'พลเรียน' ยื่นจม.ถึง รมช.ศึกษาฯ กังวล 'ร่างรธน.มีชัย' ลดทอนสิทธิทางการศึกษา

กลุ่มพลเรียน ยื่นจม.เปิดผนึกแสดงความกังวลต่อร่างรัฐธรรมนูญ ให้รมช.ศึกษาธิการ ชี้ร่างฯนี้ลดทอนโอกาส-คุณภาพการศึกษา ลดทอนสิทธิอำนาจและการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาจากภาคส่วนต่างๆ ลดทอนการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาอย่างวิทยุชุมชน

22 เม.ย. 2559 รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.00 น. กลุ่มพลเรียนได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หลังการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “นโยบายการศึกษาไทยในรัฐบาลปัจจุบัน” ณ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สำหรับหนังสือดังกล่าวเป็นการยื่นข้อกังวลใจในเรื่อง การลดทอนสิทธิทางการศึกษาในรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ เช่น การลดทอนโอกาสทางการศึกษา การลดทอนคุณภาพการศึกษา  การลดทอนสิทธิ อำนาจและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากภาคส่วนต่างๆ ในภาคสังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้ง การลดทอนการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาในส่วนของคลื่นความถี่หรือวิทยุชุมชน ซึ่งนับแต่มีการก่อตั้ง “วิทยุชุมชน” ก็ถูกใช้เป็นทรัพยากรที่สำคัญในการส่งเสริมการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของการเรียนรู้ด้วยตนเองที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของผู้เรียน ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

กลุ่มพลเรียน ยังมีอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ไม่ใช่แค่ประเด็นการลดทอนสิทธิทางการศึกษาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นแนวนโยบายและรูปแบบการปฏิบัติทางการศึกษาของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษา ระบบการผลิตครู การใช้มาตรา 44 ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมากที่ยังไม่ได้กล่าวถึง

 

 

จดหมายของกลุ่มพลเรียน :

เนื่องด้วยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามที่ระบุไว้ในความตามหมวด 5 มาตรา 50 ของร่างรัฐธรรมนูญในฉบับที่ได้มีการยกร่างขึ้นมานั้น ทางกลุ่มพลเรียนได้มีความเห็นว่าความที่ระบุไว้ตามมาตราดังกล่าวนั้นจะนำไปสู่การ “ลดทอนสิทธิทางการศึกษา” ในมิติต่างๆ ดังที่เคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปี 2540 และ 2550 โดยจะส่งผลกระทบต่อ “แนวนโยบายและรูปแบบการปฏิบัติทางการศึกษา” ดังต่อไปนี้

1. นำไปสู่การลดทอนโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนหรือมีรายได้ในระดับต่ำ เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เด็กพิการ เด็กเร่รอนและเด็กผลัดถิ่น ทั้งนี้ความในมาตรา 50 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ระบุว่า “การจัดการศึกษาให้ฟรีอย่างทั่วถึงจะครอบคลุมเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ (ซึ่งหมายถึงระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น)” เท่านั้น ก็หมายความว่าเด็กที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและต้องการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ได้แก่ ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าหนังสือและตำราเรียน ค่าชุดเครื่องแบบนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางไปเรียนและค่าอาหาร เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนับวันก็ยิ่งมีราคาที่สูงขึ้น ฉะนั้นโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งในสายสามัญและสายอาชีวศึกษาของเด็กชายขอบและเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนก็จะถูกลิดรอนหรือลดทอนลง ทั้งนี้ก็เป็นปัญหาที่อาจจะนำไปสู่วิกฤติทางการศึกษาของชาติได้

2. นำไปสู่การลดทอนสิทธิ อำนาจและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากภาคส่วนต่างๆ ในภาคสังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ องค์กรเอกชนและสถาบันศาสนา ทั้งนี้ความตามในมาตรา 50 ได้กำหนดให้การจัดการศึกษาให้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” ซึ่งหมายถึงว่าให้รัฐมีสิทธิ์ “ผูกขาด” ในการจัดการศึกษาเท่านั้น การจัดการศึกษาจึงไม่ถือว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเหมือนในทศวรรษที่ผ่านมา

3. นำไปสู่การลดทอนคุณภาพการศึกษา ดังที่กล่าวมาข้างต้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด บทบาทในการจัดการศึกษาจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ถูกลดทอนลง โดยกำหนดให้รัฐเป็นผู้ผูกขาดการจัดการศึกษาผ่านนโยบายรวมศูนย์ที่จัดระบบการศึกษาให้เหมือนๆ กันกับทุกโรงเรียนและกับผู้เรียนทุกกลุ่ม โดยไม่คำถึงบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้เรียน โดยเฉพาะผู้เรียนที่อยู่บนพื้นที่สูงประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือแม้แต่ผู้เรียนที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ สังคม ภาษา ศาสนา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตเฉพาะ การออกแบบและใช้นโยบายการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาที่มองข้ามบริบทเฉพาะและการขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากพื้นที่นั้นๆ ก็จะนำมาซึ่งปัญหาในการจัดการศึกษา ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียนและปัญหาความเหลื่อมล้ำคุณภาพการศึกษา

4. นำไปสู่การลดทอนการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาในส่วนของคลื่นความถี่หรือวิทยุชุมชน ซึ่งนับแต่มีการก่อตั้ง “วิทยุชุมชน” ก็ถูกใช้เป็นทรัพยากรที่สำคัญในการส่งเสริมการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของการเรียนรู้ด้วยตนเองที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของผู้เรียน เช่น พื้นที่ ภาษา วัฒนธรรม เป็นต้น การจัดการและการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่เพื่อการศึกษาจึงถือเป็นสิทธิและหน้าที่ของปวงชน แต่ทว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐและไม่ได้ระบุว่าคลื่นความถี่หรือวิทยุชุมชนสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษา 
ดังนั้น ทางกลุ่มพลเรียนจึงมีความเห็นว่าแนวนโยบายและรูปแบบการปฏิบัติทางการศึกษาของรัฐบาล ควรมีการจัดการศึกษาที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ที่มีคุณภาพไม่น้อยกว่าสิบสองปีและเปิดโอกาสให้ “ประชาชนในทุกภาคส่วน” ได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะการศึกษาเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนและเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนในการมีส่วนร่วมและออกแบบการศึกษา

และทางกลุ่มพลเรียนยังมีอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ไม่ใช่แค่ประเด็นการลดทอนสิทธิทางการศึกษาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นแนวนโยบายและรูปแบบการปฏิบัติทางการศึกษาของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษา ระบบการผลิตครู การใช้มาตรา 44 ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคและการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมากที่ยังไม่ได้กล่าวถึง

สุดท้ายทางกลุ่มพลเรียนจะยังติดตามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอยู่ต่อไปและหวังที่จะเห็นการศึกษาของไทยก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพราะ "การศึกษาเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน"

สำหรับ กลุ่มพลเรียนนั้น เป็นการรวมตัวของนักศึกษาใน จ.เชียงใหม่ เพื่อสร้างเป็นพื้นที่ของการรวมตัว พูดคุย วิพากษ์ วิจารณ์การศึกษา ตลอดจนนำไปสู่การปฏิบัติ โดยมีกิจกรรมหลักที่ผ่านมา เช่น การเสวนาทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สร้างวง talk เพื่อแลกเปลี่ยนในกลุ่มสมาชิกและคนภายนอก  พัฒนาศักยภาพและกระบวนการในการทำงานในเชิงพื้นที่ การออกค่ายเรียนรู้การจัดการศึกษาในชุมชน และการจัดทำสื่อเผยแพร่ประเด็นทางการศึกษา 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์