จีนเริ่มเปิดเขื่อนระบายน้ำลงโขง-ร้านค้าหาดแห่ผวา-ประมงพื้นบ้านเชียงคานลำบาก

น้ำโขงที่เชียงคานเพิ่มขึ้น 2 เมตร ทำชาวประมงพื้นบ้านหาปลาลำบาก - ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ แนะผู้นำประเทศฟังชาวบ้านก่อนร่วมประชุมกรอบ ความร่วมมือแม่น้ำโขง จีนวางยุทธศาสตร์เขื่อนเพื่อควบคุมน้ำโขง - ครูตี๋หวั่นเชียงของ-เชียงแสน ถูกประกบสองเขื่อนหัวท้าย

แม่น้ำโขงที่ อ.เชียงคาน จ.เลย

แม่น้ำโขงที่ จ.นครพนม

โครงการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง

ชาวประมงพื้นบ้านเชียงคานระบุน้ำโขงขึ้นสูง 2 เมตร กระทันหันหาปลาลำบาก

กรณีจีนประกาศปล่อยน้ำจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนบน ระบุว่าเพื่อบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งในประเทศลุ่มน้ำโขงนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.  นายประยูร แสนแอ สมาชิกกลุ่มประมงพื้นบ้าน อ.เชียงคาน จ.เลย กล่าวเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ว่า ขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เมตร ทำให้น้ำท่วมพื้นที่หาดสำคัญในเขต อ.เชียงคาน คือหาดไข่ และแก่งคุดคู้ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้น้ำในแม่น้ำโขงลดลงตามปกติของฤดูแล้ง คือน้ำแห้งจนเห็นก้อนหินและหาดทรายโผล่ขึ้นมา แต่เวลานี้น้ำขึ้นท่วมหาดจนมองเห็นเพียงต้นไคร้น้ำ 4-5 ต้นเท่านั้นโดยช่วงน้ำที่น้ำโขงลดระดับ ทำให้ไก หรือสาหร่ายน้ำจืด เกิดออกมาตามหาดหิน แต่เมื่อน้ำในแม่น้ำโขงกลับเพิ่มขึ้นและไหลแรง ไกจึงหลุดออกมาติดแห อวนของชาวบ้านเป็นอย่างมาก

นายประยูรกล่าวต่อไปว่า ตนและเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงทราบข่าวจากโทรทัศน์ ที่มีการรายงานข่าวเรื่องเขื่อนจีนระบายน้ำ และรู้สึกกังวลแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ทราบจากข่าวว่าจีนจะเปิดน้ำถึงวันที่ 10 เมษายน ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มฤดูกาลหาปลาในแม่น้ำโขง  เฉพาะบ้านเหนือ อ.เชียงคาน ก็มีคนหาปลาประมาณ 50 คน ซึ่งกำลังลำบากกับการหาปลาช่วงนี้เพราะน้ำโขงเพิ่มระดับขึ้นอย่างกระทันหัน ตนอยากให้แม่น้ำโขงได้ไหลตามสภาพธรรมชาติแบบเดิมมากกว่า

“พวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ยอมรับกันไป แม้น้ำโขงจะเพิ่มขึ้นมากกลางหน้าแล้งแบบนี้ เราก็ยังต้องหาปลาเช่นเดิม ผมได้ยินว่าจะมีเขื่อนสะนะคาม ที่สร้างกั้นน้ำโขงเป็นแห่งที่ 4 ใกล้ๆ อ.เชียงคาน เชียงคาน คิดว่าอนาคตน่าจะลำบาก เพราะแม่น้ำโขงมีเขื่อนเต็มไปหมด” นายประยูร กล่าว

 

คสข. เผยชาวบ้านหาดแห่หวั่นกระทบพื้นที่ปลูกผักริมโขง

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่สำรวจชุมชนของเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่ม น้ำโขงภาคอีสาน (คสข.) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าชาวบ้านที่หาดแห่ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ต่างวิตกกังวล กรณีที่น้ำในแม่น้ำโขงขึ้นลงผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นในฤดูแล้งหลายปีที่ผ่านมา ผลที่เกิดขึ้นคือหาดทรายหายไป ร่องน้ำเปลี่ยน พื้นที่ริมโขงหายไป พื้นที่ปลูกผักริมโขงลดลง และกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชน

รายงานภาคสนามของคสข. ระบุว่ากรณีที่เขื่อนจีนปล่อยน้ำในปริมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ชาวบ้านกังวลว่าจะทำให้น้ำโขงขึ้นมาหาดทรายซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ของท้องถิ่น  ทำให้การลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวสูงขึ้น ร้านค้าริมหาดได้รวมกันทำสะพานเชื่อมจากชายฝั่งไปยังร้านค้าบนหาดทราย ซึ่งต้องออกแบบความสูง ความแข็งแรงทนทาน เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ในขณะที่ผู้นำท้องถิ่นก็ขาดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลกระทบจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนครั้งนี้

 

ร้านค้าริมโขงผวาน้ำขึ้นลงไม่เป็นไปตามฤดูกาล

รายงานของ คสข.ระบุด้วยว่าเจ้าของร้านค้าชายหาดแจ้งว่าราว 5 ปีที่แล้วสามารถตั้งร้านที่หาดแห่ได้ ตั้งแต่ก่อนช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้งที่น้ำโขงค่อยๆ ลดระดับลง หาดแห่จะอยู่จนถึงช่วงหลังสงกรานต์ จนเมื่อถึงฤดูฝนก็จะจมไปเมื่อน้ำโขงเพิ่มระดับตามฤดูกาล ชาวบ้านแถบนี้มีรายได้จากการขายอาหารเครื่องดื่ม ในเทศกาลท่องเที่ยวหน้าแล้งราว 5-6 เดือน หรือระหว่างเดือน ธันวาคม-เมษายน ประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านบาทต่อ 1 ร้านค้าหรือเฉลี่ยเดือนละเกือบแสนบาท แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา น้ำโขงเปลี่ยนแปลงมาก ระดับน้ำขึ้นลงไม่ตามฤดูกาล

เจ้าของร้านค้ารายหนึ่งกล่าวว่า เพิ่งลงตั้งร้านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากน้ำโขงเพิ่งลดระดับ แต่พอรู้ข่าวการปล่อยน้ำของจีนอีกระลอกจนถึงเดือนเมษายน สร้างความวิตกกังวลอย่างมาก

“เราเคยวางแผนกันได้ว่า หน้าแล้ง หน้าฝน จะทำอะไร คำนวณราคาสินค้าที่ขายกันได้ว่าจะขายราคาเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ ตอนนี้ออกแบบวางแผนไม่ได้เลย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างก็บ่นว่า หาที่เที่ยวเล่นน้ำริมโขงช่วงสงกรานต์ได้ยาก แก่งกระเบา จ.มุกดาหาร ก็แทบร้าง พวกเขารู้สึกว่าแม่น้ำโขงไม่ปลอดภัย น้ำขุ่น ไม่ใส ไม่น่าเล่น และราคาอาหารเครื่องดื่มก็ราคาแพง เพราะพ่อค้าแม่ค้าต้องลงทุนมากขึ้น ช่วงเวลาในการขายสินค้าน้อยลง เดือดร้อนไปตามๆ กัน” เจ้าของร้านอาหารรายนี้ระบุ

 

ไชยณรงค์ชี้ยุทธศาสตร์จีนกุมแม่น้ำโขง ผู้นำประเทศท้ายน้ำไม่แยแส

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ความร่วมมือแม่น้ำโขง-ล้านช้าง ที่จีนได้พยายามเป็นผู้นำนั้นคือการพยายามยึดกุมการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของ ภูมิภาคนี้โดยเบ็ดเสร็จ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงโดยมียูนนานเป็นประตู และใช้เขตปกครองตนเองมณฑลกวางสีเป็นประตูสู่อาเซียน ซึ่งการสร้างกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงโดยการนำของจีน เป็นไปตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ที่ให้เกิดการสะสมทุน

ไชยณรงค์กล่าวว่า การประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง-ล้านช้างครั้งที่ 1 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 มีนาคม ที่ประเทศจีนนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นที่ก็คงไม่พ้นที่จะไปเพื่อผลักดันให้ทุนได้ทำงานได้ง่าย ขึ้น  และคนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดคือ กลุ่มทุน นายทุนเท่านั้น คนที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ ชาวบ้าน  ยกตัวอย่างการที่จีนได้พยายามสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จเรื่องการจัดการแม่น้ำโขง ด้วยการสร้างเขื่อนต้นแม่น้ำโขง และปล่อยน้ำออกมาช่วงหน้าแล้งอย่างที่เป็นข่าวกระแสดังอยู่ตอนนี้ การปล่อยน้ำช่วงหน้าแล้งทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่แปลงเกษตรริมโขงของชาวบ้าน ท่วมไกหรือสาหร่ายของแม่น้ำโขง การกระทำนี้ถือว่าจีนได้ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จไปแล้ว ปัญหาเรื่องการจัดการแม่น้ำโขงมันอยู่ที่ ชนชั้นนำในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างไม่ได้แยแส และสำนึกปัญหาอันใหญ่หลวงของประชาชนอย่างแท้จริง  

“การไปประชุมที่ประเทศจีนในครั้งนี้ ก่อนไปผู้นำควรที่จะไปรับฟังความเดือดร้อนของชาวบ้านริมโขงทั้ง 8 จังหวัดบ้าง ควรจะไปฟังความทุกข์ยาก ความคิดและความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านในการจัดการแม่น้ำโขงอย่างไร นี่ถือเป็นหลักธรรมาภิบาลสำคัญในการบริหารจัดการแม่น้ำโขง  และเห็นว่าการประชุมครั้งนี้มีใจความสำคัญว่าจะความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ ยั่งยืน ซึ่งมันเป็นไปได้ยาก เพราะที่ผ่านมาความร่วมมือต่างๆที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นไปตามหลัก การการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ประสบการณ์การพัฒนาลุ่มน้ำโขงที่ผ่านมามีแต่ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจ และทำลายระบบเศรษฐกิจและระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของประชาชนลุ่มน้ำโขง” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว

 

ครูตี๋หวั่นเชียงของ-เชียงแสน ถูกประกบสองเขื่อนหัวท้าย

นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรงลุ่มน้ำโขง- ล้านนา จ.เชียงราย กล่าวว่าการที่เขื่อนจีนปล่อยน้ำลงมาในครั้งนี้ถือเป็นผลประโยชน์ของจีน โดยตรง เพราะเขื่อนได้ทั้งปั่นไฟฟ้า และระบายน้ำให้เรือจีนล่องลงมาค้าขายที่เชียงแสน ซึ่งเห็นชัดเจนแล้วว่าเวลานี้จีนสามารถใช้เขื่อน 6 แห่งควบคุมแม่น้ำโขงได้ทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลประเทศท้ายน้ำยังอาจห่วงผลประโยชน์อื่นๆ จากประเทศจีน ยังคิดว่าจีนใจดี ไม่คิดบ้างว่าความเสียหายที่เกิดกับท้องถิ่นและประชาชนนั้นก็ความเสียหายที่ สำคัญเช่นกัน การที่แม่น้ำโขงขึ้นท่วมกลางหน้าแล้งแบบนี้สิ่งที่เกิดคือผลกระทบต่อระบบ นิเวศ ซึ่งกระทบถึงวิถีชีวิตท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับแม่น้ำโขง สิทธิของชุมชนถูกริดรอนไปจนหมดสิ้น

“ตอนนี้ยังมีการเริ่มเตรียมการก่อสร้างเขื่อนปากแบง โดยบริษัทจีนและไทยจะสร้างกั้นแม่น้ำโขงที่ท้ายน้ำจาก อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เพียงราวร้อยกิโลเมตร เท่ากับว่าแม่น้ำโขงของประเทศไทย บริเวณ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น ต้องกลายเป็นพื้นที่ระหว่าง 2  เขื่อน คือเขื่อนปากแบง และเขื่อนจิงหง ที่เชียงรุ้ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนแถบนี้ใครจะบอกได้บ้าง ผมไม่แน่ใจว่าการที่จีนปล่อยน้ำอ้างแก้ปัญหาภัยแล้งครั้งนี้ พร้อมกับป่าวประกาศถึงผลดีของการสร้างเขื่อน เป็นเพราะเหตุที่ต้องการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นในแม่น้ำโขงหรือไม่” นายสมเกียรติ กล่าว

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น