ปมทูตวิจารณ์ละเมิดสิทธิ ประยุทธ์บอกเราต้องเป็นสุภาพบุรุษทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แม้เป็นประเทศเล็ก

ปมทูตวิจารณ์ละเมิดสิทธิ ประยุทธ์ไม่แคร์ไม่ได้เป็นเมืองขึ้น บอกคนไทยเกลียดขี้หน้าทุกคน ตนต้องคอยห้าม ระบุต้องเป็นสุภาพบุรุษทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แม้เป็นประเทศเล็ก ยันผู้ต้องหาเข้ากระบวนการยุติธรรม แล้วก็ประกันออกมา ถาม "มีที่ไหนเหลืออยู่?"

ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 16 พ.ค. 2559 (ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ)

16 พ.ค. 2559  ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีที่ ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้ขึ้นกล่าวเปิดการนำเสนอรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย (ยูพีอาร์) รอบ 2 กรณีมีข้อกังวลต่อการจำกัดเสรีภาพการแสดงออก ข้อจำกัดต่าง ๆ ในประเทศ ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ใช่แค่ไทยที่ต้องไปชี้แจง สมาชิกของสหประชาชาติกว่า 130 ประเทศจะต้องเข้าชี้แจงทุกสี่ปีครึ่ง ครั้งก่อนหน้านี้คือปี 2555 ย้อนมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว กี่เรื่องกี่ปัญหา ส่วนของรัฐบาลที่แล้วที่แจ้งมาก็เป็นร้อยเรื่อง แล้วก็แก้ไขไปได้เพียง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ของรัฐบาลนี้มี 249 เรื่องแก้ไขไปได้แล้ว 180 กว่าเรื่อง 70 คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ เราถ้าไปเทียบกับประเทศมหาอำนาจที่รับ 300 กว่าเรื่อง ประเทศที่เขาว่าเรานั่นแหละ เขาก็ยังแก้ได้ไม่ถึงครึ่ง เรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องบังคับใช้กฎหมายเป็นปัญหาของโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่ละประเทศว่ากำลังทำอะไรอยู่  เราก็จะไม่ทิ้งพันธะสัญญาสิทธิมนุษยชนตรงนี้ ระมัดระวังทุกอย่าง
 
"อยากให้แยกแยะว่าคนที่ทำความผิดที่โดนเรียกตัวมาดำเนินการ ที่เรียกมาพูดคุยแล้วให้กลับไป ถือเป็นการเมตตาตามหลักเมตตาธรรมแล้ว ถ้าว่ากันตามคดีคือผิดหมด ถ้าไม่ร้ายแรงผมก็ผ่อนผันให้ได้ แต่ถ้าร้ายแรงเป็นประเด็นที่ทำร้ายคนไทยทั้งชาติ ผมรับไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 

ถามผู้สื่อข่าวเป็นเมืองขึ้นเขาหรือไง

ต่อกรณีที่ กลิน ที. เดวีส์. เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แสดงความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรี คงไม่สามารถให้ความเห็นได้ เพราะจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละประเทศ แต่ยืนยันว่าดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทุกอย่างดำเนินการด้วยความระมัดระวัง

"เขามองเราไม่ดี แล้วเราจะทำอย่างไร เราที่ว่าคือใคร เราไม่ใช่ผมกับคุณหรอ หรือเราคนเดียวหรือฉัน คุณน่ะ คุณต้องทำด้วย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องมีมาตรการอย่างไรต่อจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็แล้วแต่เขาจะมองสิ คุณจะไปอะไรหนักหนา คุณเป็นเมืองขึ้นเขาหรือไง" จากนั้นผู้สื่อข่าวตอบกลับทันทีว่า ไม่ได้เป็นเมืองขึ้น ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ถามกลับว่า  "เอาแล้วไง"  

คนไทยเกลียดขี้หน้าทุกคน ตนต้องคอยห้าม

ทำให้ผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า "แต่รู้สึกว่ามันจะเป็นผลลบกับประเทศไทยตรงนี้เราจะต้องทำอย่างไร" จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า "แล้วคุณว่ากับเขามีไหม มีไหม ผลลบกับตัวเขาเองมีไหม ก็มี คนไทยก็เกลียดขี้หน้าทุกคนอยู่แบบนี้ ผมต้องไปห้ามคนไทยอีก แล้วถามว่ามีผลกระทบเรื่องอะไร เรื่องนโยบายของเขาไหม ก็มีผลกระทบทั้งนั้นล่ะ"
 
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ามองอย่างไรเวลาที่เขาพูดกับผู้นำเราหรือรองนายกของเรา หรือรัฐมนตรีต่างประเทศ ไปพูดกับสื่อแบบหนึ่งอย่างนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่ใช่หรอก เพราะเขาเก็บข้อมูลจากพวกเธอไปทั้งหมดด้วย แล้วก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง แล้วเขาก็พูดด้วยหลักการของการเป็นประชาธิปไตยของเขา แต่เคยถามไหมว่าประเทศเขาเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง เคยถามบ้างไหม รู้ไหม อะไรล่ะ อะพูด พูดสิ ประจารแต่ประเทศตัวเองอยู่ได้ไง พูดสิประเทศอื่นเขาเกิดอะไรขึ้น เธอต้องช่วยฉันพูดตรงนี้ ไอ้ฉันพูดมันเสีย ไม่ได้ ถ้าสื่อพูดไม่เป็นไร จรรยาบรรณมีอยู่แล้วนี่ ไม่ต้องกลัว ฉันพูดมันเสียหายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กะไอ้คนคนหนึ่งพูดจะต้องอะไรหนักหนา ก็ชี้แจงเขาไป ไม่พอใจก็ช่วยไม่ได้ เพราะเรามีความสัมพันธ์กับทุกประเทศ ทำไม ก็ทุกประเทศก็แย่งมาประเทศไทยอยู่ ทำไม ก็ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ใครทำดีผมก็ดีด้วย ใครไม่ดีเอกชนก็ต้องดูแลเขา ผมก็ต้องมีนโยบายกลางอย่างนั้น"
 

ต้องเป็นสุภาพบุรุษทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แม้เป็นประเทศเล็ก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแสดงความเห็นดังกล่าว อาจเพราะได้ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากสื่อมวลชน และเป็นการแสดงความเห็นตามมุมมองของหลักประชาธิปไตยของประเทศนั้น หากจะมองว่าความเห็นดังกล่าว มีผลลบต่อประเทศไทยหรือไม่ ก็ต้องย้อนมองกลับว่า เรื่องดังกล่าวมีผลกับผู้ที่แสดงความเห็นและนโยบายของประเทศนั้นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ผมและรัฐบาลไม่มีนโยบายเข้าข้างประเทศหนึ่งประเทศใด พร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ต้องวางตัวเป็นผู้ใหญ่
 
"ทำไม เขาพูดอะไรก็โกรธแล้วไม่อะไรเลย ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษทำตัวเป็นผู้ใหญ่บ้างเรา ถึงเราเป็นประเทศเล็กๆ ก็ต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ผมไม่ใช่เด็กมาทะเลาะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็ชี้แจงเขาสิ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พร้อมตั้งคำถามด้วยว่า จำกัดสิทธิสื่อ จำกัดตรงไหน ถามสิตอบมาให้ได้ ละเมิดสิทธิมนุษยชน เรียกไปคุย คุยที่ไหน คุยที่บ้าน คุยที่ค่าย คุยในคุกหรือคุยที่ไหน ชี้แจงเขาสิ 
 

บอกให้ประกันออกมาทุกคน

"แล้วออกกันหมดหรือยัง มีกักอยู่หรือเปล่า ก็ไม่มี แล้วอยู่ไหน ที่เหลือมีความผิด ก็เข้าศาลกระบวนการยุติธรรม แล้วก็ประกันออกมา มีที่ไหนเหลืออยู่ ถามสิ แล้วตอนไปก็ออกมาไม่ได้ซ้อมไม่ได้อะไร ก็ถ่ายรูปไว้หมด เข้าไปก็มีหมอมาตรวจร่างกายออกมาก็มีหมอมาตรวจอีก ผมทำขนาดนี้แล้วท่านยังมาหาว่าผมทำนี่ทำโน้นได้อย่างไร ไปเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนชอบทำความผิดได้อย่างไร" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
"ทุกเรื่องมันก็มีปัญหาหมด เพราะคนเหล่านี้ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ทำไมไม่มองตรงนั้นเล่า คนที่เขายอมรับเขามีมาทำไหม อยากรู้ มีไหม" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พร้อมกล่าวต่อว่า  "แล้วยังไงผมจะต้องลาออกหรอ ไม่ใช่เรื่องของผมเพราะผมกำลังทำเพื่อประเทศโรดแมปก็มี"
 
 
ที่มา : มติชนออนไลน์, สำนักข่าวไทยประชาชาติธุรกิจออนไลน์และเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam