ศาลปกครองสูงสุดสั่งกอรมน.จ่าย ผู้เสียหาย 2 รายที่ถูกทหารชายแดนใต้ทำร้าย

18 พ.ค. 2559 รายงานข่าวจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า วันนี้ ที่ ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลปกครองสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา ในคดีที่ผู้เสียหาย 2 ราย ฟ้องหน่วยงานของรัฐ เรียกค่าเสียหาย จากกรณีถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายขณะเป็นเยาวชน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2552 มีนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เวลา 10.40 น. ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องที่ 4 กองกำลังรักษาความมั่นคง (สำนักนายกรัฐมนตรี)จ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 101,200 บาทแก่ผู้ฟ้องที่ 1 และจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาทแก่ผู้ฟ้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับ แต่วันที่ 11พ.ค.  52 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จภายใน 60 วัน และให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, 2, 3 ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

คดีระหว่าง มะเซาฟี แขวงบู ผู้ฟ้องคดีที่ 1  และ ด.ช.อาดิล สาแม โดย ยีซะ สาแม มารดา ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4  โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น(ศาลปกครองสงขลา) เมื่อปี พ.ศ.2553  ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เรียกค่าเสียหาย 900,000 บาท  ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เรียกค่าเสียหาย 800,000 บาท  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2555 ศาลปกครองสงขลาได้พิพากษาให้สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นหน่วยงานที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงินจำนวน 101,200 บาท และให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด  เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว จึงได้ส่งคำพิพากษาให้ศาลปกครองสงขลาเพื่ออ่านให้คู่กรณีฟัง 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า คดีนี้เป็นอีกหนึ่งในหลายกรณี ที่ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับผลกระทบจากปัญหาการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้กฎหมายพิเศษ ซึ่งในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก  คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจและความรับผิดของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ แม้จะใช้เวลานานถึง 7 ปี

ยีซะ สาแม มารดาของผู้ฟ้องที่ 2 ที่ได้เดินทางจากจังหวัดยะลามารับฟังคำพิพากษาในวันนี้พร้อมกับผู้ฟ้องทั้งสองได้กล่าวว่า “ตนรู้สึกดีใจที่ศาลมีคำพิพากษาให้จ่ายค่าเสียหาย  ถ้าใครที่ไม่ได้รับความชอบธรรม ขอให้กล้าออกมาเรียกร้องความยุติธรรมแม้ต้องเเลกกับระยะเวลาที่นาน แต่ก็ภูมิใจที่ได้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับบุตรชายตนเอง”

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานข้อมูลคดีเพิ่มเติม : 

ในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครองสูงสุด  เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2558 ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลความว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อ 11 พ.ค. 52 ขณะที่ตนและผู้ฟ้องคดีที่ 2 ไปดูแลไร่ข้าวโพดบริเวณริมแม่น้ำปัตตานี  ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารหัวหน้าชุดลาดตระเวนในพื้นที่ ทำร้ายร่างกายด้วยการชก เตะ ต่อย ถีบ กระทืบ อย่างทารุณโหดร้าย ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง  ทั้งยังใช้ด้ามปืนพกสั้นตีที่ใบหน้าและศีรษะของตนจนฟันหักสองซี่และศีรษะแตก  แล้วใช้ปืนจ่อศีรษะขู่ว่าจะฆ่าให้ตาย   ทำให้ตนและผู้ฟ้องคดีที่ 2 กลัวมาก ได้แต่ระลึกถึงองค์อัลลอฮฺ เมื่อได้โอกาสตนและผู้ฟ้องคดีที่ 2 จึงวิ่งหนีไปโดยตนกระโดดลงไปในน้ำซ่อนตัวอยู่ที่พงหญ้า และผู้ฟ้องคดีที่ 2 วิ่งไปซ่อนตัวในพงหญ้าห่างออกไป เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง  เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารขับรถออกจากบริเวณนั้นแล้วจึงได้พากันกลับบ้าน  ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 2  ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลเพิ่มเติมว่า   นอกจากเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุตามที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงแล้ว ต่อมาเมื่อปี 2557 ตนยังได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจอีกชุดหนึ่งปิดล้อม ตรวจค้นบ้าน และเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำร้ายร่างกายตนจนสลบ ต่อมาถูกนำส่งโรงพยาบาล  และยังถูกควบคุมตัวไปที่ค่ายทหารเป็นเวลาหลายวันจึงได้รับการปล่อยตัว โดยไม่ได้ถูกดำเนินคดีใด ๆ  และตนก็ไม่เคยมีประวัติเสื่อมเสีย ไม่เคยถูกดำเนินคดีหรือมีความผิดใด ๆ จนถึงปัจจุบัน   แต่ผลกระทบจากการถูกทำร้ายทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้ตนหวาดกลัวต่อเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา  ไม่กล้าออกไปนอกพื้นที่ กลัวจะได้รับอันตราย

จากนั้นตุลาการผู้แถลงคดีได้ชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์เป็นหนังสือต่อองค์คณะ สรุปประเด็นได้ความดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ 1 ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่  พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 52  ขณะปฏิบัติหน้าที่  สิบเอกขวัญชัย สีนิล ซึ่งได้ทำร้ายร่างกายผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดผู้ถูกฟ้องที่ 1 และที่ 2 สิบเอกขวัญชัย  สีนิล เป็นนายทหารประทวนประจำการสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 5 กองพลทหารราบที่ 5  กองทัพบก ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 5035 หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 11 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3  ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4  ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง   ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิด

ประเด็นที่ 2  ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4  ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพียงใดพิเคราะห์แล้ว เห็นพ้องตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่ได้พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4  ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองดังนี้

(1)  ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้   เนื่องตามใบรับรองแพทย์ระบุว่า  ผู้ฟ้องคดีที่ 1  ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เห็นควรให้หยุดงานได้ 5 วัน คิดค่าเสียหายตามค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่จังหวัดยะลา เป็นเงินวันละ 240 บาท คิดเป็นค่าเสียหาย  1,200 บาท  สำหรับผู้ฟ้องคดีที่ 2 กำลังศึกษาอยู่ ไม่มีรายได้จากการประกอบอาชีพ จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้

(2)  ค่าเสียหายต่อร่างกายและอนามัย  เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้เข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา  ค่ารักษาพยาบาลของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 1,070 บาท และค่ารักษาพยาบาลของผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงิน 75 บาท แต่ปรากฏว่า หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 11 ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวน 1,500 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 แล้ว  และผู้ฟ้องคดีที่ 2 ได้ใช้สิทธิตามบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าจึงไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  ดังนั้นการที่หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 11 ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว ถือว่าได้เยียวยาตามสมควรแล้ว

(3) ค่าเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย อนามัย และจิตใจ    ที่ศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาคิดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้ฟ้องคดีคนละ 100,000 บาท โดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นั้น เป็นค่าเสียหายที่สมควรแล้ว

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น