ฟัง 'เบอร์นี' ปราศรัยที่ซอลต์เลกซิตี้ "ความรักจะชนะความเกลียดชัง" ("Love trumps hatred")

19 มี.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวพิเศษประชาไท รายงานการปราศรัยหาเสียงในรอบ primary ของเบอร์นี แซนเดอร์ส ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต คู่แข่งของ ฮิลลารี คลินตัน ที่เมืองซอลต์เลกซิตี รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 18 มี.ค. (ตรงกับเวลา 4.00 น. วันที่ 19 มี.ค. ของประเทศไทย)


ของที่ระลึก


จุดตรวจก่อนเข้างาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียส มีผู้มาฟังปราศรัยจำนวนมากโดยต้องมาก่อนเวลาถึงสามชั่วโมง คาดว่าน่าจะถึงหมื่นคน และเนื่องจากสถานที่จัดงานอยู่กลางทุ่ง ติดภูเขา จึงไม่รองรับการใช้งานระบบ LTE หรือบางทีสัญญาณตกไป 4G ทำให้รายงานสดไม่ได้ ด้านระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก ตรวจละเอียดจนคนต้องต่อแถวยาวไปสี่กิโลเมตร เบอร์นีเองก็แปลกใจที่คนมาเยอะ พูดคำแรกว่า นึกว่ายูท่าห์เป็นรีพับริกัน (ซึ่งเป็นเรื่องจริง)

 

 

ในการปราศรัยมีประเด็นที่ครอบคลุมเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นปัญหาในอเมริกาในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความเท่าเทียมกันในสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน  

เบอร์นี เริ่มต้นพูดเรื่องประชาธิปไตยว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรซับซ้อน คุณมีหนึ่งเสียง ทุกคนมีหนึ่งเสียก็ไปเลือกคนที่อยากเลือก อาจจะเลือกเบอร์นีหรือไม่เลือก แต่การที่เรามีเศรษฐีเงินล้านที่สนับสนุนนักการเมือง แปลว่าเราไม่มีประชาธิปไตยแต่มี oligarchy (ระบอบการปกครองแบบหนึ่ง ซึ่งปกครองโดยคณะบุคคลจำนวนน้อยของสังคม มักได้แก่ กลุ่มผู้อาวุโส กลุ่มทหาร หรือ กลุ่มปฏิวัติ) และการที่นักธุรกิจใช้เงินถึง 900 ล้านเหรียญในการช่วยนักการเมืองหาเสียง เพื่อเลือกนักการเมืองที่เป็นตัวแทนรักษาผลประโยชน์ของคนรวยและคนมีอำนาจ

ในเรื่องเศรษฐกิจ เบอร์นีวิจารณ์บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างวอลมาร์ทที่จ่ายค่าแรงพนักงานในบริษัทต่ำมาก ทำให้บางคนต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในโครงการแสตมป์แลกอาหาร คนที่เป็นชนชั้นกลางที่จ่ายภาษีต้องอุ้มคนงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำมากจากการที่บริษัทวอลมาร์ทจ่ายค่าจ้างที่น้อยมาก กลายเป็นว่ารัฐบาลต้องใช้ภาษีไปสนันสนุนบริษัทใหญ่แทนที่บริษัทเหล่านั้นจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเขาเสนอให้ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 15 เหรียญต่อชั่วโมง และคนทำงานเต็มเวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ควรมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่ยังคงยากจนอยู่

ในเรื่องการศึกษา คนหนุ่มสาวที่จบมหาวิทยาลัยแล้วเป็นหนี้ที่กู้ยืมเรียน บางคนเป็นหนี้ถึง 60,000 เหรียญ ผ่อนจนเข้าสู่วัย 50 อาชีพแพทย์จบมาเป็นหนี้ทันที 300,000 เหรียญสหรัฐฯ ถ้าเป็นทันตแพทย์เป็นหนี้ 400,000 เหรียญ เขาบอกว่า "ถ้าเด็กเรียนดีในระดับมัธยม พวกเขาควรได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย"

ประเทศอเมริกามีปัญหาในเรื่องระบบประกันสุขภาพที่มีราคาแพง และยาที่ราคาสูง คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพที่ราคาแพงนี้และประชาชนควรได้รับการรักษาพยาบาลที่เขาต้องการ

ประเด็นทางสังคมและความเท่าเทียมกันถูกนำมากล่าวถึงในวันนี้ เริ่มจากที่อเมริกามีนักโทษในเรือนจำมากที่สุดในโลกถึง 2.2 ล้านคน เบอร์นีใช้คำว่า "This is a disgrace" เป็นเรื่องที่น่าอาย และสาเหตุที่มีคนติดคุกจำนวนมากเนื่องจากคนหนุ่มสาวว่างงาน คนเชื้อสายละตินอเมริกาว่างงานถึง 30% และคนผิวดำว่างงานถึง 50% นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่อง #BlackLivesMatter ที่คนผิวดำได้รับผลกระทบจากระบบยุติธรรมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันรวมทั้งเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบยุติธรรมที่มีอคติกับคนผิวสี ที่ผ่านมาคนผิวสีที่อยู่ในเมืองฟลินท์ ในมลรัฐมิชิแกนได้รับผลกระทบจากสารตะกั่วที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำประปา

"ผมไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กอเมริกันในยุคนี้ ปี 2016 จะได้รับสารพิษ" เบอร์นีกล่าว

นอกจากนี้เบอร์นียังสนับสนุนการเปิดเสรีการบริโภคกัญชา การแต่งการของคนข้ามเพศ การให้ผู้หญิงมีสิทธิในการตัดสินต่อการทำแท้ง และไม่กีดกันคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย เบอร์นีกล่าวว่าบิดาของเขาเกิดที่โปแลนด์ และไม่เคยมีใครเรียกให้เขาต้องแสดงสูติบัตร เหมือนอย่างที่คนเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัก โอบาโม แสดงสูติบัตร

"บางทีอาจะเป็นเพราะผมเป็นคนผิวขาว" เขากล่าว

ที่น่าสนใจคือเบอร์นีตอบคำถามที่เคยมีคนถามเขาว่าจะเอาเงินจากไหนมาปรับปรุงสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดนี้ เบอร์นีบอกว่าเขาไม่ใช่ซานตาคลอส แต่ว่าวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในปี 2551 นั้นรัฐบาลได้นำเงินจำนวนมากไปช่วยพยุงบริษัทเหล่านั้น ถึงเวลาแล้วที่บริษัทเหล่านั้นจะต้องตอบแทนสังคม (ด้วยการจ่ายภาษีที่มากขึ้น) และมีหลายบริษัทที่เลี่ยงการจ่ายภาษีด้วยการเปิดปัญชีในประเทศในหมู่เกาะแคริบเบียนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีเลยแม้แต่น้อย

เบอร์นียังให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในเรื่องโลกร้อน ที่เขากล่าวว่าไม่มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรครีพับริกันคนไหนเลยที่ยอมรับว่าสภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง เนื่องจากเขาได้รับเงินบริจาคจากบริษัทที่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในการสรุปสุดท้ายเบอร์นีเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกัน ทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การคิดถึงคนส่วนใหญ่จะทำให้เราชนะความเห็นแก่ตัว ("The sense of community will always trump selfishness." เป็นการเล่นคำ คำว่า trump แปลว่าชนะ ซึ่งพ้องรูปและพ้องเสียงกับนามสกุลโดนัลด์ ทรัมป์) และความรักจะชนะความเกลียดชัง ("Love trumps hatred." ความกลัวหมายถึงนโยบายของทรัมป์ที่กีดกันและกดขี่คนที่แตกต่างที่เกิดจากความกลัว และอาจหมายถึงความกลัวและวิตกกังวลของคนอเมริกันที่อาจจะได้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี)

ขณะนี้ฮิลลารี คลินตัน มีคะแนนทิ้งห่างเบอร์นี แซนเดอร์ส หลังจากที่ฮิลลารีได้รับชัยชนะในสี่รัฐเมือวันอังคารที่ผ่านมา สาเหตุอาจเป็นเพราะโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะชนะได้เป็นตัวแทนพรรครีพับริกันในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้คนเปลี่ยนใจเทคะแนนให้ฮิลลารี่ เพื่อไปแข่งกับทรัมป์ อย่างไรก็ตาม จากการที่เบอร์นีชนะในหลายรัฐทำให้เห็นแล้วว่าคนหนุ่มสาวเทคะแนนให้กับเบอร์นี ซึ่งสามารถจะนำเสนอนโยบายที่ถูกใจคนที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต

 

เสียงจากผู้สนับสนุนเบอร์นี แซนเดอร์ส ที่ซอลต์เลกซิตี้

ผู้สื่อข่าวพิเศษประชาไท รายงานการปราศรัยหาเสียงในรอบ primary ของเบอร์นี แซนเดอร์ส ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต คู่แข่งของ ฮิลลารี คลินตัน ที่เมืองซอลต์เลกซิตี รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 18 มี.ค. (ตรงกับเวลา 4.00 น. วันที่ 19 มี.ค. ของประเทศไทย)http://prachatai.org/journal/2016/03/64722

Posted by Prachatai on Saturday, March 19, 2016

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์