อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 ชั่วโมง 59 นาที ที่ผ่านมา
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เผด็จการไทยจักอยู่ไปไม่มีตาย?

                  

1

พลันที่การยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนเกิดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่ปกครองโดยคณะทหารจากการรัฐประหาร เมื่อนับเวลาย้อนหลังไปจากจุดนั้นเพียงหนึ่งทศวรรษ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 7 คน มีรัฐประหาร 2 ครั้ง มีการเมืองบนท้องถนนไม่ขาดสาย มีความรุนแรงและการบาดเจ็บล้มตายต่อเนื่อง ความสับสนอลหม่านของการเมืองไทยไม่ได้สร้างปัญหาแก่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น ในแวดวงวิชาการเองก็มีข้อสงสัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าเราจะอธิบายปรากฏการณ์การเมืองไทยอย่างไรดี อะไรทำให้ประเทศที่เคยเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและประชาธิปไตยของภูมิภาคเมื่อสองทศวรรษก่อนกลับกลายมาเป็นตัวอย่างต้องห้าม ทั้งยังเผชิญกับความชะงักงันทางเศรษฐกิจและ “ทศวรรษที่สูญหาย” ทางการเมือง ทฤษฎีประชาธิปไตยที่มีอยู่ช่วยอธิบายการเมืองไทยได้เพียงใด หรือจะไม่มีทฤษฎีใดๆ อธิบายความซับซ้อนของประเทศนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
 

2

ข้อถกเถียงในแวดวงวิชาการนานาชาติเปลี่ยนไปตามกระแสธารของยุคสมัย หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โจทย์สำคัญของงานวิชาการรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองอยู่ที่ “กระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย” (democratisation) และการวิเคราะห์ปัจจัยที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเมืองแบบประชาธิปไตย แต่นับตั้งแต่สหัสวรรษใหม่เป็นต้นมา หัวข้อวิจัยที่ท้าทายยิ่งยวดกลับกลายเป็นประเด็นเรื่อง “ความคงทนของระบอบเผด็จการ” (authoritarian persistence) และการค้นหาว่าเงื่อนไขอะไรที่ช่วยธำรงโครงสร้างอำนาจแบบเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการไว้ภายใต้หน้ากากประชาธิปไตย เช่นในหลายประเทศที่พรรคการเมืองเดียวสามารถอยู่ในอำนาจยาวนานหลายสิบปีและปกครองในลักษณะอำนาจนิยม แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งอยู่เป็นระยะๆ ก็ตาม

ในเอเชียอุษาคเนย์เอง มาเลเซียและสิงคโปร์กลายเป็นพื้นที่วิจัยของกลุ่มนักวิชาการสายเผด็จการศึกษา และนำไปสู่ข้อเสนอสำคัญว่า ระบอบเผด็จการซ่อนรูปเช่นนี้จะอยู่ได้อย่างมั่นคงก็ต้องอาศัยการมีสถาบันการเมืองที่แข็งแรง เช่น พรรคการเมือง มาคอยค้ำจุนให้เหล่าชนชั้นนำสามารถต่อรองผลประโยชน์และสืบทอดอำนาจกันได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องทำลายฉากหน้าของประชาธิปไตย (เช่น ล้มเลือกตั้งหรือรัฐประหาร) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยิ่งระบอบเผด็จการสามารถสร้างสถาบันที่ “ดูเหมือนเป็นประชาธิปไตย” ให้แข็งแรงได้แค่ไหน ก็จะยิ่งทำให้ระบอบเผด็จการคงทนมากขึ้นเท่านั้น หากระบอบเผด็จการใดหมกมุ่นกับการสร้าง “ท่านผู้นำ” โดยปราศจากรากฐานทางสถาบันที่จะช่วยจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำอย่างเป็นระบบแล้ว เผด็จการนั้นย่อมมีความเปราะบางที่จะล่มสลายในไม่ช้า

แต่ข้อเสนอที่ทรงพลังนี้ก็ไม่สามารถนำมาใช้อธิบายกรณีของไทยได้ เพราะถึงแม้ประเทศไทยจะไม่เคยมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งและมีอายุยืนยาวเช่นในมาเลเซียและสิงคโปร์ แต่ระบอบเผด็จการหรืออุดมการณ์แบบเผด็จการก็ดูจะหยั่งรากและเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง การมุ่งสนใจแต่เฉพาะสถาบันที่เป็นทางการอย่างพรรคการเมืองดูจะไม่ช่วยเพิ่มเติมความเข้าใจต่อการเมืองไทยมากนัก นอกจากนี้ งานวิชาการสายเผด็จการศึกษายังมีแนวโน้มจะมองเผด็จการเป็นขั้วตรงข้ามของประชาธิปไตย งานบางชิ้นถึงกับมี “เช็คลิสต์” วัดระดับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศหนึ่งๆ จากดัชนีตายตัว เช่น มีเลือกตั้งหรือไม่ มีระดับการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองแค่ไหน ระบอบเผด็จการจึงยังไม่ได้รับความสนใจในฐานะ “ระบอบ” ของตัวมันเองที่สามารถมีวิวัฒนาการสืบเนื่องและแปรรูปไปได้ภายใต้ฉากหน้าประชาธิปไตยและแรงกดดันจากกระแสโลก

จุดบกพร่องนี้เองทำให้แนวคิดเรื่อง “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์” (network monarchy) ของดันแคน แม็คคาร์โก ก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือทฤษฎีอื่นๆ ในการวิเคราะห์การเมืองไทยนับแต่ยุคทักษิณเป็นต้นมา นอกจากแวดวงวิชาการแล้ว ในบรรดาสื่อมวลชนนานาชาติเอง เมื่อต้องการทำความเข้าใจความวุ่นวายทางเมืองของไทยในรอบสิบปีที่ผ่านมาก็สามารถใช้แนวคิดของแม็คคาร์โกในการสืบเสาะร่องรอยและเรื่องราวเบื้องหลังความขัดแย้งจนพอมองเห็นที่มาที่ไปของปมเงื่อนและจุดแตกหักต่างๆ

อย่างไรก็ดี แนวคิดเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ก็ยังมีความจำกัดอยู่หลายประการสำหรับการทำความเข้าใจมิติที่ลึกยิ่งขึ้นของการเมืองไทย ในด้านหนึ่ง แนวคิดนี้มีจุดสนใจจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มชนชั้นนำ แม้จะมีข้อดีแต่ก็มีข้อเสียคือการละเลยบทบาทของพลังทางสังคมกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงปัจจัยทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองระยะยาว ในอีกด้านหนึ่ง แนวคิดนี้ถูกนำเสนอในช่วงปลายรัฐบาลทักษิณ จึงยังไม่ได้นำปรากฏการณ์ใหม่ๆ จากรัฐประหารสองครั้งหลังเข้ามาร่วมวิเคราะห์
 

3

เราสองคนในฐานะบรรณาธิการร่วมจึงตั้งคำถามนี้กับทีมนักวิจัยว่า เราจะก้าวข้ามข้อจำกัดของแนวคิดเครือข่ายสถาบันกษัตริย์และมีข้อเสนอที่ช่วยให้เราเข้าใจระบอบเผด็จการของไทยให้ดีขึ้นได้อย่างไร ในระดับแนวคิดเรามีข้อเสนอรวบยอดสามประการ

หนึ่ง เราจำเป็นต้องมอง “ระบอบเผด็จการ” ในฐานะระบอบของตัวมันเองที่สามารถมีวิวัฒนาการในทิศทางและรูปแบบเฉพาะตัว โดยไม่ควรมองเป็นคู่ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย หรือมองผ่านเช็คลิสต์ความเป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล ความเป็นประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้น (หากวัดได้จริง) อาจไม่ได้ทำให้ความเป็นเผด็จการลดลงแต่อย่างใด การซ่อนรูปแปลงร่างทางอำนาจเกิดขึ้นได้เสมอ

สอง เราต้องมองกลไกทางสถาบันต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง พรรคการเมือง หรือรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจทางสังคมและวิวัฒนาการของทุนนิยมในประเทศนั้น ต่อให้ประเทศสองประเทศมีตัวบทกฏหมายหรือกติกาการเมืองบางอย่างที่เหมือนกัน การบังคับใช้และผลลัพธ์ก็ย่อมแตกต่างกันเสมอตามบริบทโครงสร้างอำนาจและลักษณะของระบบทุนนิยมที่แตกต่างกัน การศึกษาเฉพาะแต่ปัจจัยทางสถาบันที่เป็นทางการหรือเป็นลายลักษณ์อักษรย่อมไม่เพียงพอ ทั้งยังอาจบิดเบือนการทำความเข้าใจระบอบการเมืองของสังคมนั้นๆ ได้

สาม เมื่อเรามองเผด็จการในฐานะระบอบของมันเองและมองสถาบันทางการเมืองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจแล้ว จุดสนใจหลักของการศึกษาระบอบทางการเมืองจึงไม่ได้อยู่การจำกัดความหรือจำแนกประเภทเผด็จการดังที่งานวิชาการรัฐศาสตร์กระแสหลักให้ความสนใจ แต่ควรเป็นการมุ่งทำความเข้าใจต่อคุณลักษณะและพื้นที่ต่างๆ ที่มีความขัดแย้งแก่งแย่งตีความและปะทะประสานทางอำนาจ (nature and sites of political contestation)

กล่าวอย่างรวบรัด เราเรียกร้องว่าการศึกษาระบอบเผด็จการจะต้องก้าวพ้นความสนใจระดับตัวบุคคลและเครือข่ายไปสู่การทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจและวิวัฒนาการของระบบทุนนิยมที่ช่วยเกื้อหนุนค้ำจุนให้กลไกต่างๆ ในระบอบสามารถเติบโต แปรรูป และกลายพันธุ์ไปได้อย่างแยบยล โดยระบอบการเมืองนั้นอาจไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางประชาธิปไตยแต่อย่างใด – การเปลี่ยนผ่านอาจไม่มีอยู่จริง
 

4

ทีมนักวิจัยปรับข้อเสนอรวบยอดดังกล่าวไปสู่คำถามวิจัยที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากบทนำที่วิพากษ์ประเด็นทางทฤษฎีโดยบรรณาธิการสองคนแล้ว ในวารสาร Journal of Contemporary Asia ฉบับที่สาม ของปี 2559 นี้ ยังมีบทความอีก 8 ชิ้น ซึ่งสามารถจัดได้เป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ศึกษาเชิงโครงสร้าง-ประวัติศาสตร์ กลุ่มที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงในชนบทและประชาสังคม กลุ่มที่ศึกษาพลวัตตัวแสดงสำคัญของรัฐไทย และกลุ่มที่ศึกษาปรากฏการณ์ใหม่ของรัฐประหารครั้งล่าสุด สามารถสรุปประเด็นสั้นๆ ของแต่ละกลุ่มได้ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่งเน้นการศึกษาเชิงโครงสร้าง-ประวัติศาสตร์ เสนอภาพวิวัฒนาการระยะยาวทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยที่ช่วยค้ำจุนระบอบเผด็จการ คริส เบเคอร์ (2016) ศึกษาย้อนอดีตที่มาของ “เสาหลัก” ระบอบเผด็จการไทยที่สามารถปรับตัวยืดหยุ่นและสร้างพันธมิตรใหม่เพื่อรักษาอำนาจไว้ได้ยาวนานข้ามศตวรรษ ส่วน ผาสุก พงษ์ไพจิตร (2016) ชี้ให้เห็นลักษณะคณาธิปไตย (oligarchy) ของทุนนิยมไทยที่ทวีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายด้าน แม้แต่ในโครงสร้างอำนาจของคณะปกครองปัจจุบันก็สะท้อนลักษณะดังกล่าวเช่นกัน

กลุ่มที่สองศึกษาการเปลี่ยนแปลงในชนบทและประชาสังคม สมชัย ภัทรธนานันท์ (2016) ให้ภาพพลวัตการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของชาวอีสานที่เกิดขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม รวมถึงความตื่นตัวต่อต้านรัฐประหารในครั้งก่อน ส่วน ธร ปีติดล (2016) ศึกษาการใช้และตีความวาทกรรมประชาธิปไตยในภาคประชาสังคมไทยที่แตกต่างไปจากความหมายทั่วไป แต่เกื้อกูลการธำรงอยู่ของระบอบเผด็จการในประเทศไทย

กลุ่มที่สามศึกษาพลวัตตัวแสดงสำคัญของรัฐไทย พอล แชมเบอร์ และ นภิสา ไวฑูรเกียรติ (2016) เสนอแนวคิด“รัฐคู่ขนาน” (parallel state) สำหรับอธิบายวิวัฒนาการทหารกับอำนาจการเมืองเครือข่ายเก่า ในขณะที่เออเจนี เมริโอ (2016) เสนอแนวคิด “รัฐพันลึก” (deep state) เพื่ออธิบายการทำงานด้านอุดมการณ์ของกลไกรัฐซ้อนรัฐโดยเฉพาะบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ แนวคิดทั้งจากสองบทความนี้จะช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐไทยหลังยุครัฐราชการได้ดียิ่งขึ้น

กลุ่มที่สี่ศึกษาปรากฏการณ์ใหม่ในรัฐประหารครั้งล่าสุด นอกจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงระยะยาวแล้ว รัฐประหารครั้งนี้ยังมีลักษณะสำคัญบางด้านที่ต่างจากอดีต ประจักษ์ ก้องกีรติ (2016) ศึกษากระบวนการล้มการเลือกตั้งในปี 2557 อันนับเป็นความรุนแรงชนิดใหม่ในสังคมไทยและมีนัยยะต่อการต่อสู้ทางการเมืองไทยของในอนาคตอย่างลึกซึ้ง ส่วน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (2016) เสนอแนวคิด “reign-seeking” เพื่ออธิบายแรงจูงใจของชนชั้นนำเครือข่ายใหม่ที่ร่วมกันเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลเลือกตั้งผ่านสมาคมธุรกิจและวิชาชีพเพื่อแลกกับการได้รับตำแหน่งในองค์กรอิสระและคณะกรรมการต่างๆ ภายใต้ระบอบรัฐประหาร

โดยสรุปแล้ว งานวิจัยชุดนี้นำเสนอความขัดแย้งและการปะทะประสานทางอำนาจทั้งในมิติทางประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจระยะยาว รวมถึงพลวัตของตัวแสดงและการเปลี่ยนแปลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา องค์ประกอบทางโครงสร้าง ทางสถาบัน และทางอุดมการณ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเกื้อหนุนวิวัฒนาการอันมีลักษณะเฉพาะตัวของระบอบเผด็จการไทย ถึงแม้งานชุดนี้จะไม่สามารถอภิปรายระบอบเผด็จการไทยได้ครบทุกแง่มุม แต่เราก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้การถกเถียงเรื่องพัฒนาการทางการเมืองไทยมีแง่มุมที่หลากหลายและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างกรอบแนวคิดใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการของระบอบเผด็จการได้อย่างแหลมคมและรอบด้านยิ่งขึ้น.

 

เชิงอรรถ

  • ตัววารสารฉบับนี้จะตีพิมพ์ในเดือนกรกฎาคม 2559 แต่เปิดให้อ่านออนไลน์ได้แล้วบนเว็บไซต์ http://www.tandfonline.com/action/showAxaArticles?journalCode=rjoc20
  • n   วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS, Tokyo)
  • n   เควิน เฮวิสัน เป็นศาสตราภิชานด้านเอเชียศึกษาที่ University of North Carolina at Chapel Hill, USA
  • n   รายชื่อบทความในวารสารฉบับพิเศษ Journal of Contemporary Asia: “Military, Monarchy and Repression: Assessing Thailand's Authoritarian Turn”

1.  Veerayooth Kanchoochat & Kevin Hewison (2016) Introduction: Understanding Thailand’s Politics.

2.Chris Baker (2016) The 2014 Thai Coup and Some Roots of Authoritarianism.

3.Pasuk Phongpaichit (2016) Inequality, Wealth and Thailand’s politics.

4.Paul Chambers & Napisa Waitoolkiat (2016) The Resilience of Monarchised Military in Thailand.

5.Eugénie Mérieau (2016) Thailand’s Deep State, Royal Power and the Constitutional Court.

6.Prajak Kongkirati (2016) Thailand’s Failed 2014 Election: The Anti-Election Movement, Violence and Democratic Breakdown.

7. Veerayooth Kanchoochat (2016) Reign-seeking and the Rise of the Unelected in Thailand.

8.Somchai Phatharathananunth (2016) Rural Transformations and Democracy in Northeast Thailand.

9.Thorn Pitidol (2016) Redefining Democratic Discourse in Thailand’s Civil Society.