สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 พ.ค. 2559

ตั้งรางวัล 6 หมื่น ให้จังหวัดเร่งจดทะเบียนต่างด้าวจบในเดือน พ.ค. หลังเปิดให้รายงานตัวตีทะเบียน 30 วัน แต่ยอดไม่ตามเป้า/กระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงการใช้สารเคมีในเกษตรกรพบกว่า 3.4 แสนคน มีความเสี่ยงสารเคมีตกค้างในร่างกาย/สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจยื่นบิ๊กตู่ ระงับบอร์ด กสท.บินดูงานญี่ปุ่น เหตุงบเปลือง/เผยตลาดงานนอก คนฮิตไปเกาหลีใต้ เหตุค่าใช้จ่ายน้อยแต่รายได้งาม/'จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี 'เล็งพื้นที่ขอตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม/เชฟรอนประเทศไทย ประกาศแผนปรับโครงสร้างองค์กรใหม่แล้ว เริ่มกระบวนการปลดพนักงาน 9 พ.ค./ ฯลฯ
 
เผยตลาดงานนอก คนฮิตไปเกาหลีใต้ เหตุค่าใช้จ่ายน้อยแต่รายได้งาม
 
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงแนวโน้มการว่างงานในประเทศสูงขึ้น จากผลการสำรวจของสำนักสถิติแห่งชาติต่อภาวะการว่างงานของประชากรในเดือน เม.ย.2559 ระบุว่าคนไทยว่างงาน 396,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว 72,000 คน โดยเป็นระดับอุดมศึกษาว่างงานสูงสุด 166,000 คน ว่า นักศึกษาที่จบใหม่แต่ละปีมีจำนวนมาก ถ้าไม่เลือกงานก็จะมีงานทำ เพราะปัจจุบันคนมีทางเลือกในการทำงานมากขึ้น ส่วนหนึ่งหันไปขายของตามตลาดนัดหรือขายของออนไลน์ ทั้งนี้ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา กกจ.ได้จัดงานนัดพบตลาดแรงงานเชิงคุณภาพ ซึ่งมีประชาชนใช้บริการจัดหางาน 553,143 คน ได้บรรจุงาน 189,030 คน รวมทั้งร่วมมือกับบริษัทจัดหางานขนาดใหญ่ หางานให้นักศึกษาปริญญาตรีโดยรวบรวมงานว่างกว่า 39,984 ตำแหน่ง ได้พัฒนาระบบบริการจัดหางานและจัดทำแอพพลิเคชั่น "Smart Job Center" ให้หาข้อมูลตำแหน่งงานว่าง และสถานประกอบการหาผู้สมัครงาน คนหางานสามารถลงทะเบียนได้ ที่ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) ที่ขยายจาก 12 แห่ง เป็น 44 แห่ง มีผู้ใช้บริการกว่า 190,000 คน แผนระยะต่อไปมุ่งให้บริการจัดหางานทุกกลุ่มเป้าหมาย 290,000 คน และขยายศูนย์บริการจัดหางานให้ครอบคลุมทุกจังหวัดในปี 2560
 
นายอารักษ์ กล่าวอีกว่า ได้สนับสนุนการจัดส่งคนไปทำงานต่างประเทศ ในช่วงเดือน ต.ค.2558-มี.ค.2559 มีจำนวน 50,030 คน ส่วนใหญ่จัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน การจัดส่งโดยรัฐมี 4,836 คน ไปประเทศอิสราเอล 2,837 คน เกาหลีใต้ 1,732 คน ญี่ปุ่น 132 คน ไต้หวัน 116 คน สร้างรายได้ส่งเงินกลับประเทศ 42,318 ล้านบาท โดยอิสราเอลและเกาหลีใต้เป็นที่นิยมของแรงงานไทย เพราะค่าใช่จ่ายในการเดินทางไม่สูงมาก แต่รายได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาหลีใต้ที่ขณะนี้ได้รับความนิยมมาก ส่วนใหญ่ไปทำงานโรงงานและด้านการเกษตร รายได้เดือนละประมาณ 40,000 บาท ถ้าจัดส่งโดยเอกชน ต้องเสียค่าใช่จ่ายประมาณ 180,000 บาท แต่การจัดส่งโดยรัฐมีค่าใช่จ่ายประมาณ 3.4 หมื่นบาทเท่านั้น
 
"คนไทยนิยมไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น ส่วนใหญ่จากภาคอีสานที่จัดส่งไปโดยบริษัทจัดหางาน ส่วนหนึ่งลักลอบไปกันเอง โดยจะไปกับทัวร์แล้วไปโดดทัวร์แอบทำงาน รูปแบบในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป ไม่ใช่การหลอกลวงไปทำงาน แต่เป็นการไปเสี่ยงโชคมากกว่า ทำให้การร้องทุกข์ลดลง ขณะนี้ไปเกาหลีใต้ฮิตที่สุด คนไทยเดินทางไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายประมาณ 28,000 คน แต่ถ้ารวมที่ลักลอบไปกันเองมีกว่า 50,000 คน ได้พยายามให้ความรู้ความเข้าใจถึงการทำงานในเกาหลีใต้ ต้องไปโดยระบบที่รัฐจัดส่ง ซึ่งทุกครั้งที่เปิดรับสมัครจะมีคนแห่กันมามาก 10,000-20,000 คน"นายอารักษ์ กล่าว
 
 
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจยื่นบิ๊กตู่ ระงับบอร์ด กสท.บินดูงานญี่ปุ่น เหตุงบเปลือง
 
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์"ได้เผยแพร่หนังสือ สร.กสท. ด่วนมาก ที่ สร.กสท. 61 / 2559 ลงวันที่ 4 พ.ค. 59 มีซึ่งมีนาย นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ปธ.สร.กสท.ลงนามในหนังสือฉบับดังกล่าว ถึง นรม. เรื่อง ขอให้พิจารณาการบริหารงานเพื่อเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และขอให้ยกเลิก การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ โดยด่วน
 
โดยมีเนื้อหาโดยสรุปของหนังสือดังกล่าว ระบุว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) ของ กสท. ในปัจจุบัน ไม่ดำเนินการตามนโยบาย ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในการปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ โดยไม่มีความชัดเจนในแผนการดำเนินงาน จนก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในบอร์ดชุดปัจจุบัน ทั้งในวันที่ 10-14 พ.ค. 59 บอร์ด และที่ปรึกษา พร้อมผู้ติดตาม ได้มีโครงการศึกษาดูงานประเทศญี่ปุ่น โดยใช้งบประมาณของ กสท. กว่า 4 ล้านบาท ซึ่ง สร.กสท. เห็นควรว่างบประมาณดังกล่าว ควรนำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินการปรับปรุงการดำเนินการของ กสท. ซึ่ง อยู่ในช่วงเตรียมเข้าสู่แผนการฟื้นฟูกิจการ สร.กสท. จึงเห็นควรให้ นรม. ระงับการเดินทางศึกษาดูงานดังกล่าว และพิจารณาเปลี่ยน บอร์ด ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหาร กสท. เพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
 
สำหรับบอร์ดคณะนี้นั้นมีพล.อ.ทวีป เนตรนิยม เป็นประธานฯ สำหรับ พล.อ.ทวีป นั้น จบ ตท.16 จปร.27 เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ลธ.สมช.) อดีต ผบ.นทพ.ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนท.) ลำดับที่ 52 เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 57 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการรับรองเป็น คณะกรรมการ และประธานคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 59 จากที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.กสท
 
 
เชฟรอนประเทศไทย ประกาศแผนปรับโครงสร้างองค์กรใหม่แล้ว เริ่มกระบวนการปลดพนักงาน 9 พ.ค.
 
แหล่งข่าวจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทางบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้มีการประกาศการปรับโครงสร้างองค์กรในการบริหารงานใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการศึกษาถึงโครงสร้างใหม่จะเป็นอย่างไร ในการปลดพนักงานที่มีอยู่ราว 4 พันคน จากการได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวลดลง
 
ทั้งนี้ โครงสร้างใหม่ ได้มีการประกาศแผนปฏิบัติการให้กับพนักงานรับทราบทั่วกัน โดยมีขั้นตอนในการปลดพนักงานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป ที่จะเริ่มการสื่อสารผ่านไปยังหน่วยงานต่างๆ ภายใน โดยวิธีการสัมมนา เพื่อถ่ายทอดวิธีการ และให้ได้รับการยอมรับจากพนักงาน และวันที่ 16 พฤษภาคม จะสื่อสารให้พนักงานทุกคนในองค์กรรับทราบแผนการ และแผนการชดเชย ในการถูกปลดให้ออกจากงาน
 
โดยจะมีการเปิดรับสมัครพนักงานในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้จัดองค์กรใหม่ไว้เรียบร้อยแล้วระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม- 5 มิถุนายน และในวันที่ 15-22 มิถุนายน 2559 จะเริ่มต้นกระบวนการคัดสรร พนักงานปัจจุบัน เพื่อบรรจุในตำแหน่งงานเพื่อจัดวางในโครงสร้างใหม่ และในวันที่ 1 กรกฎาคม ประกาศผลแจ้งชื่อคนที่ได้รับเลือกให้อยู่ทำงานต่อไป และประกาศรายชื่อผู้ที่ถูกเลิกจ้าง และในวันที่ 5 กรกฎาคม จะเริ่มการทำงานภายใต้โครงสร้างองค์กรใหม่ และเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของผู้ที่ถูกบริษัทฯ เลิกจ้าง
 
ทั้งนี้ ในส่วนที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานพยายามที่จะสื่อสารไปถึงบริษัทที่มีแผนดังกล่าว ให้พิจารณาเลือกวิธีปรับลดพนักงานเป็นทางเลือกสุดท้าย โดยต้องการให้ใช้แนวทางของการปรับลดค่าตอบแทน หรือหากมีความจำเป็นต้องปรับลดพนักงานจริง ก็ขอให้เป็นจำนวนที่น้อยที่สุด
 
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับจำนวนพนักงานที่ถูกปลดออกนั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจำนวนเท่าใด แต่จะมีทั้งพนักงานคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งบริษัท เชฟรอนฯต้องการลดต้นทุนหรือค่าจ้างของพนักงานลงราว 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทแม่ โดยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ พนักงานทุกคนในบริษัทดังกล่าวจะได้รับทราบว่าใครจะได้อยู่ในตำแหน่งและใครจะต้องถูกปรับให้ออกจากงาน พร้อมรับเงินชดเชยตามแผนที่บริษัทวางเอาไว้
 
สาเหตุที่เชฟรอนตัดสินใจปลดพนักงาน ซึ่งอ้างถึงทิศทางของราคาน้ำมันดิบที่ยังตกต่ำ การปรับลดปริมาณการผลิตต่อวันตามสัญญาซื้อขาย (Daily Contract Quantity: DCQ) แหล่งอาทิตย์ลดลง 20-30% จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นอกจากนี้ยังอ้างถึงทิศทางที่ไม่แน่นอนที่จะต้องคืนแหล่งสัมปทานเอราวัณ ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2564
 
อย่างไรก็ตามในส่วนของแนวทางการช่วยเหลือนั้น แม้ว่ากรมฯ จะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานให้ปฏิบัติตามกฎหมายปิโตรเลียม แต่เรื่องของการปรับลดพนักงาน ถือเป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในองค์กร ที่กรมฯไม่สามารถจะเข้าไปแทรกแซงได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามสื่อสารที่จะขอความร่วมมือให้ฝ่ายบริหารเลือกใช้วิธีการปรับลดพนักงานเป็นแนวทางสุดท้าย
 
แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติควรจะมีบทบาทในการเข้าไปดูแลพนักงานคนไทยที่อยู่ในข่ายจะถูกปรับออกจากงาน โดยอย่างน้อยก็ควรให้บริษัทที่มีแผนจะเลิกจ้างพนักงาน ที่มีผลกำไรมาโดยตลอด ได้อธิบายเหตุผลความจำเป็นในการปรับลดพนักงานของตัวเองลงในครั้งนี้ เพื่อให้รัฐได้รับทราบถึงสถานการณ์ ข้อเท็จจริง ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)หรือปตท.สผ. ที่เป็นหนึ่งในบริษัทที่เป็นผู้รับสัมปทานในอ่าวไทย และได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน จนมีผลประกอบการที่ขาดทุน ยังเลือกที่จะรักษาบุคคลากรของตัวเองเอาไว้ เพราะถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่าขององค์กร แต่บริษัทต่างชาติ กลับเลือกที่จะปรับลดคน โดยเฉพาะพนักงานที่เป็นคนไทย
 
 
"ทีเอ็มบี" ระบุไม่ควรกำหนดค่าแรงอัตราเดียวกันทั่วประเทศ ควรให้แต่ละภูมิภาคเป็นผู้กำหนดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
 
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า การกำหนดค่าแรงงาน ควรมีมาตรฐานที่เห็นตรงกัน โปร่งใส และ ชัดเจน เพราะจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ ในระยะยาว เพื่อจะสามารถคำนวณทิศทางค่าแรงว่าจะมีอัตราการปรับขึ้นขนาดไหน และควรพิจารณาควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภาพของแรงงานด้วย
 
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญการแข่งขันด้านแรงงานจากทั้งประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า ทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเหล่านี้ และ ต้องแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงสูงกว่า ที่มีเทคโนโลยีการพลิตที่ดีกว่าไทย
 
นอกจากนี้ยังเห็นว่า การขึ้นค่าแรงไม่ควรกำหนดอัตราเดียวกันทั่วประเทศ ควรให้ในแต่ละภูมิภาค เป็นผู้กำหนด เพราะมีสภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และ ปัจจัยที่กระทบแตกต่างกัน
 
 
กระทรวงแรงงานลุยจับ 4 ไกด์จีนเถื่อน ย่าน ถ.พระอาทิตย์
 
นายชัยทัต ณ นคร นักวิชาการชำนาญการ กองตรวจกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน พร้อมเจ้าหน้าที่สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ ร่วมกันนำกำลังลงพื้นที่บุคคลต่างด้างลักลอบทำหน้าที่ไกด์เถื่อน บริเวณท่าเรือวังหน้า ถนนพระอาทิตย์ แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ เบื้องต้นสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดสัญชาติจีนได้จำนวน 4 ราย แบ่งเป็นชาย 3 ราย และหญิง 1 ราย โดยแจ้งข้อหาว่า “ เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ” นำส่ง ร.ต.อ.วราช บุญเย็น รอง สว.(สอบสวน)สน.ชนะสงคราม ดำเนินคดีตามกฎหมาย
 
นายชัยทัต กล่าวว่า สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่ามีบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน เข้ามาลักลอบทำหน้าที่ไกด์โดยไม่ได้รับอนุญาต ทางกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานจึงเข้ามาตรวจสอบ ในวันนี้พบผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลสัญชาติจีนจำนวน 4 ราย ก่อนประสานส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีความผิดตามพรบ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 อย่างไรก็ตามคนต่างด้าวนั้นทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้อนุญาตให้ทำหน้าที่ไกด์ได้อยู่แล้ว เพราะสงวนสิทธิ์ไว้ให้สำหรับคนไทยเพียงอย่างเดียว จึงอย่างฝากถึงบุคคลต่างด้าวที่ลักลอบทำหน้าที่ไกด์เถื่อนให้หยุดการกระทำ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานจะลงพื้นที่ตรวจสอบจับกุมไกด์เถื่อนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหากประชาชนพบเห็นผู้ทำหน้าที่ไกด์เถื่อนสามารถแจ้งเบาะแสกระทำความผิดได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางานหมายเลข 1694 ในวันและเวลาราชการ
 
 
'จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี 'เล็งพื้นที่ขอตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม
 
นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการ และประธาน เจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมของการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกปี 2559 มีทิศทางที่เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ที่ผ่านมา
 
"มั่นใจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีสัญญาณการลงทุนที่เป็นบวก มีลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีชั่นของการลงทุนในนิคมฯที่นักลงทุนจะเริ่มมองหาพื้นที่การลงทุนใหม่ๆ ตามนโยบายของบริษัท" นายวิบูลย์ กล่าว
 
ในส่วนของบริษัท มั่นใจว่าจะมียอดขายที่ดินเป็นไปตาม เป้าหมายที่วางไว้ คือประมาณ 900-1,000 ไร่ จากกลุ่มลูกค้า รายเดิมที่ต้องการ ขยายพื้นที่โรงงานแห่งที่ 2 และลูกค้ารายใหม่ ที่สนใจเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ จ.ระยอง นอกจากกลุ่มนักลงทุนจีน ญี่ปุ่นแล้ว ยังมีกลุ่มนักลงทุนใหม่ๆ เช่น เกาหลี เป็นต้น
 
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้ามาส่วนใหญ่ในขณะนี้ จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจด้านการขนส่ง โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมยาง เป็นต้น และคาดว่าจะมีสัญญาณการลงทุนที่ดีในอุตสาหกรรมดังกล่าว เนื่องจากนโยบายการสนับสนุนคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ของรัฐบาลทำให้นักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมดังกล่าวยังจะสามารถเชื่อมโยงการลงทุน ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะทั้ง 2 แห่งอยู่แล้ว
 
นายวิบูลย์กล่าวว่า ภายในเร็วๆ นี้ คาดว่า จะมีการเซ็นสัญญาที่จะใช้พื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรมประมาณ 400-500 ไร่ ปัจจุบันยังคงมีนักลงทุนเข้ามาศึกษาพื้นที่ และเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากประเทศจีน ในหลายมณฑล ซึ่งอมตะได้มีการจัดโซนพื้นที่การลงทุนสำหรับนักลงทุนจีนไว้แล้ว ทำให้นักลงทุนจีนมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นที่จะตัดสินใจลงทุน ประกอบกับรัฐบาลจีนมีความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนด้านการลงทุนในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
 
"นโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม การลงทุน โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ มองว่าเป็นผลดีและไม่ส่งผลกระทบต่อการย้ายฐานหรือการดึงดูดนักลงทุนที่จะเข้ามาในนิคมที่มี การลงทุนอยู่แล้ว แต่มองว่าเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการลงทุน ซึ่ง กันและกันในรูปแบบของคลัสเตอร์บางอุตสาหกรรม แต่สำหรับ นิคมฯอมตะนคร และนิคมฯอมตะซิตี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ดังนั้น การลงทุนสำหรับคลัสเตอร์อุตฯยานยนต์จะอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกมากกว่า ส่วนการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นรูปแบบของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้วัตถุดิบในพื้นที่ในการใช้เพื่อการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในกลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมเพื่อการอุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ เป็นส่วนใหญ่" นายวิบูลย์กล่าวว่า มั่นใจในช่วง ครึ่งปีหลังของปี'59 จะมีสัญญาณการลงทุนที่เป็นบวก มีลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีชั่นของการลงทุนในนิคมฯที่นักลงทุนจะเริ่มมองหาพื้นที่การลงทุนใหม่ๆ ตามนโยบายของบริษัท
 
 
กระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงการใช้สารเคมีในเกษตรกรพบกว่า 3.4 แสนคน มีความเสี่ยงสารเคมีตกค้างในร่างกาย
 
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีถึง 11.9 ล้านคน มีปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ อันตรายจากการใช้สารเคมีการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตหรือกำจัดศัตรูพืช โดยผลการตรวจคัดกรองความเสี่ยงกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศในปี 2558 จำนวน 341,039 คน พบว่ามีความเสี่ยง และไม่ปลอดภัยจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชถึงร้อยละ 32 และข้อมูลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่ารอบ 5 ปี มีผู้ป่วยจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มสูงขึ้น 4 เท่าตัว จากปี 2553 ที่พบผู้ป่วย 1,851 ราย เพิ่มเป็น 7,954 ราย ในปี 2557 ผู้ป่วยมากสุดที่ จ.หนองบัวลำภู
 
กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายป้องกันผลกระทบสุขภาพเกษตรกรทั่วประเทศ ได้พัฒนารูปแบบการจัดระบบบริการดูแลสุขภาพเกษตรกรโดยจัดตั้ง “คลินิกสุขภาพเกษตรกร” ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เกษตรกรเข้าถึงบริการอย่างสะดวก มาตั้งแต่ปี 2554 และในปี 2559 ได้พัฒนาเป็นการจัดบริการอาชีวอนามัยให้กับแรงงานในชุมชน ให้การดูแลอย่างครบวงจร ต่อเนื่อง ทั้งประเมินและตรวจคัดกรองความเสี่ยง ให้การรักษาพยาบาลโรคจากการทำงานเบื้องต้นและการส่งต่อ รวมทั้งทำงานเชิงรุก เช่น การสำรวจสภาพแวดล้อมและการประเมินความเสี่ยงในการทำงาน การให้คำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของเกษตรกร ประสานกับผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ขณะนี้เปิดบริการแล้ว 3,333 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 33 ตั้งเป้าหมายให้ได้ร้อยละ 40 ของ รพ.สต.ทั้งประเทศ ในปี 2559 พร้อมเร่งขยายให้ครอบคลุมพื้นที่ทำการเกษตรทุกแห่ง
 
 
ตั้งรางวัล 6 หมื่น ให้จังหวัดเร่งจดทะเบียนต่างด้าวจบในเดือน พ.ค. หลังเปิดให้รายงานตัวตีทะเบียน 30 วัน แต่ยอดไม่ตามเป้า
 
เมื่อวันที่ 8 พ.ค. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า กรมการจัดหางาน ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ กลุ่มเดิมที่มีบัตรสีชมพู มีหนังสือที่ประเทศต้นทางออกให้ ในศูนย์จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ ( One Stop Service) 80 จุด ทั่วประเทศ โดยมีต่างด้าว 3 ล้านคน ที่ต้องมารายงานตัวจดทะเบียนภายใน 120 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. - 29 ก.ค. แต่จนถึงวันที่ 4 พ.ค. มีเข้ามายื่นจดทะเบียนเพียง 1.8 แสนคน ซึ่งจำนวนยังน้อย และเป็นไปตามที่คาดว่าคนจะรอช่วงท้าย ๆ จึงต้องเร่งให้นายจ้างนำแรงงานไปรายงานตัวจดทะเบียนเพื่อไม่ให้แออัดในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.โดยเฉพาะจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวไม่เกิน 1 หมื่นคน ต้องทำให้เสร็จภายในเดือน พ.ค. ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 120 วัน
 
นายอารักษ์ กล่าวอีกว่า ได้คิดเชิงบวก ด้วยการตั้งรางวัลให้จังหวัด ที่สามารถจดทะเบียนได้เร็วที่สุดเพื่อเป็นกำลังใจทำงาน แต่จะต้องเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่มีแรงงานต่างด้าวไม่เกิน 1 หมื่นคน ซึ่งใน 77 จังหวัด มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง อาทิ แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ หากจังหวัดไหนทำได้เร็วที่สุด สามารถจดทะเบียนเสร็จภายในเดือน พ.ค. รับไปเลย 3 หมื่นบาท รองลงไป 2 หมื่นบาท และ 1 หมื่นบาท ส่วนจังหวัดใหญ่ๆ ที่ใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมากและยอดจดทะเบียนยังน้อย เช่น จ.สมุทรสาคร ก็ต้องไปดูว่าช้าเป็นเพราะอะไร เพราะตรวจสุขภาพหรือไม่ หาสาเหตุให้ชัดแล้วปรับแก้หาวิธีทำให้เร็วขึ้น
 
"ยอด 3 สัญชาติ ขณะนี้มีมาจดทะเบียนรวม 1.8 แสนคน จากที่มีอยู่ราว 3 ล้านคน ซึ่งเป็นยอดที่เราไปติดยึดกับตัวเลข 3 ล้าน แต่จริงๆ มีถึงหรือเปล่ายังไม่รู้ อาจกลับออกไปบ้างแล้ว ตามปกติเมื่อจดใหม่ทุกครั้งยอดจะลดลง 10-30 % ครั้งนี้ที่ยอดยังไม่มาก เพราะคนไทยชอบแห่กันมาช่วงใกล้ครบกำหนด ทำให้ไปแออัดมากในช่วงท้าย จึงต้องควักเงินส่วนตัวตั้งรางวัลเป็นกำลังใจ ส่วนที่บางคนไม่มาจดเพราะคิดว่า เดี๋ยวก็เปิดให้จดเพิ่มอีก เพราะเราทำแบบนี้มาตลอด แต่จากนี้จะไม่มีแล้ว มีแต่จะเน้นส่งกลับแล้วให้เข้ามาแบบเอ็มโอยู จะลดผิด เพิ่มถูกมากขึ้น เป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ใน 2 ปี"นายอารักษ์ กล่าว.
 
 
ปตท. ร่วมพัฒนาทักษะอาชีวะรองรับความต้องการภาคเอกชน
 
จากเหตุปัจจัยหลายๆ ด้านที่เกิดบ่อยครั้งของนักเรียน นักศึกษาสายอาชีวะ ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ด้านลบของเยาวชน และผู้ปกครองที่จะไม่เลือกเรียนในสายอาชีพ นำมาสู่การขาดแคลนบุคลากรด้านช่างเทคนิค กลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ แต่ละสถาบันการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ที่มีกว่า 892 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน ยังมีมาตรฐานการศึกษาที่แตกต่างกัน รวมทั้งปัญหาจำนวนครูที่ไม่เพียงพอ การขาดการพัฒนาครู และความพร้อมของสถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ ขณะเดียวกันสังคมไทยยังมีค่านิยมปริญญาบัตร ปัจจัยเหล่านี้ทำให้จำนวนผู้เรียนอาชีวะลดลง
 
การขาดแคลนบุคลากรด้านวิชาชีพ ทั้งปริมาณและคุณภาพ รวมถึงทักษะด้านเทคนิคที่ไม่สามารถรองรับสาขาใหม่ที่เป็นที่ต้องการ อาทิ หุ่นยนต์ ได้เป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลมีนโยบายเร่งปฏิรูปอาชีวศึกษา ซึ่งได้รับการขานรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกระทรวงแรงงาน รวมถึงสถานประกอบการอย่างกว้างขวาง
 
"ระบบทวิศึกษา" เป็นรูปธรรมของการพัฒนาการเรียนการสอนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นเรียนวิชาชีพเพิ่มเติม ขณะที่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถเรียนสายสามัญควบคู่กับสายอาชีพ (ปวช.) เมื่อสำเร็จการศึกษาได้รับทั้ง 2 วุฒิ คือสายสามัญและสายอาชีพ สามารถทำงานได้ทันที โดยมีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการเรียนการสอนร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา มีความพร้อมเข้าสู่ชีวิตการทำงานในสถานประกอบการต่างๆ
 
ในปี 2558 ภาคเอกชนมีส่วนร่วมจัดการศึกษาในรูปแบบทวิภาคีเพิ่มขึ้น โดยมีสถานประกอบการเข้าร่วม 10,527 แห่งเพิ่มขึ้นจากปี 2555 กว่า 2.75 เท่า และมีจำนวนนักเรียนสายอาชีวะเพิ่มขึ้น ความร่วมไม้ร่วมมือที่ผ่านมาจากทุกภาคส่วน กระตุ้นให้นักเรียนและผู้ปกครองหันมาสนใจการศึกษาด้านอาชีวะมากขึ้นโดยใช้เวลาไม่นานนัก
 
ดังนั้น ในปี 2559 สถาบันอาชีวศึกษา จึงจับมือกับสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดหลักสูตรเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศเฉพาะทาง นำร่องในสาขาที่ตลาดต้องการ ได้แก่ พาณิชย์นาวี ขนส่งระบบราง ปิโตรเคมี แม่พิมพ์ การผลิตไฟฟ้า ท่องเที่ยว และเทคโนโลยีอาหารปลอดภัย และจะเพิ่มสาขาปิโตรเลียม ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโรงแรมในปีถัดไป รวมถึงพัฒนานักเรียนอาชีวะให้มีทักษะในการคิดค้นนวัตกรรม นำไปสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต
 
นอกจากนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังให้ สถาบันพัฒนาฝีมือภาค และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศประสานงานกับสถาบันการศึกษาสายอาชีวะในแต่ละพื้นที่ในการนำนักศึกษาเข้ามารับการพัฒนาทักษะฝีมือ ขณะเดียวกัน สอศ. ยังร่วมจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสถานศึกษาของอาชีวะ ซึ่งขณะนี้มี 16 แห่ง เพื่อให้นักเรียนที่จบการศึกษาได้รับทั้งวุฒิปวช. ใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และใบรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ทั้ง 3 ใบ สามารถเข้าสู่การทำงานได้ทันที
 
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่ร่วมพัฒนาทักษะบุคลากรในสายอาชีพมาโดยตลอด เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาได้ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่พนักงานศูนย์บริการรถยนต์ โดยร่วมกันพัฒนาหลักสูตรอบรมสร้างทักษะฝีมือช่างซ่อมรถยนต์ให้ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างช่างฝีมือที่มีคุณภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน
 
โดย ปตท. จะผลักดันให้ศูนย์บริการรถยนต์ Fit Auto ซึ่งเป็นบริการใหม่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เป็นศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน สาขาช่างซ่อมรถยนต์ของประเทศต่อไปในอนาคต ช่วยยกระดับช่างฝีมือที่มีคุณภาพ รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมใช้บริการในศูนย์บริการรถยนต์มากขึ้น ดังนั้น ทักษะความชำนาญที่ได้มาตรฐานของช่างซ่อมรถยนต์ จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในระยะยาว สร้างโอกาสทางอาชีพ และรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน
 
นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. ย้ำว่า แรงงานฝีมือที่มีทักษะ เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการให้บริการที่มีคุณภาพ ปตท. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขาช่างซ่อมรถยนต์ให้กับตลาดแรงงานของประเทศ และสร้างโอกาสให้แก่เยาวชนได้พัฒนาฝีมือแรงงาน
 
โดย ปตท. จะนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษายานยนต์ และผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นต่างๆ มาถ่ายทอดและร่วมพัฒนาเป็นหลักสูตรอบรม และจะผลักดันให้ศูนย์บริการรถยนต์ Fit Auto เป็นศูนย์ทดสอบฝีมือแรงงาน สาขาช่างซ่อมรถยนต์ของประเทศต่อไปในอนาคต
 
นอกจากโครงการดังกล่าว ที่ผ่านมา ปตท. ได้สนับสนุนการพัฒนาทักษะให้กับนักเรียนนักศึกษาในสายอาชีวะมาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ สอศ. ระดมนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ ช่างอุตสาหกรรม มาให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ และตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยฟรีให้กับผู้ขับขี่ในช่วงเทศกาลต่างๆ ภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. อย่างต่อเนื่องทุกปีที่ผ่านมา
 
การดำเนินงานโครงการนี้ได้รับการตอบรับอย่างสูง เนื่องจากทำให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ได้แสดงศักยภาพทางวิชาชีพ นำความรู้จากการเรียนในห้องเรียนมาบูรณาการสู่การปฏิบัติงานจริง ทำให้เกิดทักษะความชำนาญในวิชาชีพ และยังสร้างจิตอาสาบริการชุมชน สร้างรายได้ระหว่างเรียน ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ก็ลดค่าใช้จ่ายในการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ ลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ช่วยประหยัดพลังงาน และลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย
 
 
คสรท. เตรียมจัดเสวนาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คาด มิ.ย. รู้ผลจากคณะกรรมการค่าจ้าง
 
นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย หรือ คสรท. เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า หลังจากการเรียกร้องขอให้รัฐบาลพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดิม 300 บาทต่อวัน เป็น 360 บาทต่อวันนั้น ล่าสุดคาดว่าจะมีมติจากที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างในเดือนมิถุนายน นี้ หลังจากที่การประชุมเมื่อช่วงต้นปี ขอเลื่อนการพิจารณามา 6 เดือน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ ยังไม่เอื้ออำนวย ขณะที่ ความเคลื่อนไหวของทาง คสรท. นั้น ในวันที่ 26 พฤษภาคม นี้ จะมีการจัดเสวนา ในหัวข้อการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและที่มาของค่าแรงขั้นต่ำที่ได้ยื่นข้อเสนอไปให้ภาครัฐในอัตรา 360 บาทต่อวัน โดยงานเสวนาครั้งนี้จะมีการเชิญนักวิชาการเข้ามาร่วมด้วย
 
 
เผยกลไกประชารัฐ ปี 59 ลูกจ้างเสียชีวิตจากการทำงานลดลง ผุดโครงการ 90 วันลดเจ็บ-ตายจากการทำงาน
 
เมื่อวันที่ 9 พ.ค. นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวง เปิดเผยว่า เนื่องในวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ 10 พ.ค.นี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้จัดโครงการ “90 วัน ยุทธการลดอันตราย” เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้ใช้แรงงานได้ตระหนักแนวทางป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงาน โดยเรียนรู้จากความสูญเสียในอดีตที่ผ่านมา เช่น เหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2536 ทำให้มีลูกจ้างเสียชีวิต 188 คน บาดเจ็บกว่า 400 คน และนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามเบื้องต้นกระทรวงจะมีการจัดกิจกรรมทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่เสียชีวิตจากการทำงาน ที่สำนักความปลอดภัยแรงงาน อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมทั้งมีการเสวนาให้ความรู้เกี่ยวเรื่องความปลอดภัยด้วย “จากการทำงานภายใต้กลไกประชารัฐทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการทำงานลดลง จากอัตราส่วน 2.2556 ต่อ 1 แสนคน ในปี 2557 เหลือ 1.9065 ต่อแสนคน ในปี 2559 และกรณีประสบเหตุร้ายแรงอัตราส่วน 1.2594 ต่อ 1 พันคน ในปี 2557 ลดเหลือ 0.9715 ต่อ 1 พันคน ในปี2559 ทั้งนี้หากลดลงได้อีกจะเป็นประโยชน์ต่อคนทำงาน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย” นายธีรพล กล่าว
 
 
สหภาพแรงงานขสมก.ยื่นหนังสือถึงผู้บริหาร เร่งจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีให้ครบ 3,183 คัน ล่าสุดนำร่อง 489 คัน ต้องเสนอทีโออาร์รอบใหม่ จี้ให้รีวิวซ่อมอีกกว่า 600 คัน ส่วนการจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าค่อยดำเนินการในอนาคต
 
นายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(สร.ขสมก.) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตามที่สร.ขสมก นัดรวมพลในวันแรงงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยได้ยื่นหนังสือถึงนายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพนักงานขสมก.และติดตามข้อเรียกร้องต่างๆโดยเฉพาะ ประเด็นการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 3,183 คัน รวมมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท โดยจะจัดซื้อล็อตแรกนี้จำนวน 489 คัน วงเงิน 4,021 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถนำรถใหม่มาให้บริการได้ เช่นเดียวกับนโยบายการนำรถเก่าจำนวน 600 คันไปปรับปรุงใหม่ให้สามารถนำมาใช้งานทดแทนไปก่อนจนกว่าจะได้รถเอ็นจีวีใหม่ทั้ง 3,183 คันมาใช้งานก็ควรจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว
 
ประเด็นสำคัญคือร่างเอกสารประกวดราคาจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คันที่ยกเลิกประมูลในครั้งที่ผ่านมานั้น ปัจจุบันร่างทีโออาร์เสร็จสิ้นแล้ว เตรียมเปิดประมูลรอบใหม่ ก็ขอให้เร่งดำเนินการเปิดรับฟังความเห็นโดยเร็ว ก่อนที่จะนำไปเปิดขายเอกสารประกวดราคา เพื่อให้ได้รถมาใช้งานโดยเร็ว
 
“ต้องการให้นำความเดือดร้อนครั้งนี้ไปสื่อถึงรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมให้เร่งแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อพนักงานและประชาชนเพราะจำนวนรถไม่เพียงพอ อยากให้เร่งดำเนินการจัดซื้อรถ 489 คัน และจำนวนที่เหลือให้ครบ 3,183 คันและการซ่อมบำรุงรถเก่าอีก 600 คันให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อนแล้วจึงจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าในภายหลังจะดีกว่าไหม”
 
ด้านนางปราณี ศุกระศร คณะกรรมการบอร์ด ขสมก. กล่าวว่า ตามแผนจะแบ่งการปรับปรุงรถเก่าเป็น 2 ล็อต โดยล็อตแรก 671 คัน จัดเป็นรถร้อนประมาณ 521 คัน รถปรับอากาศ 150 คัน และล็อตที่ 2 อีกประมาณ 500 คัน ซึ่ง ขสมก.กำลังสรุปค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงรถ โดยจะมีการติดตั้งระบบ GPS, CCTV 4 จุด ระบบเซ็นเซอร์ที่ประตูอัตโนมัติ วงเงินประมาณ 8.5 แสนบาทต่อคัน แต่หากเพิ่มการปรับปรุงโครงสร้างรถ ระบบไฟหน้าแล้วค่าปรับปรุงอาจจะเพิ่มขึ้นอีก โดยจะทยอยนำรถเข้าปรับปรุงชุดละ 60 คัน ครบทั้ง 671 คันใน 1 ปี
 
แหล่งข่าวระดับสูงจาก ขสมก. กล่าวว่า ขณะนี้ร่างทีโออาร์รอบใหม่แล้วเสร็จเตรียมนำเสนอคณะกรรมการ(บอร์ด)ขสมก.อนุมัติให้นำออกเปิดประมูล เนื้อหาสำคัญยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณสมบัติและผลงานของผู้ประสงค์จะเสนอราคา ที่ต้องมีคุณสมบัติและผลงานดังต่อไปนี้ คือ ผู้ประสงค์จะเสนอราคาต้องเป็นผู้มีอาชีพและมีวัตถุประสงค์ในการขายและซ่อมแซมบำรุงรักษารถโดยสารที่ประกวดราคาซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือกลุ่มกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่ร่วมทุนระหว่างนิติบุคคลไทยด้วยกัน หรือนิติบุคคลไทยกับนิติบุคคลต่างประเทศ โดยต้องแสดงหลักฐานการร่วมเป็นกิจการร่วมค้ามาพร้อมกับเอกสารเสนอราคา ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร (กวพ) 1305/ว 2457 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2543
 
 
กต. เผย 'ซูจี' พอใจไทยดูแลแรงงานพม่า
 
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายติน จ่อ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ที่ทำ เนียบประธานาธิบดี กรุงเนปยีดอ สาธารณรัฐสหภาพเมียนมา เนื่องในโอกาสการเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้แทนพิเศษของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างวันที่ 8-9 พ.ค.2559
 
นายดอนเปิดเผยภายหลังดการเข้าพบว่า มีการพูดถึ งภาพใหญ่ของความสัม พันธ์ที่เชื่อมโยงไปสู่ความร่วมมือในมิติต่างๆ รวมถึงโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่เป็นความร่วมมือ 3 ฝ่ายคือ ไทย เมียน มา และญี่ปุ่น ซึ่งต้องเดินหน้าต่อไป อีกทั้งได้หารือกันถึงเรื่องการศึกษา การฝึกอบรม และแรงงาน เพราะขณะนี้ถือว่ามีชาวเมียนมาอยู่ในไทยมากที่สุด โดยการดูแลแรงงานก็เป็นประโยชน์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับ และยังเป็นการสร้างความเชื่อมโยงด้านประชาชนในรูปแบบหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ได้ฝากให้เมียนมาช่วยดูแลนักลงทุนไทยในเมียนมา ซึ่งเป็นเสมือนหัวหอกนำไปสู่ความร่วมมือด้านการลงทุนและการมีปฏิสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในอนาคต
 
นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังได้ฝากถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รวมถึงฝากความระลึกถึงนายกรัฐมนตรีของไทย โดยหลัง จากนี้ประธานาธิบดีเมียนมาจะได้พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษเพื่อเฉลิม ฉลองโอกาสครบรอบ 20 ปีของความสัมพันธ์ ที่ประเทศรัสเซีย
 
ต่อมาเวลา 15.00 น. นายดอนได้เข้าพบกับนางอองซาน ซูจี รมว.การต่างประเทศเมียนมา ที่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมา จากนั้นทั้ง 2 ได้แถลงข่าวร่วมกัน โดยนางซูจีกล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ได้หารือกันและหวังว่าจะทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคตเพื่อประโยชน์กับประชาชนของ 2 ประเทศและภูมิภาค ส่วนแรงงานพม่าที่อยู่ในไทยนั้นเราพร้อมจะแสดงความรับผิดชอบ โดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของไทยเท่านั้น และขอชื่นชมไทยที่ให้ความช่วยเหลือและมีแผนจะพัฒนากฎหมายเพื่อให้การดูแลแรงงานต่างด้าวในไทยอย่างต่อเนื่อง
 
ด้านนายดอนกล่าวว่า ไทยยินดีและพอใจกับแรงงานพม่า อีกทั้งเชื่อว่าแรงงานพม่าในไทยก็มีความสุขเช่นกัน เพราะไทยได้ให้การศึกษากับบุตรและให้การรักษาแรงงานพม่าเท่ากับแรงงานไทย คิดว่าทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทิศ ทางที่ดีที่จะเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ประ เทศ
 
 
นายกสั่งหางานให้พนักงานพันคนหลังปิดเหมืองอัครา
 
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงผลการพิจารณาร่วมกันของ 4 กระทรวง ถึงการพิจารณาการต่อใบอนุญาตประทานบัตรการทำเมืองทองคำของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) การหารือของ4 กระทรวง คือ กระทรวงอุตสาหกรรม// กระทรวงสาธารณสุข // กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม // และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีข้อสรุป 3 ข้อ คือ 1.ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ และประทานบัตรทำเมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรด้วย 2.ต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมถึงสิ้นปี 2559 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพนักงานและเพื่อเตรียมการเลิกประกอบกิจการ และให้บริษัท อัคราฯ ดำเนินการปิดเมืองและฟื้นฟูพื้นที่ และ 3.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนและบรรเทาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นหลังปิดเหมือง ในเรื่องการปิดเมืองและฟื้นฟูพื้นที่ การดูแลสุขภาพประชาชน และการดูแลพนักงาน ซึ่งจะใช้เงินกองทุนพัฒนาท้องถิ่น 45 ล้านบาท มาช่วยเหลือพนักงาน ทั้งนี้ข้อสรุปดังกล่าวได้รับข้อมูลส่วนหนึ่งจากการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีทั้ง 4 กระทรวง เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรมทำตามข้อกฎหมาย และบูรณาการกับกระทรวงต่างๆ แล้ว
 
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวหลังการประชุม ครม.ว่า สั่งการไปแล้วว่าภายในสิ้นปีนี้ต้องไม่มีการทำเหมืองแร่ทองคำอีกเด็ดขาด และสั่งให้เตรียมปรับสภาพพื้นที่ให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมกับจัดหางานให้กับแรงงานพันคน และเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ
 
 
สศอ.คาดผู้ผลิตเหล็กในประเทศยังไม่เพิ่มกำลังการผลิต แม้ราคาเหล็กจะปรับตัวเพิ่มขึ้น
 
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยกรณีที่ผู้รับเหมาได้รับความเดือดร้อนจากราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง ว่า ขณะนี้อัตราการใช้กำลังผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศยัง ไม่ฟื้นเต็มที่นัก โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตยังไม่ต่ำกว่าระดับ 50% และแม้ว่าขณะนี้ราคาเหล็กจะเริ่มฟื้นตัวแต่ยัง ไม่กลับสู่ระดับปกติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่กลับมาผลิตในอัตราปกติ หรือผลิตในอัตราเดียวกับก่อนที่จะถูกสินค้าเหล็กจากต่างประเทศทุ่มตลาด และราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
 
"ปัจจุบันราคาเหล็กอยู่ในอัตราที่สูงขึ้นก็จริง แต่ยังไม่ฟื้นกลับคืนมาในระดับปกติ เพราะก่อนหน้านี้โดนทุ่มตลาดทำให้ราคาลงมาต่ำมาก ดังนั้นผู้ประกอบการบางรายอาจจะยังมองว่าการจะกลับมาผลิตเต็มกำลังการผลิตยังไม่คุ้มทุน ซึ่งการจะบังคับให้ผู้ประกอบการต้องผลิตเหล็ก เพื่อให้มีของขายในตลาดมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบเรื่องราคาในขณะนี้ จึงเป็นเรื่องพูดยาก" นายศิริรุจ กล่าว
 
น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า หลังตรวจสอบติดตามสถานการณ์เหล็ก ณ ร้านกนกวรรณ สตีล อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดยระบุว่าขณะนี้ราคาเหล็กเส้นในประเทศอยู่ที่ 20-21 บาท/กิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ราคาอยู่ที่ 17-18 บาท/กก. เนื่องจากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น และทางการจีนสั่งปิดโรงงานเหล็กที่ไม่ได้คุณภาพและมีนโยบายลดกำลังการผลิตลง ขณะที่ผู้จำหน่ายในประเทศยืนยันว่า เหล็กในประเทศจะมีเพียงพอต่อความต้องการใช้แน่นอน เพราะผู้ค้าสามารถสั่งซื้อเหล็กจากโรงงานในประเทศได้ตามปกติ และปัจจุบันโรงงานผลิตเหล็กใช้กำลังการผลิตเพียง 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดเท่านั้น
 
น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ยังกล่าวว่า ได้สั่งให้ค้าภายในจังหวัดออกตรวจสอบร้านค้าเหล็กทั่วประเทศแล้ว โดยเฉพาะร้านค้าปลีกในการตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้า หลังจากที่ราคาเหล็กได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งกรมได้แจ้งให้ผู้ผลิตเหล็กที่จะปรับราคาจะต้องแจ้งล่วงหน้า 7 วัน ก่อนปรับขึ้นราคา เพื่อนำมาเป็นข้อมูลติดตามความเคลื่อนไหวทางด้านราคาต่อไป
 
"โรงงานเหล็กในประเทศสามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้สอดคล้องความต้องการได้ โดยเฉพาะการผลิตเพื่อป้อนความต้องการจากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้นในปีนี้ จึงมั่นใจว่าสินค้าเหล็กจะไม่ขาดแคลนแน่นอน ส่วนราคาเหล็กที่ปรับเพิ่มขึ้นก็เป็นไปตามกลไกตลาดไม่ใช่ปรับขึ้นราคาตามอำเภอใจ เพราะผู้ผลิตจะต้องแจ้งให้กรมทราบล่วงหน้า 7 วัน เพื่อดูโครงสร้างราคาให้เป็นไปตามต้นทุนและให้ผู้บริโภคทราบราคาล่วงหน้า" น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว
 
รายงานข่าวจากกรมการค้าภายใน แจ้งว่า จากการติดตามราคาวัตถุดิบสำคัญปักษ์หลังของเดือน มี.ค. 2559 พบว่า ราคาวัตถุดิบที่ผลิตเหล็กเส้นและเหล็กแผ่น รวมทั้งทองแดงที่ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า เช่น สายไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาเหล็กแท่งยาวที่ใช้ผลิตเหล็กเส้นและราคาเหล็กแท่นแบนที่ใช้ผลิตเหล็กแผ่นที่นำเข้าในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 375 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มจากเดือน ก.พ. ราคาอยู่ที่ 355 เหรียญสหรัฐ/ตัน และเดือน ม.ค. อยู่ที่ 350 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนทองแดงที่ผลิตสายสายไฟฟ้าและสินค้าอื่นๆ ราคา นำเข้าในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 4,995 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ. ราคาอยู่ที่ 4,699 เหรียญสหรัฐ/ตัน และเดือน ม.ค. อยู่ที่ 4,454 เหรียญสหรัฐ/ตัน
 
 
 
 
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น