สนช.ผ่านกฎหมายประชามติ รธน.–ตัดคำ/สิทธิ “รณรงค์” ไม่รับร่าง

7 เม.ย.2559  ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ด้วยคะแนน 171 ต่อ 1 งดออกเสียง  3 เสียง ให้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป โดยใช้เวลาพิจารณา 5 ชั่วโมงเศษ 

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ได้ชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้มีทั้งหมด 65 มาตรา มีสาระสำคัญคือการเปิดโอกาสให้แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญได้รอบด้าน ไม่มีการปิดกั้น แต่การแสดงความเห็นต้องเป็นไปโดยสุจริต ไม่ขัดกฎหมาย โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) จะเป็นผู้ทำหน้าที่เผยแพร่อธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ กกต. ต้องวางตัวเป็นกลางในการทำหน้าที่

ขณะที่สมาชิกหลายรายได้อภิปรายท้วงติงเนื้อหาในมาตร 7 หลัง กมธ.แก้ไขร่างเดิมโดยตัดคำว่า “รณรงค์” ออก  ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเพราะจะทำให้ไม่สามารถแสดงความเห็นรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญได้ทั้งที่เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต

(มาตรา 7 ร่างแรก บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและรณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย - อ่านที่นี่

พล.อ.สมเจตน์ ชี้แจงว่าการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีการปิดกั้นผู้ใด แต่การรณรงค์ถือเป็นการชักจูงให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในประเทศ คนที่จะรณรงค์ได้มีแค่ กกต.เท่านั้น แม้แต่ กรธ.ก็ทำได้แค่ชี้แจงข้อดีร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยทำได้แค่พูดข้อเสียเช่นกัน  การพูดว่าให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถือว่าชี้นำจะสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายประชามติ 

อย่างไรก็ตามสมาชิก สนช.หลายคนยืนยันไม่เห็นด้วยกับเนื้อหามาตรานี้ทำให้ต้องแขวนมาตรา 7 ไว้เพื่อพิจารณามาตราอื่นก่อน ท้ายที่สุด กมธ.แจ้งต่อที่ประชุมว่ายินยอมแก้ไขข้อความในมาตรา 7 จากเดิมที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย” เป็น “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย” เพื่อให้บุคคลสามารถเผยแพร่ความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องเป็นไปโดยสุจริตและไม่ขัดกฎหมาย

(อ่านร่างฉบับผ่าน กมธ. วาระสอง ที่นี่

สมาชิก สนช.ยังทวงติงประเด็นที่กำหนดว่า เมื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นว่าการออกเสียงประชามติในหน่วยนั้น ๆ ไม่สุจริตเที่ยงธรรม สามารถรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 10 คน เพื่อคัดค้านโดยแสดงหลักฐานต่อ กกต.ได้ภายใน 24 ชั่วโมง จากร่างแรกที่ต้องอาศัยเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในหน่วยใดๆ ซึ่งสมาชิกสนช.หลายมองว่า การที่กมธ.แก้ไขให้มีการรวมตัวกันเพียง 10 คนในแต่ละหน่วยถือเป็นเรื่องง่ายเกินไป กังวลว่าจะทำให้เกิดการล้มประชามติขึ้น  ท้ายที่สุดกรรมาธิการจึงยอมปรับแก้เรื่องการรวมตัวเพื่อคัดค้านการออกเสียงประชามติ จาก 10 คน เป็น 50 คน เพื่อไม่ให้เกิดการล้มประชามติได้ง่าย

ส่วนการลงคะแนนประชามติจะไม่มีการลงคะแนนด้วยวิธีใช้เครื่องลงคะแนนเนื่องจากเห็นว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความสำคัญ

นอกจากนี้ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังกำหนดบทลงโทษ กรณีมีบุคคลทำให้เกิดความวุ่นวาย หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ตลอดจนผู้ที่เผยแพร่ข้อความ ภาพและเสียงในสื่อต่างที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง โดยมุ่งหวังให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท  หากพบว่า มีความรุนแรง ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี หรือหากเป็นกรณีการกระทำผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

ทั้งนี้ ทางกกต.ระบุว่า หลังพ.ร.บ.นี้ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ในวันนี้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันนี้ 13 เม.ย.นี้ จากนั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะทำร่างฉบับย่อ แบบสรุปเนื้อหาเข้าใจง่าย ส่งให้ กกต.จัดพิมพ์ ระหว่างนี้ กกต.จะเปิดให้กลุ่มที่ต้องการดีเบตแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ มาลงทะเบียนในวันที่ 22 เมษายน

เดือนพฤษภาคม กกต.จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตจังหวัดทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเริ่มทยอยส่งร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเต็ม และฉบับย่อไปตามบ้านเรือนประชาชน และทำการการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ
เดือนมิถุนายน จะเริ่มออกอากาศการดีเบต แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์
เดือนกรกฎาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งทั่วประเทศมีประมาณ 50 ล้านคน 
เดือนสิงหาคม จัดกิจกรรมรณรงค์ Big Day พร้อมกันทั้ง 77 จังหวัด ก่อนทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม

สำหรับการทำประชามติครั้งนี้ กกต.ตั้งเป้าให้คนออกมาใช้สิทธิถึงร้อยละ 80 ใช้งบประมาณราว 64.5 ล้านบาท ในตั้งศูนย์ประสานงานประชารัฐร่วมใจทุกจังหวัด จัดกิจกรรมเดิน และปั่นจักรยานรณรงค์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะตามสถานศึกษา นิคมอุตสาหกรรม และ หน่วยงานราชการ 

 

 

ที่มา เว็บไซต์เดลินิวส์ เว็บไซต์สำนักข่าวไทย รายการครอบครัวข่าว

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์