เพนกวิน ม.5 ร่อนจม.ถึงปู่มีชัย ถ้าหวังดีกับเด็กจริงควรขยายเรียนฟรี จาก 12ปี เป็น 15ปี ในร่างรธน.

เพนกวิน ม.5 เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง 'มีชัย ประธาน กรธ.' วิจารณ์การร่นสวัสดิการเรียนฟรี 12 ปีในร่างรธน. ชี้หากหวังดีกับอนาคตของชาติจริงควรขยายระยะเวลาของสวัสดิการเรียนฟรี จาก 12 ปี เป็น 15 ปี 

พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท

1 เม.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ได้โพสต์จำหมายเปิดผนึกถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'Parit Chiwarak' ในลักษณะสาธารณะ วิจารณ์การร่นสวัสดิการเรียนฟรี 12 ปีในร่างรัฐธรรมนูญ มาเริ่มที่อนุบาลจนถึง ม.ต้น และวิจารณ์สิ่งที่มีชัยให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดย  พริษฐ์ ระบุว่า การให้ความสำคัญกับการดูแลพัฒนาการของเด็กช่วงอายุ 2-5 ปี เพื่อที่เด็กจะได้มีพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน นั้นมีความสำคัญ แต่การศึกษาในระดับชั้น ม.ปลาย และสายอาชีพก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

กรณีที่มีชัยระบุว่ามีการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือการศึกษาของผู้ยากไร้ นั้น พริษฐ์ มองว่าจะต้องเกิดปัญหา โดยเพิ่มภาระชีวิตของนักเรียนและผู้ปกครองที่จะต้องมาพิสูจน์ความจนของตัวเอง และยังเป็นการเพิ่มภาระให้กับคนทั่วไปที่แม้ไม่ยากไร้แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยมาก เมื่อพวกเขาเหล่านั้นต้องแบกรับภาระค่าเรียนของบุตรหลานมากขึ้น ก็อาจจะต้องกลายเป็นคนยากไร้ไปก็ได้
 
นอกจากนี้ พริษฐ์ ยังได้เสนอว่า ควรที่จะใช้วิธีขยายระยะเวลาของสวัสดิการเรียนฟรี จาก 12 ปี เป็น 15 ปี ในรัธรรมนูญ และหากกลัวงบประมาณจะไม่พอ ก็ควรจะปล่อยให้รัฐบาลปกติที่เป็นตัวแทนของประชาชนตัดสินใจเองว่าจะให้ “เรียนฟรี 12 ปี” เริ่มต้นและสิ้นสุดที่ใด ไม่ใช่กงการของรัฐธรรมนูญที่จะระบุรายละเอียดขนาดนี้เลยแม้แต่น้อย

 

โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

ส่งถึง คุณปู่มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

ก่อนอื่น หลานต้องขออภัยที่ไม่ได้ส่งจดหมายหรือเข้าไปเยี่ยมเยียนที่อาคารรัฐสภาเลย ด้วยคิดว่าเดี๋ยวนี้คุณปู่ก็มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นถึงประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คงจะมีภารกิจต้องร่าง “รัฐธรรมนูญฉบับต้านทุจริต” อยู่ หลานเป็นแค่เด็กวัยรุ่นธรรมดา ถึงจะเข้าไปหา คุณปู่ก็คงจะไม่มีเวลาออกมาพบ

ที่หลานเขียนจดหมายถึงคุณปู่ในวันนี้ ก็เพื่อที่จะเรียนว่า หลานได้ชมคลิปที่คุณปู่ให้สัมภาษณ์กับพี่ ๆ สื่อมวลชนเรื่องสวัสดิการเรียนฟรี 12 ปีในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หลานจึงขอบังอาจแสดงความกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับถ้อยคำที่คุณปู่ได้ให้สัมภาษณ์ ดังนี้

ประการแรก คุณปู่ชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญจำต้องให้ความสำคัญกับการดูแลพัฒนาการของเด็กช่วงอายุ 2-5 ปี เพื่อที่เด็กจะได้มีพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน ในข้อนี้ หลานไม่ปฏิเสธความสำคัญของการศึกษาภาคปฐมวัย เพราะการเติบโตของเด็กเล็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่คุณปู่ก็อย่าลืมว่า การศึกษาในระดับชั้น ม.ปลาย และสายอาชีพก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

คุณปู่อย่าลืมว่า เด็กนั้นต่อให้มิได้เข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลก็ยังสามารถมีพัฒนาการที่สมวัยได้ เนื่องจากเด็กในวัย 2-5 ปีที่คุณปู่กล่าวอ้างนั้น ควรจะเรียนรู้ด้วยการเล่นอยู่แล้ว พ่อแม่หรือชุมชนสามารถจัดการศึกษาในระดับนี้เองไม่ยากนัก แต่หากเยาวชนของเราไม่มีโอกาสเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมปลายหรืออาชีวะศึกษา ก็ยากที่จะได้รับการศึกษาต่อไปได้ ด้วยครอบครัวและชุมชนนั้น ไม่สามารถจัดการศึกษาในระดับนี้ทดแทนได้

ถึงแม้คุณปู่จะแถลงว่าให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือการศึกษาของผู้ยากไร้ หลานมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการบริหารกองทุนจะต้องเกิดปัญหา เช่นเดียวกับที่เกิดกับกองทุน กยศ. โดยแน่ การที่กองทุนจัดไว้สำหรับ “คนยากไร้” เป็นการเพิ่มภาระชีวิตของนักเรียนและผู้ปกครองที่จะต้องมาพิสูจน์ความจนของตัวเอง และยังเป็นการเพิ่มภาระให้กับคนทั่วไปที่แม้ไม่ยากไร้แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยมาก เมื่อพวกเขาเหล่านั้นต้องแบกรับภาระค่าเรียนของบุตรหลานมากขึ้น ก็อาจจะต้องกลายเป็นคนยากไร้ไปก็ได้

ทุกวันนี้แม้จะมีการเรียนฟรีโดยไม่มีเงื่อนไข ก็ยังมีเด็กที่จำต้องออกจากการศึกษากลางคันเพื่อทำงานช่วยเหลือทางบ้านอยู่แล้ว หลานกลัวเหลือเกินว่าจะมีเพื่อนเยาวชนของหลานตกหล่นไปจากกองทุนที่สร้างภาระให้ประชาชนพิสูจน์ความจนของคุณปู่ ถ้าพวกเขาเหล่านั้นตกหล่นออกจากระบบการศึกษาโดยที่มีทักษะความรู้เพียงการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) พวกเขาจะมีอาชีพ มีอนาคตและสร้างประโยชน์ให้สังคมได้หรือไม่

ที่สำคัญที่สุด การผลักไสชะตาชีวิตด้านการศึกษาของคนยากคนจนให้ไปแขวนกับ “กองทุนช่วยเหลือคนยากไร้” นั้น เป็นการบีบบังคับให้พวกเขาต้องตีตราตัวเองว่าเป็นคนจน ย่อมเป็นการสร้างตราบาปแห่งความไม่เท่าเทียม จะทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้วหนักข้อขึ้นอีก นอกจากนี้ ถ้าการศึกษาจะต้องขึ้นอยู่กับกองทุนจริง ๆ เท่ากับว่าต่อไปนี้ การศึกษาจะไม่ใช่ “สิทธิ” ของประชาชนทุกคนถ้วนหน้า แต่จะเป็นเพียง “การสังคมสงเคราะห์” ที่ประชาชนจะต้องไปกราบกรานร้องขอจากรัฐเท่านั้น

จริงอยู่ แม้ว่าในอนาคต รัฐบาลต่อ ๆ ไปอาจจะให้สวัสดิการเรียนฟรีเพิ่มขึ้นถึง ม.ปลายและอาชีวะ แต่นั่นจะทำให้สิทธิทางการศึกษาในช่วงดังกล่าวลดคุณค่าจากสิทธิตามรัฐธรรมนูญ กลายเป็นแค่นโยบายสำหรับให้นักการเมืองหาเสียงในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น คุณปู่จะตัดสิทธิของประชาชนไปเอื้อให้นักการเมืองทำใหม่อย่างในเมื่อคุณปู่เองก็เกลียดกลัวนักการเมืองหนักหนา

หลานเห็นว่า หากคุณปู่หวังดีต่ออนาคตของชาติ อยากให้ประชาชนได้รับสวัสดิการตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจริง คุณปู่ก็ควรที่จะใช้วิธี “ขยาย” ระยะเวลาของสวัสดิการเรียนฟรี จาก 12 ปี เป็น 15 ปี มีคำกล่าวว่าศักยภาพของประเทศไทยจะจัดสวัสดิการการศึกษาฟรีถึงปริญญาเอกก็ยังได้ เพียงแค่การสึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6 / ปวช.) ก็คงจะไม่เป็นไรกระมัง หรือเลวร้ายที่สุด ถ้าคุณปู่กลัวงบจะไม่พอบำรุงงบความมั่นคง ก็ควรจะปล่อยให้รัฐบาลปกติที่เป็นตัวแทนของประชาชนตัดสินใจเองว่าจะให้ “เรียนฟรี 12 ปี” เริ่มต้นและสิ้นสุดที่ใด ไม่ใช่กงการของรัฐธรรมนูญที่จะระบุรายละเอียดขนาดนี้เลยแม้แต่น้อย

สุดท้าย คุณปู่เองก็อายุมากแล้ว ขอให้ระวังรักษาสุขภาพ หลานเข้าใจว่าการเป็นประธาน กรธ. นั้นยุ่งและวุ่นวาย แต่ก็อย่าลืมกินยาให้ครบตามที่หมอสั่ง และหาเวลาพักผ่อนบ้าง กลับบ้านมาหาหลาน เลี้ยงหลานอยู่บ้านบ้างตามสมควร

ด้วยความรัก ความคิดถึงและความเคารพยิ่ง

พริษฐ์

หลานคนละสายเลือดของปู่

ปล. ช่วยกันแชร์ให้ถึงคุณปู่มีชัยด้วยครับ

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์