ผนึกสถาบันเอกชนลดปัญหาขาดแคลนพยาบาล หนุนให้ทุนการศึกษา มุ่งกระจายสู่ท้องถิ่น

23 มี.ค. 2559 รายงานข่าวจาก สำนักการสื่อสารทางสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) แจ้งว่า การประชุมวิชาการเกี่ยวกับ บทบาทของสถาบันการศึกษาภาคเอกชนในการผลิตกำลังคนด้านสุขภาพ (Role of private sector training institutions In Human Resources for Health: training and beyond) ระหว่างวันที่ 14-15 มี.ค. ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรอยัลออคิดเชอราตัน กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแพทย์และพยาบาลทั้งในและต่างประเทศกว่า 50 คน มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำเสนอผลงานการวิจัยโครงการ Resilient and Responsive Health Systems (RESYST) Consortium ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 7 ประเทศ ได้แก่ แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย เคนยา ไนจีเรีย อินเดีย เวียดนาม และไทย ภายใต้การสนับสนุนของวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน (London School of Hygiene and Tropical Medicine, University of London)

นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร

นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ที่ปรึกษาอาวุโสและเลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ในฐานะนักวิจัยหลักในโครงการ RESYST เปิดเผยว่า การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มุ่งเน้นบทบาทของสถาบันการศึกษาภาคเอกชนในการผลิตพยาบาล เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาล ให้เกิดกระจายกำลังคนและการบริการสาธารณสุขไปยังพื้นที่ห่างไกล นำไปสู่ความเท่าเทียมด้านสุขภาพระหว่างเขตเมืองและชนบท ที่แต่ละประเทศจะนำไปเสนอหน่วยงานผู้กำหนดนโยบายพิจารณากำหนดเป็นแนวทางแก้ไขต่อไป

สำหรับประเทศไทย ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลที่จบการศึกษาจากสถาบันของรัฐ ส่วนใหญ่มีความประสงค์ที่จะทำงานในหน่วยงานของรัฐ ในขณะที่นักศึกษาจากสถาบันเอกชนส่วนใหญ่ต้องการทำงานในหน่วยงานเอกชน เพราะได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่า สามารถชดเชยกับภาระค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนและค่าเล่าเรียนที่แพงกว่าสถาบันของรัฐได้ ส่งผลให้จำนวนพยาบาลกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ ไม่กระจายไปยังหน่วยงานของรัฐที่ในชนบทห่างไกล ทั้งที่ทัศนคติของนักศึกษาส่วนใหญ่พอใจที่จะกลับไปทำงานในภูมิลำเดิมในชนบท

ทั้งนี้ มีข้อเสนอเชิงนโยบายจากการวิจัยเพื่อการแก้ปัญหา ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

1) นโยบายด้านการคัดเลือกและการรับเข้าศึกษา โดยสถาบันการศึกษาพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนควรดำเนินนโยบายการคัดเลือกนักเรียนจากพื้นที่ชนบทต่อไป และกระจายสถาบันการศึกษาเพื่อจัดการศึกษาในพื้นที่ให้มากขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานในบ้านเกิด ช่วยส่งเสริมการธำรงรักษาพยาบาลไว้ในชนบท

2) การพัฒนาหลักสูตร ควรเน้นให้นักศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานในชนบท และควรมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนโดยเพิ่มเนื้อหาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพให้มากขึ้น เช่น ความเสมอภาคทางด้านสุขภาพ นโยบายสุขภาพ ความเข้าใจความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการปฏิบัติงานเข้าไปในหลักสูตร

3) การพัฒนาอาจารย์ ควรกำหนดให้การมีประสบการณ์ทำงานในชนบทเป็นเกณฑ์หนึ่งในการคัดเลือกเข้าทำงาน ควรพัฒนาคุณภาพอาจารย์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา และการวางแผนพัฒนากำลังคนพยาบาลเพื่อรับมือกับประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นและอัตราการขาดแคลนพยาบาล ที่คาดว่าจะสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า

4) กระทรวงสาธารณสุข รัฐบาลหรือโรงพยาบาลในชนบทควรให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ เพื่อเพิ่มโอกาสการกลับไปทำงานยังบ้านเกิดภายหลังจบการศึกษา และเพิ่มอัตราการคงอยู่ในพื้นที่ชนบทที่ต้องการกำลังคนพยาบาลในการดูแลสุขภาพ และแสวงหาความร่วมมือทั้งจากสถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการผลิตพยาบาลให้เพียงพอกับความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

“การประชุมในครั้งนี้เป็นการถอดบทเรียนและนำเสนอผลงานวิจัยของประเทศที่มีความร่วมมือกัน ซึ่งในส่วนของไทยจะนำประเด็นที่เป็นประโยชน์ของแต่ละประเทศ มาปรับปรุงประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศเพิ่มเติมเข้าไปในงานวิจัย เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติที่มีนายแพทย์มงคล ณ สงขลา เป็นประธาน เพื่อพิจารณาผลักดันเป็นนโยบายแก้ปัญหากำลังด้านสุขภาพในด้านพยาบาลต่อไป” นพ.วิโรจน์ กล่าว

ดร.กฤษดา แสวงดี

ดร.กฤษดา แสวงดี อุปนายกสภาพยาบาลคนที่ 2 ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยในโครงการ RESYST กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ความต้องการพยาบาลในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกอบกับการเพิ่มของประชากรสูงอายุและมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น ซึ่งในอนาคตจะเป็นปัญหาวิกฤตรุนแรงหากไม่มีการแก้ไข โดยสภาการพยาบาลไทยคาดว่าในปี พ.ศ. 2563 จะมีการขาดแคลนพยาบาลประมาณ 50,000 คน

โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสถาบันการศึกษาด้านพยาบาลทั้งสิ้น 58 แห่ง แบ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐ 52 แห่ง และสถาบันศึกษาเอกชน 23 แห่ง  สามารถผลิตพยาบาลรวมได้ปีละประมาณ 10,000 คน โดยหากมีความร่วมมือกันระหว่างสถาบันของรัฐและเอกชนในการให้ทุนการศึกษา การกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือก จูงใจให้มีการเรียนพยาบาล คาดว่าจะสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้นเป็นปีละประมาณ 12,000  คน

“สำหรับค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายในเรียนพยาบาลตลอดระยะเวลา 4 ปี อยู่ที่ประมาณ 480,000 บาท/คน หากเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐจะมีงบประมาณสนับสนุนให้ส่วนหนึ่ง แต่สำหรับสถาบันของเอกชนนักศึกษาต้องจ่ายเองทั้งหมด ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ดังนั้นหากมีการสนับสนุนนักศึกษาในสถาบันเอกชน โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการผลิตพยาบาลและกระจายกำลังคนกลับไปทำงานที่พื้นที่ของตนเองได้มากขึ้น” ดร.กฤษดา กล่าว

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ

ด้าน นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานอนุกรรมการวางแผนกำลังคน คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาด้านพยาบาลภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในการผลิตกำลังคนพยาบาลของประเทศ จึงควรมีการส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาภาคเอกชนผลิตกำลังคนด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาในปัจจุบัน โดยข้อเสนอที่ได้จากการประชุมวิชาการครั้งนี้จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ เพื่อพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนด้านพยาบาลของประเทศต่อไป

 

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์