จากหุ่นเชิดการเมืองถึงหญิงชั่วขายชาติ: ย้อนรอยวาทกรรมเหยียดเพศที่มีต่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

บทนำ

มันอาจไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใดที่ประวัติศาสตร์มันมักจะซ้ำรอยอยู่เสมอ ยิ่งในบริบทการเมืองไทยแล้ว การที่กงล้อประวัติศาตร์จะหมุนวนซ้ำอยู่กับที่แทนที่จะพุ่งไปข้างหน้า คงไม่ใช่เรื่องที่น่าฉงนต่อผู้ที่ติดตามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน  จุดจบทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีนามสกุลชินวัตรคนแรกของไทยเป็นเช่นไร นายกรัฐมนตรีนามสกุลชินวัตรคนที่สองก็ประสบจุดจบในแบบเดียวกันแทบไม่ผิดเพี้ยน หากชินวัตรคนพี่ประสบโศกนาฏกรรมทางการเมืองอย่างหนักเพราะโดนประท้วงขับไล่โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ถูกขับออกจากอำนาจโดยการรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และสุดท้ายโดนอำนาจตุลาการตัดสินว่ามีความผิดในกรณีฉ้อราษฎร์บังหลวง ประวัติศาสตร์การเมือไทยดูเหมือนจะเล่นตลกเป็นแน่แท้ เพราะในเวลาต่อมาชินวัตรคนน้องก็โดนประท้วงขับไล่อย่างหนักไม่แพ้กันจากคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ถูกขับออกจากอำนาจโดยการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และถูกอำนาจตุลาการเล่นงานอย่างหนักในกรณีฉ้อราษฎร์บังหลวงและกรณีการใช้อำนาจในทางมิชอบ อย่างไรก็ตาม แม้ชะตากรรมทางการเมืองของสองพี่น้องตระกูลชินวัตรจะดูคล้ายคลึงกันอย่างเหลือเชื่อ สิ่งหนึ่งที่ทำให้กรณีของชินวัตรคนน้องแตกต่างจากกรณีของชินวัตรคนพี่อย่างเห็นได้ชัดก็คือ เธอมีเรือนร่างเป็นหญิง

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้เป็นแค่อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย หากแต่เธอยังเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เธอเป็นน้องสาวของ ทักษิณ ชินวัตร นักการเมืองที่มีบทบาทและอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในการเมืองไทยร่วมสมัย ข้อครหาที่เธอได้รับในช่วงที่บริหารงานรัฐบาลในช่วงแรก จึงเป็นการดูถูกดูแคลนว่าเธอเป็นแค่ “หุ่นเชิด” ทางการเมืองของพี่ชายของเธอ ด้วยความที่เป็นได้แค่ “หุ่นเชิด” ของทักษิณ เพศของยิ่งลักษณ์จึงไม่มีความสำคัญมากนักในทางการเมือง เพราะไม่ว่าเธอจะคิดจะทำอะไรในฐานะนายกรัฐมนตรี เธอก็เป็นได้แค่ร่างทรงหรือตัวแทนทางการเมืองให้กับพี่ชายของเธอเท่านั้น ด้วยข้อครหาเช่นนี้เอง “โครงเรื่อง” ในการโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในช่วงแรกๆจึงเป็นเรื่องที่คาดเดากันได้ไม่ยาก หากรัฐบาลทักษิณโดนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนโยบายประชานิยม ทุนสามานย์ครองเมือง การเป็นเผด็จการรัฐสภา และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร รัฐบาลภายใต้การนำของยิ่งลักษณ์ผู้เป็นได้แค่ร่างทรงของทักษิณ ก็ดูเหมือนจะโดนข้อวิพากษ์วิจารณ์ประเภทเดียวกันไปอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อยิ่งลักษณ์สามารถประคับประคองรัฐบาลที่เผชิญอุปสรรคนานับประการไปได้สักระยะหนึ่ง ข้อครหาที่เธอได้รับจากฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล หาได้เป็นเพียงแค่เรื่องนโยบายการบริหารงานรัฐบาลของเธอที่เอาแต่จะตามรอยแนวทางที่พี่ชายของเธอได้วางเอาไว้ หากแต่มีการเอาเรื่องเพศของเธอเข้ามาเป็นประเด็นสำคัญในการลดความชอบธรรมของเธอในการปกครองประเทศอีกด้วย ในมุมมองของฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์ เธอหาได้เป็นหุ่นเชิดทางการเมืองที่ไร้เพศอีกต่อไป หากแต่เป็น “หญิงชั่ว” “กระหรี่” หรือ “อีโง่” ที่ไม่สมควรเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศด้วยประการทั้งปวง

ในวาระที่จุดจบทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในฐานะนายกรัฐมนตรีพลเรือนของไทย กำลังจะหมุนเวียนมาบรรจบครบรอบสองปีในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ ผู้เขียนอยากจะพาผู้อ่านทุกๆท่าน ย้อนรอยกลับไปดูพัฒนาการในทางประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยว่า วาทกรรมเหยียดเพศหญิงที่มีต่อยิ่งลักษณ์ มีที่มาที่ไปอย่างไร? ทำไมเพศสภาพของยิ่งลักษณ์ถึงได้กลายมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในการลดความชอบธรรมของเธอในฐานะผู้นำทางการเมือง? ตัวแสดงทางการเมืองไหนบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการผลิตวาทกรรมที่ว่านี้? หลังจากย้อนรอยให้เห็นถึงกรณีการสร้างวาทกรรมเหยียดเพศหญิงที่มีต่อยิ่งลักษณ์ ผู้เขียนจะปิดท้ายในบทสรุปของบทความด้วยการชี้ให้เห็นถึงบทเรียนที่เราได้จากกรณีของยิ่งลักษณ์ และกรณีดังกล่าวนี้ได้ทิ้งคำถามอะไรให้พวกเราทุกคนต้องถกเถียงและแสวงหาคำตอบร่วมกันในสังคมต่อไปปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

 

ที่มาภาพ: Casey Hynes, “Sexism in Thailand and the Campaign against Yingluck Shinawatra,
” Chaing Rai Times, April 3, 2014,  ( Accessed July 18, 2015).

เส้นทางสู่การเป็น “หญิงชั่ว”: ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง

ปรากฏการณ์ “ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์” ในปี พ.ศ. 2554 สร้างผลกระทบที่สำคัญยิ่งต่อโฉมหน้าการเมืองไทยในขณะนั้นเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำพรรคเพื่อไทยกวาดที่นั่งในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในปีนั้นอย่างถล่มทลายและนำไปสู่การผลัดเปลี่ยนรัฐบาลจากที่เคยอยู่ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ หากปรากฏการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกและคนเดียวของไทยตราบจนถึงปัจจุบัน กระนั้นก็ตาม แม้ว่าเธอจะได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แถมตัวยิ่งลักษณ์เองก็เชื่อว่าความเป็นผู้หญิงคือจุดแข็งทางการเมืองของตน[1]และเธอคือตัวแทนสตรีในการเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง[2] เธอกลับไม่ได้การยอมรับเท่าที่ควรจากนักวิชาการหรือกลุ่มนักเคลื่อนไหวสตรีนิยม[3]ความเย็นชาที่ยิ่งลักษณ์ได้รับจากกลุ่มคนดังกล่าว เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก กล่าวคือ ในมุมมองของคนกลุ่มนี้ ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของพลังสตรีในการเข้าไปปักธงสร้างฐานที่มั่นในปริมณฑลทางการเมืองไทยซึ่งถูกผู้ชายครอบงำมาอย่างยาวนาน ในทางตรงกันข้าม เหตุผลง่ายๆที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ผู้ซึ่งไร้ประสบการณ์ทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงก่อนลงสนามเลือกตั้งแต่กลับได้ขึ้นมาครองอำนาจในฐานะผู้นำประเทศก็คือ เธอเป็นน้องสาวแท้ๆของ ทักษิณ ชินวัตร

แม้จะถูกปลดลงจากอำนาจด้วยการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 และใช้ชีวิตส่วนใหญ่หลังจากนั้นอยู่นอกประเทศไทยในฐานะผู้ต้องหาทางการเมืองที่รัฐบาลไทยต้องการตัว ทักษิณ คือหนึ่งในตัวแสดงทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในการเมืองไทยร่วมสมัย และเป็นที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าหลังชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ทักษิณจะมีอิทธิพลสำคัญต่อการกำหนดการบริหารงานรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้สโลแกนที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” การถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ยังไม่เริ่มบริหารงานว่าเป็นได้เพียงรัฐบาลหุ่นเชิดของพี่ชายเธอเอง ทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องออกมาแก้ต่างอยู่บ่อยๆว่า เธอเองก็มีอิสระทางการเมืองเป็นของตนเองและมีอำนาจในการตัดสินใจในฐานะผู้นำของประเทศ[4] อย่างไรก็ตาม ทักษิณเองไม่ได้ทำให้คำแก้ต่างของน้องสาวตัวเองฟังขึ้นแต่อย่างใด เมื่อตัวเขาเองได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า

“บางคนบอกว่า [ยิ่งลักษณ์] เป็นนอมินีของผม มันไม่จริงแต่อย่างใด แต่อาจจะพอบอกได้ว่าเธอคือ โคลนของผม สิ่งที่สำคัญอีกประการคือยิ่งลักษณ์เป็นน้องสาวของผมและเธอสามารถตัดสินใจให้ผมได้ เธอสามารถตอบ ‘เยส’ หรือ ‘โน’ ในนามของผมได้ ”[5]

แม้ว่าจะถูกตีตราว่าเป็นได้แต่ “หุ่นเชิด” ทางการเมืองจากฝ่ายที่ตั้งแง่กับเธอ หรือถูกขนานนามจากพี่ชายตนเองว่าเป็น “โคลน” ของตน เป็นที่น่าสนใจว่า ยิ่งลักษณ์ในช่วงแรกๆของการเป็นนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ถูกโจมตีด้วยวาทกรรมที่ว่าด้วยเรื่องเพศของเธอมากนัก อันที่จริงแล้ว ด้วยความที่เธอถูกตราหน้าว่าเป็นได้แค่ “หุ่นเชิด” หรือ “โคลน” ทางการเมือง ยิ่งลักษณ์ในช่วงแรกดูเหมือนจะอยู่ในสภาวะไร้เพศในปริมณฑลทางการเมืองไทย เพราะไม่ว่าเธอจะคิดหรือทำอะไร ฝ่ายที่ตั้งแง่กับเธอย่อมมองว่า เธอล้วนทำไปตามคำสั่งของทักษิณ หรือถ้ายิ่งลักษณ์ในฐานะตัวแสดงทางการเมืองจะมีเพศเป็นของตนขึ้นมาจริงๆ เธอก็ควรจะเป็น “หุ่นเชิด” หรือ “โคลน” ที่เป็นเพศชายด้วยซ้ำไป เนื่องจากมีการชักใยหรือถูก “โคลน” ออกมาจากพี่ชายเธอเอง ดังนั้น ในช่วงแรกๆของการบริหารงานประเทศของยิ่งลักษณ์ ไม่ว่านโยบายของรัฐบาลเธอจะมีปัญหามากน้อยแค่ไหน ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปโยงกับเพศของเธอแต่อย่างใด หากแต่ถูกนำไปโยงกับปัญหาของการที่รัฐบาลของเธอเอาแต่ปฏิบัติตามแนวทางนโยบายที่ทักษิณคิดและมอบหมายมาจากต่างแดน

ด้วยความที่ยิ่งลักษณ์เป็นคนที่ไร้ประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน นั่นก็ย่อมทำให้ฝ่ายที่ตั้งแง่กับเธอหลงคิดไปได้ว่า เธอคงจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปได้ไม่นานเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่า ยิ่งลักษณ์และคณะรัฐมนตรีของเธอค่อยๆประคับประคองตัวเองผ่านอุปสรรคปัญหาต่างๆไปได้เรื่อยๆ แม้กระแส “ฟีเวอร์” ในตัวเธออาจลดลงไปในหมู่คนกรุง แต่สำหรับคนรากหญ้าในต่างจังหวัดที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพี่ชายของเธอ ยิ่งลักษณ์ยังคงได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี การค่อยๆสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและการรักษาฐานเสียงสนับสนุนดังกล่าวนี้เองที่ทำให้กลุ่มคนที่อาจแค่ตั้งแง่กับเธอในตอนแรก เริ่มก่อตัวกลายเป็นกลุ่มต่อต้าน ด้วยเพราะหวาดระแวงว่า เธอจะครองอำนาจไปอีกนานและก่อปัญหาต่อประเทศชาติเหมือนกับที่พี่ชายของเธอได้กระทำไว้ เพราะเหตุนี้เอง เราจึงจะค่อยๆเห็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งลักษณ์ในฐานะหุ่นเชิดที่ไร้เพศ เริ่มที่จะถูกยัดเยียดเพศสภาพเข้าสู่ร่างกายทางการเมืองของเธอ และเพศสภาวะของเธอที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นในปริมณฑลทางการเมืองนี้เองที่จะกลายมาเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในที่สุด

เค้าลางของการนำเอาเรื่องเพศมาเป็นประเด็นใหญ่ในการลดทอนความชอบธรรมของยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้นำประเทศได้เริ่มก่อตัวหลังจากที่เธอเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและบริหารประเทศไปได้ไม่นานนัก วันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 เอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงินผู้ซึ่งเคยต่อต้านรัฐบาลทักษิณมาก่อน ได้โพสต์ข้อความลงใน Facebook ของตนเอง ว่า

“ไม่อยากจะกล่าวคำแบบนี้ เพราะดูเหมือนจะดูถูกสตรี...แต่ในความเป็นจริงนั้น...สาวเหนือที่ไร้การศึกษาหรือขี้เกียจ   และด้อยปัญญา จะมาทำงานสบายที่หญิงปกติไม่ทำกัน...หลักๆคือขายบริการ ฉะนั้นสาวเหนือที่ไร้สติปัญญาและโง่              เขลาขนาดหนักแต่หน้าด้านมารับตำแหน่ง ก็ควรจะรู้นะว่าอาชีพอะไรเหมาะแก่คุณ?”[6]

ข้อความดังกล่าวได้สร้างกระแสในทางลบเป็นอย่างมากในพื้นที่สาธารณะ เพราะมันไม่เพียงแต่ผลิตซ้ำอคติเดิมๆในสังคมไทยที่ว่า ผู้หญิงจากภาคเหนือมักจะไม่มีความรู้ ขี้เกียจ มักเข้าไปในเมืองกรุงและทำงานได้แค่อาชีพเดียว นั่นคือ อาชีพโสเภณี หากแต่มันยังเป็นการตีวัวกระทบคราดไปยังตัวยิ่งลักษณ์เองซึ่งมีพื้นเพมากจากภาคเหนืออีกด้วย แม้ว่าเอกยุทธจะโดนประณามอย่างหนักจากกลุ่มสตรีในภาคเหนือในเวลาต่อมา[7] วาทกรรมที่ว่ายิ่งลักษณ์ในฐานะผู้หญิงชาวเหนือย่อมถือเป็นคนโง่และเหมาะกับการทำอาชีพโสเภณีมากกว่าเป็นนายกรัฐมนตรีกลับกลายเป็นการปูทางให้กับคนที่ตั้งแง่กับเธอได้เอาเป็นแบบอย่างและผลิตซ้ำวาทกรรมคล้ายๆกันในเวลาต่อมา

หนึ่งปีต่อมา วันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัค โอบามา ได้เดินทางเยือนประเทศไทยและได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย ณ ทำเนียบรัฐบาล แม้ภาพของการที่ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมรับประทานอาหารด้วยอากัปกริยายิ้มแย้มจะสื่อให้เห็นถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ สื่อบางสำนักและสังคมออนไลน์กลับโจมตีว่า ท่าทางยิ้มแย้มและมีไมตรีจิตรของยิ่งลักษณ์ที่มีต่อโอบามา ส่อให้เห็นถึงการการประพฤติตัวไม่เหมาะสมของนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย เพราะมันดูเป็นการ  “เล่นหูเล่นตา” “ให้ท่า” หรือ “อ่อยเหยื่อ” ผู้นำสหรัฐฯ[8] บ้างก็ไปไกลถึงขนาดตีความไปว่า ยิ่งลักษณ์ กำลังจะกลายเป็นมือที่สามที่ทำให้ชีวิตสมรสระหว่างโอบามาและสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯขาดสะบั้นลง[9]

วาทกรรมที่ว่ายิ่งลักษณ์มักปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมในฐานะผู้นำประเทศได้รับการผลิตซ้ำในระดับที่รุนแรงขึ้นไปอีกในเวลาต่อมา เมื่อเธอได้ไปเข้าร่วมประชุม The Ministerial Conference of the Community of Democracies ณ ประเทศมองโกเลีย ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2556 โดยในการประชุมครั้งนี้เองที่ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวสุนธรพจน์อันมีเนื้อหาสำคัญอธิบายถึงปัญหาของการที่ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง แม้สุนธรพจน์ดังกล่าวจะไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองไทยอย่างรุนแรงและถึงราก แต่มันกลับสร้างความโกรธเคืองเป็นอย่างมากให้กับ สมชัย กตัญญุตานันท์ นักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองชื่อดังเจ้าของนามปากกา “ชัย ราชวัตร” โดยตัวเขาเองได้โพสต์รูปภาพยิ่งลักษณ์ที่งานประชุม ณ ประเทศมองโกเลีย พร้อมกับโพสต์ข้อความต่อท้ายรูปดังกล่าวใน Facebook ของเขาเองว่า “โปรดเข้าใจ กระหรี่ไม่ใช่คนชั่ว กระหรี่แค่ขายตัว แต่หญิงชั่วเร่ขายชาติ”[10] แม้ข้อความดังกล่าวจะทำให้ผู้สนับสนุนของยิ่งลักษณ์ทำการประท้วงหน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ต้นสังกัดของสมชาย[11] วาทกรรมที่ว่ายิ่งลักษณ์เป็น “หญิงชั่วเร่ขายชาติ” ที่สมชัยสร้างขึ้นได้กลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่ฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์ เพิ่มเติมขึ้นมาจากวาทกรรม “สาวเหนือโง่และขายตัว” ที่เอกยุทธได้สร้างกระแสมาก่อนหน้านี้

นอกจากนั้น ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนี้เอง สื่อมวลชนดูจะประหลาดใจไม่น้อยที่วาทกรรมดูถูกผู้หญิงที่ถูกเอามาใช้บ่อยขึ้นๆกับยิ่งลักษณ์ ได้หลุดออกมาจากนักการเมืองร่วมอาชีพเดียวกันอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านในขณะนั้น โดยในวันที่ 7 กันยายน 2556 อภิสิทธิ์ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกล่าววิพากษ์วิจารณ์ความไร้ศักยภาพของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ หลังจากนั้นเขาจึงพุ่งความสนใจไปที่โครงการล่าสุดของรัฐบาลที่ยิ่งลักษณ์เพิ่งไปเป็นประธานเปิดงาน นั่นก็คือโครงการที่ชื่อ  “Smart Lady Thailand” ซึ่งเป็นโครงการแข่งขันประกวดหาผู้หญิงที่มีความสามารถเป็นผู้นำ โดยอภิสิทธิ์ซึ่งดูจะข้องใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินชื่อโครงการนี้ ได้กล่าวไว้ว่า

 “ได้ยินข่าวว่า [ยิ่งลักษณ์] ไปทำโครงการ Smart Lady...แปลว่าอะไร? ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจทั้งหมดหรอกครับ เหมือนกับว่าจะประกวดใช่ไหม หา Smart Lady...แปลว่าอะไร Smart Lady? ผมก็ถามอภิมงคล [โสณกุล][12]...แปลว่าผู้หญิงฉลาด ผมก็ถามว่า อ้าว ถ้าทำโครงการนี้ ทำไมต้องทำ? ทำไมต้องหาผู้หญิงฉลาด? ทำไมต้องประกวดแข่งขันผู้หญิงฉลาด? เพราะเขาบอกว่า ถ้าแข่งขันหา อีโง่ ไม่มีใครไปแข่งได้ ”[13]

แม้ว่าอภิสิทธิ์เองจะไม่ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า ใครคือ “อีโง่” ที่เขาหมายถึงในการปราศรัยครั้งนั้น สื่อมวลชนไทยในขณะนั้นต่างก็ลงความเห็นตรงกันว่า ยิ่งลักษณ์คือคนที่อภิสิทธิ์ต้องการจะสื่อถึง นั่นก็เพราะคำว่า “อีโง่” เป็นหนึ่งในคำที่ฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์ใช้อยู่บ่อยๆในการกล่าวหาในเชิงดูถูกถึงความไร้ความรู้สามารถของเธอในการบริหารประเทศ ด้วยเหตุที่การปราศรัยดังกล่าวของอภิสิทธิ์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากทางสาธารณะว่าไม่เหมาะสม เขาจึงออกมาแก้ตัวในเวลาต่อมาว่า ที่ตัวเขาเองใช้คำว่า “อีโง่” ในการปราศรัยครั้งนั้น ก็เป็นเพราะคำดังกล่าวเป็นคำที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไทย เพราะมีการ “กู้เกิ้ล”  ค้นหากันบ่อยมาก[14] อีกไม่กี่วันต่อมา อภิสิทธิ์ได้มีโอกาสกล่าวปราศรัยในที่สาธารณะอีกครั้งในวันที่ 15 กันยายน 2556 ในโอกาสนี้เอง เขาได้แสดงความขุ่นข้องหมองใจที่การใช้คำว่า “อีโง่” ของเขากลายมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอย่างไม่จำเป็น โดยอภิสิทธิ์ได้กล่าวว่า

“คือถ้าคำว่า อีโง่ เป็นถ้อยคำซึ่งไม่เหมาะสมที่จะให้พูด ว่าผมอย่างนี้ ผมน้อมรับและผมก็รู้แล้วว่า ต่อไปนี้ พจนานุกรมเล่มจะเล็กลงๆๆ เพราะหลายคำจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น อีโง่ ไม่ว่าจะเป็น แรด หรือไม่ว่าจะเป็น กระหรี่...ถ้าผมไปเรียกใครอย่างนั้นสิครับ ผมทำไม่ถูก แต่ผมไม่ได้เรียก...คุณ [สื่อมวลชน] ก็จะยัดเยียดให้ผมเรียก แล้วเสร็จแล้ว สส.ผู้หญิงของผมก็ถามคุณว่า คุณคิดว่าเป็นใคร? คุณก็ยืนยันอยู่นั่นแหละว่าต้องเป็นคนนั้น [ยิ่งลักษณ์] เพราะฉะนั้นก็ไปว่ากันเองเถอะครับ...ผมก็ยืนยันว่า ไม่มีหรอกครับพวกผมที่จะไปดูหมิ่นสตรีและผมอยากจะเตือนด้วยว่า สิ่งที่พยายามจะมาเล่นงานผมนั่นแหละกำลังไปตอกย้ำสภาพปัญหาสตรีในสังคม เพราะพยายามไปสร้างกระแสว่า ถ้าเป็นผู้หญิงตรวจสอบไม่ได้ แตะต้องไม่ได้...นี่เป็นการทำลายสถานภาพสตรี ซึ่งวันนี้ต้องลุกขึ้นมาบอกว่า เท่าเทียมกับผู้ชายทุกอย่าง”[15]

อภิสิทธิ์ดูจะกล่าวได้ถูกต้องเป็นอย่างยิ่งว่า ตัวยิ่งลักษณ์เองนั้นไม่ควรจะมีเอกสิทธิ์ใดๆที่มาจากสถานภาพความเป็นผู้หญิงเป็นเกราะป้องกันตัวจากการตรวจสอบของฝ่ายค้านและภาคประชาชน ยิ่งการที่พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของเธอพยายายามผลักดัน “พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “พรบ. เหมาเข่ง”ในปลายปี 2556 ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนักจากสาธารณชนว่า มุ่งผลที่จะเอื้อประโยชน์ทางการเมืองให้กับพี่ชายของเธอเอง มันก็สมควรอย่างยิ่งที่เธอจะถูกตรวจสอบตามกระบวนการกติกาทางการเมืองไม่ว่าเธอจะมีเพศอะไร อย่างไรก็ตาม ตรงกันข้ามกับที่อภิสิทธิ์ได้ออกตัวไว้ วาทกรรมดูถูกเพศหญิงกลับถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในการโจมตียิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ผู้เป็นคนใกล้ชิดกับอภิสิทธิ์เอง ประสบความสำเร็จในการจุดกระแสต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในหมู่ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โดยบนเวทีการประท้วง “ปิดกรุงเทพฯ” ของกลุ่ม กปปส.นี้เองที่ “ด้านมืด” ของการใช้เพศของยิ่งลักษณ์เป็นหัวใจในการโจมตีขับไล่เธอออกจากตำแหน่งทางการเมือง ได้เผยโฉมหน้าออกมาสู่สาธารณะอย่างแจ่มแจ้ง

22 ธันวาคม 2556 จักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที กปปส. และเมื่อเขาได้เริ่มพูดถึงประเด็นที่ว่ายิ่งลักษณ์มักจะพยายามเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม กปปส. จักษ์ได้กล่าวในลักษณะทีเล่นทีจริงว่า

“วันนี้เห็นบอกว่า ดร.เสรี [วงษ์มณฑา][16] และพี่ปอง [อัญชะลี ไพรีรัก][17] ไปที่บ้านนายกฯ ผมบอกตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ถ้า ไปไล่น่ะ พี่ปองกับอาจารย์เสรีไปได้ แต่ถ้าไปล่อนะ ผมๆ...ก็ส่งคนไปไล่มันก็ไม่อยู่บ้านสิ ถ้าส่งคนไปล่อ อย่างผมนี้สิ มันถึงออกมานะครับ...รอบหน้าจัดเฉพาะหนุ่มๆหน้าตาดีๆ ส่งไปล่อให้ดีๆ แล้วได้ตัวครับ เชื่อเถอะครับ มั่นใจครับ...และมั่นใจว่าผมน่าจะติดหนึ่งในห้าสิบ [หนุ่ม] เข้าไปบ้างนะ ผมว่า...ขอไปล่อเพื่อชาติหน่อยเถอะ จะได้รู้ว่าเอาอยู่หรือเอาไม่อยู่”[18]

เนื่องจาก เสรี วงษ์มณฑาเป็นผู้ที่ประกาศตัวในที่สาธารณะว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ[19] ส่วนอัญชะลี ไพรีรักก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเธอเป็นผู้หญิง จักษ์เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ไม่ว่าจะพวกรักร่วมเพศหรือผู้หญิงก็ล้วนแต่ล้มเหลวในการเอาตัวยิ่งลักษณ์ออกมาจากที่พักเพื่อเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม ดังนั้นหนทางเดียวที่จะเอาตัวยิ่งลักษณ์ออกมาให้ได้นั่นก็คือ ต้องให้ตัวเขาเองที่เป็นผู้ชายไป “ล่อ” เธอ และเนื่องจากคำว่า “ล่อ” นั้น เป็นคำที่มีความหมายสองแง่สองง่าม กล่าวคือ ในแง่หนึ่งมันอาจหมายถึงการ ยั่ว หรือ ลวง แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็อาจหมายถึง การร่วมเพศ จักษ์จึงดูเหมือนจะบอกเป็นนัยกับผู้ชุมนุมกปปส.ที่โห่ร้องชอบอกชอบใจกับคำปราศรัยของเขาว่า มันต้องใช้ผู้ชายอย่างเขาและหนุ่มๆอีกหลายสิบคน บุกเข้าไปกระทำชำเรากับยิ่งลักษณ์ที่บ้านของเธอเท่านั้น เธอถึงจะถูกกำราบและยอมออกมาเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมในที่สุด

คำปราศรัยของจักษ์ที่มีเนื้อหาดูถูกดูแคลนผู้หญิงดูจะกลายเป็นคำพูดที่ฟังดูสุภาพไปเสียด้วยซ้ำ เมื่อมันถูกนำมาเปรียบเทียกับคำปราศรัยที่ฉาวโฉ่เป็นอย่างยิ่งของ ประเสริฐ วศินานุกร นายแพทย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ซึ่งขึ้นเวที กปปส.พร้อมเพื่อนร่วมวิชาชีพในวันที่ 13 มกราคม 2557 และทำการปลุกระดมขับไล่ยิ่งลักษณ์ให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแม้ว่าเธอจะยุบสภาและประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไปแล้วก็ตาม โดยประเสริฐได้กล่าวบนเวที กปปส.ว่า

 “ผมเองที่เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็อยากจะแสดงความขอบคุณพี่น้องอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมาเรียกร้อง  ให้ประเทศเราคืนจากตระกูลสามานย์นะครับ...ผมอยากจะขอเรียกร้องคุณยิ่งลักษณ์ มีสามประเด็นเท่านั้นเอง ในอันแรกสุด...คุณยิ่งลักษณ์อยากเป็นวีรสตรีใช่ไหมครับ...ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ทำได้โดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนไทยทั้งประเทศอาจจะทำเหรียญยิ่งลักษณ์แก้ผ้าให้ก็ได้...ประเด็นที่สอง ถ้ายิ่งลักษณ์มีน้องนะครับโปรดฟังให้ดี ผมจะส่งเกวียนมารับที่กรุงเทพฯไปคลอดที่หาดใหญ่ครับ แถมทำรีแพร์ชนิดที่สามีคนต่อไปต้องยกนิ้วให้ พูดแล้วคุณอัญชะลี  [ไพรีรัก] ยังเสียวเลยนะครับ...ประการที่สาม ยังไม่สายเกินไปที่คุณยิ่งลักษณ์จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะยังไม่แก่เกินไปที่จะเป็นนางแบบปฏิทิน เพราะว่าประจำเดือนยังไม่หมดนะครับ... ประการที่สี่ ประการสุดท้าย หวังว่าภรรยาของผมกลับบ้านไปนอนแล้ว ถ้าไม่มีใครต้องการยิ่งลักษณ์จริงๆ ผมยินดีเป็นข้ารับใช้ ยินดีรับใช้ ซื้อและเปลี่ยนโกเตกซ์[20]ให้ตลอดไป”[21]

คำปราศรัยดังกล่าวของประเสริฐสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการขั้นสูงสุดของฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์ในการนำเอายิ่งลักษณ์ในฐานะตัวแสดงทางการเมืองไปหลอมรวมกับยิ่งลักษณ์ในฐานะที่เธอมีเรือนร่างตามธรรมชาติเป็นผู้หญิง โดยในมุมมองของประเสริฐแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร่างที่เปลือยเปล่าของยิ่งลักษณ์ ความสามารถในการตั้งครรภ์ของเธอ การหลั่งประจำเดือนของเธอ หรือสภาพช่องคลอดของเธอ ล้วนเป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจากการตัดสินใจทางการเมือง ผลงานทางการเมือง และมรดกทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด คำปราศรัยของประเสริฐถูกประณามเป็นอย่างมากจากสาธารณชนในเวลาต่อมา และมันดูเหมือนจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวสตรีนิยมละทิ้งความเย็นชาที่มีต่อยิ่งลักษณ์และออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้วาทกรรมเหยียดเพศหญิงบนเวที กปปส.ในที่สุด[22]

กระนั้นก็ตาม แม้จะได้รับเสียงก่นด่าจากสังคมในเรื่องของการไม่ให้เกียรติผู้หญิง การปราศรัยบนเวที กปปส.ยังดำเนินต่อไปในช่วงต้นปี 2557 โดยมีเรื่องเพศของยิ่งลักษณ์เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในการขับไล่เธอออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำของกปปส.ได้ขึ้นเวทีปราศรัยโจมตียิ่งลักษณ์ และหลังจากที่ประณามว่าเธอมีส่วนสำคัญที่ทำให้สมาชิกกปปส.บางคนต้องตายในช่วงเวลาการชุมนุมที่ผ่านมา สุเทพได้กล่าวว่า

“คุณทำให้ครอบครัวผู้บริสุทธ์เหล่านี้ที่เขาสู้เพื่อชาติเพื่อแผ่นดินต้องเดือดร้อน ลูกเขาต้องเป็นกำพร้า พวกผมต้องเรี่ยไรเงิน เพื่อตั้งกองทุนเพื่อให้ลูกเขาได้เรียนหนังสือ วันข้างหน้าลูกคุณ [ยิ่งลักษณ์] เป็นกำพร้าบ้างแล้วมันจะสาปแช่งคุณ คุณต้องเจอแน่ๆ คุณเนี่ย ถ้าไม่ตรอมใจตายเพราะคำสาปแช่งของมวลมหาประชาชน คุณก็ต้องติดคุก ไอ้น้องไปป์ [ศุภเสกข์ อมรฉัตร][23] ลูกคุณนะไม่มีคนเลี้ยงแน่นอน เผลอๆพ่อมันก็เกี่ยง ไม่กล้าเลี้ยง เพราะไม่รู้ลูกพ่อคนไหน คุณเข้าใจมั้ย”[24]

คำปราศรัยดังกล่าวของสุเทพสะท้อนจินตนาการของฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์ที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศของเธอได้เป็นอย่างดี แม้ว่ายิ่งลักษณ์จะแต่งงานและอยู่กินกับสามีของเธอมาเป็นเวลานานกว่าสองทศวรรษ[25] เธอกลับถูกมองว่าเป็นผู้หญิงร่านสวาท โดยในมุมมองของสุเทพนั้น หากยิ่งลักษณ์ต้องจบชีวิตลงในเวลาอันใกล้หรือต้องติดคุกติดตาราง มันจะต้องเกิดข้อพิพาทขึ้นมาเป็นแน่ว่าใครคือบิดาที่แท้จริงของลูกชายของเธอ เนื่องจากสุเทพคิดว่ายิ่งลักษณ์เป็นผู้หญิงร่านสวาทและนอนกับผู้ชายไปทั่ว แม้คำปราศรัยของสุเทพถูกประณามจากนักวิชาการ สื่อ และฝ่ายที่สนับสนุนยิ่งลักษณ์ในเวลาต่อมา การประณามดังกล่าวกลับมุ่งเน้นไปที่การที่สุเทพเอาลูกชายของยิ่งลักษณ์ซึ่งยังเป็นเด็กและไร้เดียงสาเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง[26] ในทางตรงกันข้าม ไม่มีฝ่ายใดออกมาประณามแต่อย่างใดว่าคำปราศรัยดังกล่าวตกอยู่ใต้วาทกรรมยอดนิยมที่ว่า สตรีคือเพศที่ไม่สามารถควบคุมความต้องการและพฤติกรรมทางเพศของตนได้

ยุทธการ “ปิดกรุงเทพฯ” และขัดขวางการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ของผู้ชุมนุม กปปส. อาจทำให้การกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศของยิ่งลักษณ์ดูจะไม่ใช่เรื่องทำได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะฐานเสียงที่ยังเหนียวแน่นของเธอในหมู่คนจำนวนมากในประเทศ จึงทำให้หลายฝ่ายลงความเห็นตรงกันว่า ต่อให้เธอต้องลงสนามเลือกตั้งอีกกี่ครั้งในช่วงนั้น เธอย่อมมีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกสมัย ดังนั้น ไพ่ใบสุดท้ายที่เหลืออยู่ของฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์ในการที่จะกำราบเธอและยุติบทบาททางการเมืองของเธออย่างได้สมบูรณ์ ก็คือการส่งกลุ่มผู้ชายหลายๆคนไปปฏิบัติภารกิจ “ล่อเพื่อชาติ”

วันที่ 25 มีนาคม 2557 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งถูกคาดหมายกันว่าจะส่งให้ยิ่งลักษณ์ได้กลับขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเดิมยังมีมติเอกฉันท์ให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกรณีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ สภาพโซซัดโซเซของยิ่งลักษณ์จากการถูกอำนาจตุลาการเล่นงาน เปิดโอกาสให้กลุ่มกปปส.ที่อ่อนแรงลงไปพอสมควรในช่วงสองสามเดือนหลัง ได้จัดระดมพลังชุมนุมขับไล่ยิ่งลักษณ์และประกาศ “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย”ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 อย่างไรก็ตาม กปปส. ต้องจำรอจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 กว่าเป้าหมายในการขับไล่ยิ่งลักษณ์จะบรรลุผล เมื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจนำกลุ่มนายทหารในนามคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจจากรัฐบาลและยุติการครองอำนาจของยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยของเธออย่างสิ้นเชิง  แม้ว่ากลุ่มผู้สนับสนุนยิ่งลักษณ์จะมีความหวังอยู่ลึกๆว่า เธอจะนำพรรคเพื่อไทยกลับมาชนะเลือกตั้งในวันข้างหน้าหากคสช.คืนอำนาจให้ประชาชนและจัดให้มีการเลือกตั้ง ความหวังดังกล่าวก็ดูท่าจะมลายสิ้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นผลผลิตของคณะรัฐประหาร ได้ลงมติในวันที่ 23 มกราคม 2558 ให้ถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่งฐานละเลยต่อหน้าที่ในกรณีจำนำข้าว  ส่งผลให้เธอถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลาห้าปีในทันที นอกจากนี้ องค์กรอิสระต่างๆที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารก็ต่างเตรียมการตัดสินลงโทษยิ่งลักษณ์ในกรณีใช้อำนาจในทางมิชอบและฉ้อราษฎร์บังหลวงในอีกหลายๆคดีตามมาอีกนับไม่ถ้วน ด้วยสภาวะที่ยิ่งลักษณ์โดนเล่นงานอย่างหนักทั้งการถูกถอดถอนจากตำแหน่งทางการเมืองและการถูกห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลานานหลายปี ทำให้ยากที่จะปฏิเสธได้ว่า หนทางที่เธอจะกลับเข้ามาเป็นผู้นำทางการเมืองไทยในเวลาอันใกล้ดูเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ในแง่นี้ภารกิจ “ล่อเพื่อชาติ” ของกลุ่มต่อต้านยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นกปปส. คสช. ศาล องค์กรอิสระ และสนช. ดูจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการกำราบเธอได้อย่างอยู่หมัดในที่สุด

 


ที่มาภาพ: Casey Hynes, “Sexism in Thailand and the Campaign against Yingluck Shinawatra, 
” Chaing Rai Times, April 3, 2014,  ( Accessed July 18, 2015)
.

บทสรุป

ยิ่งลักษณ์ในฐานะตัวแสดงทางการเมืองนั้นไม่ได้มีเพศหญิงมาตั้งแต่แรก หากแต่เธอได้ถูกยัดเยียดให้มีเพศหญิงติดตัวในเวลาต่อมา กล่าวคือ ในตอนแรกที่ยิ่งลักษณ์แจ้งเกิดในเวทีการเมืองระดับประเทศ เธอดูจะเป็นได้อย่างดีก็แค่ตัวแสดงทางการเมืองที่ไร้เพศ เพราะไม่ว่าเธอจะบริหารพรรคการเมืองของเธอ คุมเสียงในสภาฯ หรือบริหารรัฐบาลได้ดีหรือแย่แค่ไหน เธอก็มักจะถูกตราหน้าว่าเป็นแค่ “หุ่นเชิด” ทางการเมืองของพี่ชายเธอเอง ในแง่นี้ “หุ่นเชิด” ตัวนี้ยังไม่มีมดลูก หรือ รังไข่ เอาไว้ตอบสนองความต้องการของผู้ชายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ยิ่งเธอดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปนานเท่าไร ยิ่งลักษณ์ในฐานะตัวแสดงทางการเมืองก็ยิ่งถูกยัดเยียดสภาวะการเป็นเพศหญิงให้กับเธอมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้น แทนที่ยิ่งลักษณ์จะได้รับการต้อนรับและชื่นชมในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ไทย เธอกลับถูกมองจากฝ่ายต่อต้านว่าเป็นคนที่แปลกแยกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติในการเมืองไทยที่มักจะสงวนตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆไว้ให้กับผู้ชายเท่านั้น และจำกัดบทบาทของสตรีให้เป็นเพียงแค่เมียและแม่ภายในบ้าน ในแง่นี้ แทนที่ยิ่งลักษณ์จะเป็นตัวแสดงทางการเมืองหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเหมือน (the One) เธอกลับเป็นได้แค่คนนอกหรือตัวประหลาด (the Other) ที่เผลอหลุดเข้ามาในปริมณฑลทางการเมืองที่ผู้ชายไทยถือสัมปทานผูกขาดครอบครองมาโดยตลอด         

ในสายตาของกลุ่มผู้ต่อต้านยิ่งลักษณ์แล้ว  เธอคือตัวอันตรายและมีศักยภาพที่จะบ่อนทำลายระเบียบและความสงบเรียบร้อยของการเมืองไทยในแบบเก่าที่ดำรงอยู่มายาวนาน เนื่องจากเธอคือสตรีเพศที่เข้ามาถืออำนาจรัฐและยากเกินกว่าที่จะคาดเดาได้ว่าเธอจะมาไม้ไหน ด้วยทัศนคติแบบนี้เอง ยิ่งลักษณ์จึงถูกมองว่าเป็นสตรีเพศที่แสนจะอันตรายและจำต้องถูกล่อ ลวง เอาชนะ และปราบให้อยู่หมัด ดังนั้น การทำการประท้วงขับไล่เธอ การดำเนินคดีทางการเมืองกับเธอ การตัดสินให้เธอพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงการทำรัฐประหารเพื่อโค่นอำนาจทางการเมืองของเธอที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้สะท้อนให้เห็นความหวาดระแวงและความหวาดกลัวที่ฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์มีต่อตัวเธอในฐานะผู้นำทางการเมืองที่มีพลังของสตรีเพศอันแสนจะอันตรายต่อระบอบการปกครองแบบชายเป็นใหญ่ในไทย อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์จะประสบความสำเร็จในการกำราบเธอ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่กำจัดเธอให้สิ้นซากในทางการเมือง หากแต่ปล่อยให้เธอหายใจรวยรินแบบจวนอยู่จวนตายเพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้า ดังที่คำปราศรัยของผู้ประท้วงบนเวทีกปปส.ได้บอกเป็นนัยล่วงหน้าเอาไว้ หลังจากยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้นำประเทศถูก “ล่อ” จากผู้ถือครองอำนาจในการเมืองไทยที่เป็นผู้ชายอย่างหนำใจ ร่างกายเธอจำเป็นต้องถูกทำความสะอาด ซ่อมแซม หรือ “รีแพร์” ให้ดี โดยเธอนั้นต้องถูกเปลื้องผ้าให้เปลือยเปล่า อวัยวะเพศของเธอจำต้องถูกซ่อมทำให้แน่นกระชับอีกครั้ง ส่วนเลือดที่ไหลออกมาจากปากมดลูกของเธอก็จำต้องถูกซับด้วย “โกเต็กซ์” โดยกระบวนเยียวยาทั้งหมดทั้งมวลนี้ หาได้ทำไปเพื่อส่งเสริมให้ยิ่งลักษณ์ฟื้นคืนชีพทางการเมืองและกลับมากุมชัยชนะทางการเมืองได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งแต่อย่างใด หากแต่มันเป็นการเก็บรักษาเธอเอาไว้สนองตัณหาราคะของฝ่ายต่อต้านยิ่งลักษณ์ ที่ทั้งตื่นเต้นและสะใจ ในการที่จะได้กระทำชำเราทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับยิ่งลักษณ์รวมไปถึงกลุ่มผู้สนับสนุนของเธอที่ถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อระเบียบและความมั่นคงของการเมืองไทย

คำถามสำคัญที่เราอาจจำต้องถกเถียงกันให้มากขึ้น จากกรณีการสร้างวาทกรรมเหยียดเพศหญิงที่มีต่อ ยิ่งลักษณ์ ตามที่บทความนี้นำเสนอก็คือ ถ้ายิ่งลักษณ์ในฐานะตัวแสดงทางการเมืองถูกต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากเธอเป็นบุคคลที่เป็นอื่นและแปลกแยก (the Other) ในปริมณฑลการเมืองไทย ใครหรือสถาบันการเมืองใดที่ได้รับการเชิดชูให้เป็นที่หนึ่ง (the One) สมบูรณ์เพียบพร้อมในทุกๆเรื่อง และมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้พัฒนาก้าวหน้า? ถ้ายิ่งลักษณ์ในฐานะผู้นำของประเทศถูกมองว่าเป็นสตรีเพศที่แสนจะอันตรายและจำต้องถูกล่อลวง กระทำชำเรา และปราบปราบให้อยู่หมัดในทางการเมือง ใครหรือสถาบันการเมืองใดกันที่มีความหวาดระแวงหรือกลัวเป็นอันมากว่า ยิ่งลักษณ์จะมาสร้างอันตรายให้กับตน? ใครหรือสถาบันการเมืองใดกันที่พร้อมจะทำลายเธอในทุกวิถีทางเพื่อรักษาระบอบชายเป็นใหญ่ หรือระบอบปิตาธิปไตยที่ยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยตราบจนถึงปัจจุบัน? คำถามสำคัญเหล่านี้ยังไม่ได้รับการถกเถียงมากเท่าที่ควร แม้จุดจบของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวของไทย จะผ่านพ้นมาเป็นเวลาสองปีแล้วก็ตาม

 

 

เชิงอรรถ

 [1] คริส เบเกอร์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องไทยศึกษา ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่ ยิ่งลักษณ์ ได้นำความเป็นหญิงเข้ามาเป็นจุดขายและจุดแข็งในสนามเลือกตั้งปี พ.ศ. 2554 ไว้อย่างน่าสนใจใน Chris Baker, “Yingluck on the streets,” New Mandala, 26 May 2011, http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2011/05/26/yingluck-on-the-streets/ (accessed July 1, 2015).

[2] ตัวอย่างเช่น การที่ยิ่งลักษณ์ขอคะแนนเสียงจากผู้ลงคะแนนเสียงสตรีเพื่อส่งให้ตนได้ขึ้นเป็นผู้นำหญิงคนแรกของไทย โปรดดู “ปู ขอคะแนนสตรี ช่วยส่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย,” ไทยรัฐออนไลน์, 8 มิถุนายน 2554, http://www.thairath.co.th/content/177441 (สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2558) หรือกรณีที่ยิ่งลักษณ์เชื่อว่าเธอมี “สัมผัสสตรี” (woman’s touch) ในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ โปรดดู “PM offers woman’s touch on maritime row,” The Nation, 28 September 2012, http://www.nationmultimedia.com/national/PM-offers-womans-touch-in-maritime-row-30191297.html (accessed July 1, 2015).

[3] “เอเอฟพี ชี้ชัยชนะ ‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่ใช่ยุคทองสตรี อาจารย์ม.ช. เห็นต่างชี้ ‘เฟมินิสต์’ ไม่เข้าใจหญิงชนบท,” มติชนออนไลน์, 8 กรกฎาคม 2554, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1310110336&grpid&catid=80& subcatid=8000 (สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2558).

[4] Andrew Higgins, “Thaksin Shinawatra’s sister is front-runner to become Thai leader,” The Washington Post, June 13, 2011.

[5] “Yingluck takes centre stage: Thaksin proudly claims his sister ‘his clone,’” Bangkok Post, May 17, 2011.

[6] “เอกยุทธ อัญชันบุตร โพสต์ด่าสาวเหนือกระทบยิ่งลักษณ์,” ประชาไท, 3 พฤศจิกายน 2554, http://www.prachatai .com /journal/2011/11/37719 (สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2558).

[7] “เอกยุทธ อัญชันบุตรโพสต์ข้อความกระทบผู้หญิงเหนือ ‘แม่ญิงลานนา’ ต้าน ‘คำ ผกา’ บอกเป็น hate speech,” มติชนออนไลน์, 3 พฤศจิกายน 2554, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320244730&grpid=01&catid =01 (สืบค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2558).

[8]“ภาพลักษณ์ผู้นำไทยหมอง-เรื่องชู้สาววาบหวามบทบังสาระ!!!” ASTVผู้จัดการออนไลน์, http://www.manager.co.th/ Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000142460 (สืบค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2558).

[9] “งามหน้า! สื่อมะกันชี้ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ มีเอี่ยวทำ ‘มิเชล’ เตรียมฟ้องหย่า ‘โอบามา’, ASTVผู้จัดการออนไลน์, 27 พฤศจิกายน 2557, http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000059140 (สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2558).

[10] “เสียงจากนักวิชาการชั้นนำ กรณี ชัย ราชวัตร หมิ่น นายกฯ ยิ่งลักษณ์- กระหรี่เร่ขายตัว หญิงชั่วขายชาติ!” ข่าวสด ออนไลน์, 2 พฤษภาคม 2556, http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk56UTNNRGt4TVE9PQ== (สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2558).

[11] “เสื้อแดงบุกไทยรัฐ ประท้วง ‘ชัย ราชวัตร’ โพสต์หมิ่นยิ่งลักษณ์,” ประชาไท, 3 พฤษภาคม 2556, http://www.prachatai.com/journal/2013/05/46558 (สืบค้นเมื่อ 6 กรกฎาคม 2558).

[12] อภิมงคล โสณกุล อดีตสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

[13] “อภิสิทธิ์ด่านายกยิ่งลักษณ์...อีโง่,” YouTube, 9 กันยายน 2556, https://www.youtube.com/watch?v=LZcD0QNN-E4  (สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2558).

[14] “มาร์คอ้างพูด อีโง่ ตามเว็บไซต์กูเกิ้ล ไม่ทราบใครร้อนตัว,” ข่าวสดออนไลน์,  9 กันยายน 2556, http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM09EY3dPRGMzTlE9PQ== (สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2558).

[15] “อภิสิทธิ์บอกไม่ได้เรียกใครอีโง่ หวั่นพูดคำ แรด กะหรี่ไม่ได้” YouTube, 15 กันยายน 2556, https://www.youtube .com/watch?v=2NMq5Dt4yQw (สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2558).

[16] เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2549 และต่อมาได้เข้าร่วมการชุมนุมของกปปส.ช่วง ปี พศ. 2556-2557

[17] อัญชะลี ไพรีรัก สื่อมวลชนอิสระ มีบทบาทสำคัญในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2549 และปี พ.ศ. 2551  ต่อมาได้เข้าร่วมชุมนุมและเป็นพิธีกรประจำเวทีกปปส. ช่วงปี พศ. 2556-2557

[18] “จักษ์ พันธ์ชูเพชร 22-12-2013 ล่อเพื่อชาติ,” YouTube, 9 มกราคม 2557, https://www.youtube.com/watch?v=7NCF jfbkKaM&spfreload=10 (สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2558).

[19]“ เปิดม่านชีวิตเกย์ เสรี วงษ์มณฑา,” ASTVผู้จัดการออนไลน์, 25 ตุลาคม 2549, http://www.manager.co.th/Daily /ViewNews.aspx?NewsID=9490000132506 (สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2558).

[20] โกเตกซ์ (Kotex) คือยี่ห้อผ้าอนามัยที่ผลิตโดยบริษัท Kimberly-Clark Corporation ด้วยความนิยมที่มีต่อยี่ห้อดังกล่าวในสังคมไทยในช่วงแรกที่เข้ามาตีตลาด ได้ทำให้คำว่า “โกเตกซ์” กลายเป็นคำเรียกในชีวิตประจำวันของคนไทย หมายถึงผ้าอนามัยโดยทั่วไป

[21] “จวก อ. หมอสงขลานครินทร์ พูดหยาบคาย พาดพิงนายกปู เวทีกปปส.,” YouTube, 15 มกราคม 2557, https://www. youtube.com/watch?v=eRV9tB56MME&spfreload=10 (สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2558).

[22] “เครือข่ายผู้หญิงฯ ประณาม-โวยหยุดปราศรัยเหยียดเพศ,” ประชาไท, 16 มกราคม 2557, http://www.prachatai.com /journal/2014/01/51194 (สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2558).

[23] ศุภเสกข์ อมรฉัตร มีชื่อเล่นว่า “ไปป์” เป็นบุตรชายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสามีของเธอ อนุสรณ์ อมรฉัตร

[24] “สุเทพ ปราศรัย น้องไปป์จะกำพร้า ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก,” YouTube, 21 กุมภาพันธ์ 2557, https://www.youtube. com/watch?v=Pab7_D_EHxw (สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2558).

[25] ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ อนุสรณ์ อมรฉัตร ทำการสมรสกันในปี พ.ศ. 2538

 [26]“ ‘เดียร์’ ชกข้ามรุ่นอัด ‘สุเทพ’ ไม่เป็นสุภาพบุรุษ,” คมชัดลึกออนไลน์, 21 กุมภาพันธ์ 2557 http://www. komchadluek.net/detail/20140221/179477.html (สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2558).

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์