ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “คุณจะหมดอำนาจทันทีเมื่อใช้ความรุนแรง”

(ที่มาภาพ Facebook  Srisompob Jitpiromsri)

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศาสตราจารย์ประจำและหัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายพิเศษเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ความขัดแย้งที่รุนแรง ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เมื่อวันเสาร์ที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา มีคนเข้าฟังเต็มห้อง ทั้งนักศึกษา นักวิชาการ ภาคประชาสังคม เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงและสื่อมวลชน

จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ ร่วมกับสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ศูนย์ศึกษาสื่อสารเพื่อสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้และวิทยาลัยประชาชน

แม้อยู่ในพื้นที่เหตุการณ์ก็ไม่ได้แปลว่ารู้หรือเข้าใจ

ชัยวัฒน์ขอที่จะบรรยายหัวข้อ “สันติวิธี/ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง พร้อมกับเดินถือไมโครโฟนไปซุ่มถามนักศึกษาแต่ละคน ถามไปเรื่อยๆ จนได้คำตอบและค้นพบข้อคิดอย่างหนึ่งว่า แม้ท่านจะอยู่ในเหตุการณ์หรืออยู่ในที่เกิดเหตุ ก็ไม่ได้แปลว่าท่านจะรู้หรือเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะนักศึกษาบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขากำลังถาม-ตอบกันเรื่องอะไร

ชัยวัฒน์ บอกว่า การบรรยายครั้งนี้จะไม่กล่าวถึงเหตุไม่สงบหรือความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะผู้เข้าร่วมฟังบรรยายเป็นคนในพื้นที่และหลายท่านก็อาจเข้าใจปัญหาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ตนจะบรรยายหรือร่วมพูดคุยก็คือทฤษฎีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

(ที่มาภาพ Facebook  Srisompob Jitpiromsri)

ในการสร้างสันติภาพไม่ได้มีความคาดหวังเดียว

ชัยวัฒน์ อธิบายว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เข้าใจความขัดแย้งมีอยู่ 3 ประการ คือ การรับรู้ (Perceptions) ความคาดหวัง (Expections) และอำนาจ (Power)

ในประเด็นการรับรู้ ชัยวัฒน์ ให้ผู้เข้าร่วมดูภาพบนจอแล้วถามว่าเห็นอะไร สิ่งที่ได้ก็คือ หลายคนอธิบายสิ่งที่เห็นไม่เหมือนกัน และในหนึ่งภาพไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว หรือมุมเดียวอย่างที่เกือบทุกคนในห้องประชุมนี้คิดมาตลอด ก่อนจะเฉลยคำตอบ

อธิบายต่อไปว่า การทำงานของประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ประกอบไปด้วย การได้ยิน การมองเห็น การลิ้มรส การได้กลิ่น และการสัมผัส สิ่งที่อธิบายยากที่สุดคือ การมองเห็น เพราะเราไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เราเข้าใจเป็นเรื่องจริงหรือถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นอาชีพที่ยากอาชีพหนึ่ง นั่นก็คือ นักข่าว เพราะจะต้องใช้สายตาในการมองปรากฏการณ์และรายงานหรือสื่อสารออกไป

ในส่วนประเด็นความคาดหวัง ชัยวัฒน์ อธิบายว่า ในกระบวนการจัดการความขัดแย้ง มันไม่ได้มีความคาดหวังเดียว ตัวอย่างเช่น ในกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ นอกจากจะมีความคาดหวังของรัฐบาลแล้ว ยังมีความคาดหวังของฝ่ายขบวนการ ความคาดหวังของคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ ความคาดหวังของคนพุทธในพื้นที่ และความคาดหวังของคนไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่  เป็นต้น

(ที่มาภาพ Facebook  Srisompob Jitpiromsri)

“คุณจะหมดอำนาจทันทีเมื่อใช้ความรุนแรง”

เมื่อเข้าสู่ประเด็นอำนาจ ชัยวัฒน์ก็ถามนักศึกษาว่า หากแฟนขอหรืออ้อนให้เปลี่ยนเสื้อหรือรองเท้าเป็นแบบอื่นจะยอมเปลี่ยนหรือไม่ คำตอบคือยอมเปลี่ยน แต่เมื่อถามว่า ถ้าแฟนหรือมีคนมาด่าแรงๆ หรือเอามีดมาขู่ให้เปลี่ยนจะเปลี่ยนหรือไม่ คำตอบคือไม่เปลี่ยน ชัยวัฒน์จึงถามนักศึกษาว่า แล้วตกลงอำนาจที่ว่านั้นมีตอนไหน?

“หากเปรียบความรักคืออำนาจ การใช้ความรุนแรงก็เหมือนการข่มขืน เพราะคุณจะหมดอำนาจทันทีเมื่อคุณใช้ความรุนแรง”  ชัยวัฒน์ อธิบาย

ชัยวัฒน์ ยกตัวอย่างกรณีมุสลิมที่จ่ายซากาต(ทานบังคับ)หรือทำการซอดาเกาะห์ (การบริจาค) โดยไม่มีการบังคับใดๆ ชัยวัฒน์ เดินถามนักศึกษาอีกครั้งว่า เพราะเหตุใดถึงเต็มใจบริจาค นักศึกษาหลายคนตอบคล้ายๆ กันว่า เพราะเชื่อว่าเป็นความดี และจะได้ผลตอบแทนจากพระเจ้า หรือเพราะรักพระเจ้า

“บางครั้งการที่บางขบวนการติดอาวุธออกมาต่อสู้ก็อาจเกิดจากการรักต่อพระเจ้าก็เป็นได้ ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจึงต้องทำความเข้าใจประเด็นอำนาจด้วย” ชัยวัฒน์กล่าวเสริม

จากนั้น ชัยวัฒน์ก็อธิบายต่อไปว่า การจะทำความเข้าใจอำนาจ จะต้องทำความเข้าใจ 3 ประการ คือ ทิศทาง (Direction) ฐาน (Base) และ ความเข้ม (Magnitube) กล่าวคือ หากเปรียบเทียบกับการชกมวย สมมุติชกดี ฟุตเวิร์คดี  มีความเร็ว(ฐาน) ชกหนัก(ความเข้ม) แต่หากชกไปโดนกรรมการ(ทิศทาง)ก็โดนจับแพ้ฟาล์วได้ ดังนั้น 3 ประการข้างต้นจะต้องสัมพันธ์กัน

(ที่มาภาพ Facebook  Srisompob Jitpiromsri)

ทฤษฎีTrigger /ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังลาหัก

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่ ชัยวัฒน์พูดถึงก็คือ Trigger ซึ่ง ชัยวัฒน์ แปลว่า ลั่นไก หรือในสุภาษิตอาหรับจะเรียกว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังลาหัก

มาถึงตอนนี้ ชัยวัฒน์ทดลองให้นักศึกษาขึ้นไปยืนบนเก้าอี้หลายๆคน และสมมุติว่าคนสุดท้ายที่ขึ้นไปทำให้เก้าอี้หัก ดังนั้นสาเหตุที่เก้าอี้หักไม่ใช่เพราะคนสุดท้ายที่ขึ้นไปยืน (ที่เป็นเสมือน Trigger) แต่เป็นเพราะมีคนขึ้นไปยืนหลายคนแล้วก่อนหน้านั้น

“ในทางทฤษฎี เราจะหยุด Trigger ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเป็น Trigger” ชัยวัฒน์ กล่าว

คานธีร่วมสมัย 4 คน 3 คนเป็นมุสลิม

ชัยวัฒน์ บอกว่า เมื่อพูดถึงสันติวิธีก็ต้องพูดถึงมหาตมะ คานธี ผู้นำการปลดปล่อยอินเดียจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษว่า ครั้งหนึ่งเคยมีคนมาถามว่าทำไมทหารอังกฤษแสนนายถึงปกครองคนอินเดียสามร้อยล้านคนได้ คำตอบของคานธีก็คือ เพราะคนอินเดียยอม

“เมื่อเรายอม อำนาจก็ทำงานทันที ดังนั้นวิธีการต่อสู้ก็คือการไม่ยอม แต่ใช้สันติวิธีในการต่อสู้จนประสบความสำเร็จ” ชัยวัฒน์ อธิบาย

ชัยวัฒน์ บอกด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นคานธีร่วมสมัย 4 ท่านที่ ชัยวัฒน์ ได้ยกตัวอย่าง คือ Jose Bove, Fatima Meer, Aminatou Haidar และ Abdul Ghafar Khan ซึ่งมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า 3 ใน 4 คนที่ถูกขนานนามว่าเป็นคานธีร่วมสมัยนั้นเป็นมุสลิม

หากความรุนแรงกว้างมาก สันติวิธีก็จะแคบมาก?

ก่อนจะหมดเวลาบรรยาย ชัยวัฒน์ พูดถึงสันติวิธีว่า ในมุมมองของตนมี 2 แบบ คือ สันติวีแบบแคบ (Contracted Version) และสันติวิธีแบบกว้าง (Expanded Version) กล่าวคือ หากความรุนแรงกว้างมาก สันติวิธีก็จะแคบมาก และหากความรุนแรงแคบลง สันติวิธีก็จะมากขึ้น

น่าเสียดายที่ ชัยวัฒน์ ไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายประเด็นนี้มากนัก

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์