จำคุก 2 จำเลยนำชายฉกรรจ์ทำร้ายชาวบ้านเหมืองทองเลย-ยกฟ้องชาวบ้านติดป้าย “ไม่เอาเหมือง”

ชาวบ้านเฮ ศาลจังหวัดเลยพิพากษา 2 คดีสำคัญเหมืองแร่ทองคำ กรณีชายชุดดำบุกทำร้ายชาวบ้านเพื่อขนถ่ายแร่สั่งจำคุก 2 จำเลยและให้ชดใช้ค่าเสียหายชาวบ้าน 165,600 บาท อีกคดีหนึ่งสั่งยกฟ้องกรณีที่ บ.ทุ่งคำฟ้องผู้นำชุมชนขอหาติดป้าย "ไม่เอาเหมือง"

31 พ.ค.2559 เวลา 9.00 น. ที่ศาลจังหวัดเลย มีนัดพิพากษา 2 คดีสำคัญ โดยคดีแรกตัดสินลงโทษจำคุก พ.ท.ปรมินทร์ ป้อมนาค (รับราชการ) จำเลยที่หนึ่งเป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน  และพล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค (นายทหารเกษียณอายุ) จำเลยที่สองเป็นเวลา 1 ปี 12 เดือน และให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ชาวบ้านซึ่งเป็นโจทก์ทั้ง 9 ราย รวมทั้งหมด 165,600 บาท ภายใน 15 วัน

คดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 5440/2557 พนักงานอัยการ ร่วมกับ สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ กับพวกรวม 9 คน เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง พ.ท.ปรมินทร์ จำเลยที่1 และ กับพล.ท.ปรเมษฐ์ จำเลยที่2 ในความผิดอาญาข้อหาทำร้ายร่างกาย กักขัง หน่วงเหนี่ยว ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุสืบเนื่องจากการปะทะรุนแรงในพื้นที่บ้านหนองนาบง อ.วังสะพุง จ.เลย เมื่อคืนวันที่ 15 พ.ค.2557 ระหว่างกลุ่มชายชุดดำกับชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดผู้คัดค้านการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีการทำลายกำแพงกั้นทางเข้า-ออกเหมืองของชาวบ้านเพื่อทำการขนถ่ายแร่ของบริษัท นอกจากนี้ยังมีการจับชาวบ้านเป็นตัวประกัน กักขัง ข่มขู่ และทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ดำเนินการยื่นประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์ 200,000 บาท จำเลยที่2 ใช้หลักทรัพย์ 150,000 บาท

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กล่าวว่า พ.ท.ปรมินทร์ จำเลยที่หนึ่ง พล.ท.ปรเมษฐ์ จำเลยที่สอง ถูกกล่าวหาในคดีอาญาว่ามีส่วนร่วมในการใช้ความรุนแรงโดยใช้กลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธ 100 คนเข้าทำร้ายและกักขังหน่วงเหนี่ยวชาวบ้าน ศาลเตัดสินลงโทษโดยห็นว่าทั้งสองเป็นผู้จัดหาและเป็นผู้ใช้ให้มีการขนแร่ ในคืนวันที่ 15 พ.ค.2557 โดยรับหน้าที่ดูแลการขนแร่ของบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นผู้ซื้อแร่จากเหมืองทองจังหวัดเลย

ส่วนคดีที่ 2 ศาลพิพากษายกฟ้องแกนนำชาวบ้านด้วยเหตุที่คดีไม่มีมูล คดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 2991/2558 ที่บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องนายสมัย ภักดิ์มี ประธานสภา อบต.เขาหลวง และกองลัย ภักมี ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาหนองบงหมู่ที่ 3 เป็นจำเลย ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับการก่อสร้างซุ้มประตูและติดป้าย ‘หมู่บ้านนี้ไม่เอาเหมือง’ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์เตรียมจะยื่นอุทธรณ์ต่อไป

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความของชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดกล่าวว่า ในคดีที่บริษัททุ่งคำฟ้อผู้นำชุมชนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และติดป้ายไม่เอาเหมือแร่ทองคำ ศาลชั้นต้นตัดสินให้ยกฟ้องคดีดังกล่าว ส่วนกรณีคดีที่ พ.ท.ปรมินทร์ จำเลยที่หนึ่ง พล.ท.ปรเมษฐ์ จำเลยที่สอง ถูกกล่าวหาในคดีอาญาว่ามีส่วนร่วมในการใช้ความรุนแรง โดยใช้กลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธ 100 คน เข้าทำร้ายสมาชิกกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดนั้น ศาลตัดสินลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง ในส่วนทางแพ่งที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหาย ค่าบาดเจ็บ ค่าสูญเสียเสรีภาพที่เกิดจากการกักขังหน่วงเหนี่ยวนั้น ศาลตัดสินว่าให้มีการจ่ายค่าเสียหายให้ตามส่วน มีทั้งหมด 9 คน โดยสูงสุด 25,000 บาท ต่ำสุด 2,600 บาท โดยการตัดสินคดีในครั้งนี้ศาลเชื่อว่ามีการกระทำความผิดในคืนวันที่ 15 พ.ค.2557 จริง โดยมีการใช้กำลังกับชาวบ้านเพื่อเปิดพื้นที่ในการขนแร่

ส.รัตนมณี กล่าวต่อว่า วันนี้รู้สึกดีอย่างยิ่งและเห็นชาวบ้านยินดีกับคำพิพากษาในวันนี้ที่ศาลมีความตั้งใจที่จะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้น เช้าวันนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 70 นายมาคุ้มกันและรักษาความเรียบร้อยในชาวบ้านที่ศาล และศาลยังมีการจัดห้องประชุมให้ชาวบ้านทุกคนสามารถเข้ามารับฟังคำพิพากษาในห้องประชุม เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับคดีนี้อย่างมาก

ภัทราภรณ์ แก่งจำปา กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กล่าวว่า ชาวบ้านรู้สึกดีใจกับคำพิพากษาของศาลวันนี้ ในส่วนของ พ.ท.ปรมินทร์ จำเลยที่หนึ่ง พล.ท.ปรเมษฐ์ จำเลยที่สอง ศาลตัดสินให้รับโทษจำคุก แต่ว่าจำเลยทั้งสองยังมีโอกาสอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ในส่วนของค่าเสียหายในคดีแพ่งนั้น ศาลให้ค่ารักษาพยาบาล โดยให้ตามใบรับรองแพทย์ สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท มีชาวบ้านได้รับประมาณ 6 คน และค่ากักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังอิสรภาพ คนละ 20,000 บาท ที่ได้รับเงินจำนวนนี้ประมาณ 8 คน และมีค่าทรัพย์สินเสียหาย 1 คน คือ พรทิพย์ หงชัย ที่ถูกชายฉกรรจ์ใช้ปืนยิงใส่ไฟสปอร์ตไลท์ที่เปิดเพื่อป้องกันเหตุในพื้นที่จนเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในคืนเกิดเหตุวันที่ 15 พ.ค.2557 ซึ่งกรณีนี้ศาลสืบและมีการเบิกความเลยได้ค่าทรัพย์สินเสียหาย มูลค่า 2,600 บาท

ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า ตนเองนั้นเป็นโจทก์ร่วมฟ้องในคดีนี้ โดยในคืนวันเกิดเหตุก็ถูกชายฉกรรจ์ยึดกล้องถ่ายรูปไป แต่ทางตำรวจไม่ได้นำส่งไปนำสืบในชั้นศาลจึงไม่ได้ค่าชดเชยในส่วนนี้ การตัดสินวันนี้จึงได้เพียงค่ารักษาพยาบาล เบิกตามใบเสร็จ 3,000 บาท และค่ากักขังหน่วงเหนี่ยว 20,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าเสียหายไม่ได้สนใจมากนัก แต่สนใจที่ว่าคนทำผิดจะได้รับโทษหรือไม่ ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ก็ควรต้องได้รับโทษและไม่ควรปล่อยไปเฉยๆ ไม่ว่าเป็นใครทำผิดต้องได้รับโทษ

สมสกุล แสงไพศาล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า การตัดสินครั้งนี้ศาลทำหน้าที่เต็มที่และไม่ได้ยึดเพียงเรื่องเอกสารเพียงอย่างเดียวแต่ให้ความสำคัญกับรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงกับชาวบ้านด้วย เช่น การบุกรุก การใช้อาวุธ การทำร้ายร่างกาย ขณะที่ทีมทนายก็ทำงานได้ดีมากและมีประสบการณ์สูง แม้จำเลยจะปฏิเสธข้อกล่าวหาแต่ทนายก็สามารถตะล่อมให้ศาลชี้เห็นความผิดได้

ทั้งนี้ ส.รัตนมณี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ปัจจุบันยังมีคดีที่มีแกนนำชาวบ้านเป็นจำเลยในคดีอาญา ความผิดตามมาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งหมด 2 คดี ได้แก่ คดีที่หนึ่ง บริษัททุ่งคำ เป็นโจทก์ฟ้องนายสมัย ภักดิ์มี ประธานสภา อบต.เขาหลวง จากกรณีที่ไม่บรรจุวาระการขอใช้พื้นที่ป่าไม้เข้าที่ประชุมสภา อบต.เขาหลวง ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.ค.นี้ คดีที่สอง บริษัททุ่งคำฟ้องนายสมัย จากกรณีการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และถอนการขออนุญาตใช้พื้นที่ สปก.ของบริษัทฯ ออกจากวาระการประชุมสภา ศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะรับสั่งฟ้องหรือไม่ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้

ส.รัตนมณี กล่าวต่อว่า ในส่วนของคดีที่อยู่ในชั้นอัยการมีอีก 2 คดี ได้แก่ คดีที่หนึ่ง บริษัททุ่งคำ แจ้งความดำเนินคดีต่อสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ และพรทิพย์ หงชัย ข้อหาบุกรุกพื้นที่ภูซำป่าบอน โดยปักธงเขียวและข้อความ ‘ปิดเหมืองฟื้นฟู’ ซึ่งในวันที่ 24 พ.ค. 2559 อัยการนัดฟังคำสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ ส่วนคดีที่ 2 เป็นคดีที่บริษัททุ่งคำฟ้องชาวบ้านตั้งสิ่งกีดขวางถนน หรือที่เรียกว่า  “กำแพงใจ”

ในส่วนคดีที่ชาวบ้านเป็นโจทก์ ส.รัตนมณี กล่าวต่อว่า มีอยู่ 2 คดีที่อยู่ในศาลปกครอง คดีแรกชาวบ้านฟ้องศาลปกครองให้ถอนใบอนุญาตเพิกถอนใบไต่สวน พื้นที่เหมืองแร่ จ.เลย สำหรับแปลงใหม่ ส่วนคดีที่สองชาวบ้านฟ้องเพิกถอนประทานบัตรสำหรับบริเวณเหมืองแร่แปลงเก่า 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์