทางสังคมระดับข้ามชาติทั้งหลายได้ โดยเป็นอุปสรรคสำหรับการแพร่ขยายของกลยุทธ์ในการประท้วงข้ามพรมแดน  จากการสร้างแนวคิดอันทรงพลังและการระดมบรรดาผู้สนับสนุน สื่อสังคมออนไลน์สามารถช่วยรัฐบาลในการป้องกันตนไม่ใช่เพียงจากการประท้วงภายในประเทศ แต่ยังจากแรงกดดันภายนอกเพื่อการปฏิรูป

แตกต่างจากการเซ็นเซอร์ กลยุทธ์เหล่านั้นทำให้รัฐบาลเข้มแข็งมากกว่าแค่ทำให้ผลของการเป็นปรปักษ์จากประชาชนเบาบางลง พวกเผด็จการพิสูจน์ว่าสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม และสามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางการท้าทายใหม่ ๆ การเข้ามาจัดการสื่อสังคมออนไลน์ของคนเหล่านั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวของประชาธิปไตย

 

 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์