เรียกร้อง รบ.ไทย-พม่าชะลอสร้างเขื่อนสาละวิน หลังปลัดพลังงานตั้งท่าเดินหน้าเจรจาพม่า

เรียกร้องรัฐบาลไทย-พม่าชะลอสร้างเขื่อนสาละวิน หลังปลัดพลังงานตั้งท่าเดินหน้าเจรจาพม่า แนะยึด มติ ครม.กรณีทวาย หวั่นสร้างเงื่อนไขเพิ่มความรุนแรงในพื้นที่สู้รบ


ภาพจาก Salween Watch

9 มิ.ย. 2559 เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าชะลอการสร้างเขื่อนสาละวิน ในรัฐฉาน ประเทศพม่า โดยอ้างถึงการให้สัมภาษณ์ของนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ที่ระบุว่า “ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าจะหารือแผนความร่วมมือด้านพลังงานระหว่าง 2 ประเทศ ก่อนหน้านี้ไทยได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับพม่า ในการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมายตง กำลังการผลิต 6,000 เมกะวัตต์ และพม่ามีการปรับโครงสร้างกระทรวงพลังงานใหม่ หลังจากมีการเลือกตั้ง”

แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานติดตามโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน มีความกังวลอย่างยิ่งต่อแผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินในพม่า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเขื่อนมายตง หรือเขื่อนเมืองโต๋น จะก่อสร้างกั้นลำน้ำสาละวินที่ไหลผ่านใจกลางของรัฐฉาน ห่างจากชายแดนไทย ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพียงราว 40 กิโลเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ทางท้ายน้ำ คือแม่น้ำสาละวินที่ไหลเป็นพรมแดนไทย-พม่า บริเวณ อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

นอกจากนี้ เครือข่ายฯ เรียกร้องให้ระงับโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำใดๆ บนแม่น้ำสาละวิน อย่างน้อยจนกว่าประชาชนในทั้ง 2 ประเทศจะสามารถมีส่วนร่วมต่อการจัดการทรัพยากรร่วมกันได้อย่างแท้จริง

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ในโอกาสที่นางอองซานซูจีจะเดินทางมาประเทศไทยระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายนนี้ ขอเรียกร้องให้นางอองซานซูจี ในฐานะที่เป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาลพม่าได้เห็นความสำคัญของวิถีชุมชนและทรัพยากรในลุ่มน้ำสาละวิน ที่มีความหลากหลายและมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญระดับนานาชาติ จึงควรปกป้องให้พ้นจากการลงทุนที่ขาดธรรมาภิบาล


ภาพจาก Salween Watch

นายไพโรจน์ พนาไพรสกุล ชาวบ้าน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และสมาชิกเครือข่ายภาคประชาชนซึ่งติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด กล่าวว่า ข้อกังวลหลักคือเขื่อนมายตงจะสร้างบนพื้นที่ภาคกลางของรัฐฉาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ประชาชนกว่า 300,000 คนเคยอาศัยอยู่ แต่ถูกกวาดล้างโดยรัฐบาลทหารพม่า ในช่วงปี 2539 โดยส่วนหนึ่งได้หนีภัยความตายมายังชายแดนไทย ที่ จ.เชียงใหม่ และยังคงไม่สามารถกลับคืนสู่ถิ่นฐานจนกระทั่งวันนี้ การก่อสร้างเขื่อนในบริเวณดังกล่าวจึงเท่ากับว่าทำให้บ้านของผู้ลี้ภัยเหล่านี้จมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวร และยิ่งทำให้ความไม่สงบในรัฐฉานรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากการลงทุนของไทย

“นอกจากนี้ พม่าหลังการเลือกตั้งกำลังเดินสู่ถนนสายประชาธิปไตย และนางอองซานซูจี รัฐมนตรีที่ปรึกษาแห่งรัฐของพม่า ได้เสนอให้มีการเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และขณะนี้กระบวนการสันติภาพในพม่า กำลังดำเนินอยู่ หากประเทศไทยเข้าไปลงนามสัญญากับรัฐบาลพม่าในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในเวลานี้ อาจทำให้กระบวนการสันติภาพในรัฐฉานล้มเหลว ซึ่งขัดแย้งกับความคาดหวังของประชาคมโลก นอกจากนี้เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนในรัฐฉานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เท่ากับฉวยโอกาสในขณะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่” นายไพโรจน์ กล่าว

นายไพโรจน์กล่าวว่า แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ยังคงไหลอย่างอิสระ เป็นมรดกของภูมิภาคที่ 3 ประเทศควรร่วมกันรักษา ในประเทศไทยไม่มีอีกแล้วที่จะพบแม่น้ำที่ไหลอย่างเป็นธรรมชาติ และปกคลุมด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ไม่สมควรที่ประเทศไทยจะลงทุนสร้างเขื่อน ที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางต่อระบบนิเวศที่สำคัญระดับนานาชาติ

“พวกเรารู้สึกดีใจที่เห็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไม่กี่วันก่อน ที่สนับสนุนให้ภาคธุรกิจต้องดำเนินกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เราก็หวังว่ามติ ครม.นี้จะได้รับการปฏิบัติในพื้นที่แม่น้ำสาละวินด้วยเช่นเดียวกัน” นายไพโรจน์ กล่าว

อนึ่ง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ครม.ได้มีมติตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในกรณีท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในประเทศพม่า ซึ่งไทยได้ร่วมลงนามโครงการดังกล่าวที่มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ชาวทวาย โดย กสม.เสนอให้มีกลไกกำกับดูแลหรือสนับสนุนภาคเอกชนให้เคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนว่ารัฐควรมีหน้าที่ส่งเสริมให้เอกชนมีความรับผิดชอบต่อสังคมและเคารพหลักพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนในการลงทุนทั้งที่เกิดในประเทศไทยและการลงทุนของผู้ลงทุนสัญชาติไทยในต่างประเทศ รวมทั้งทำการศึกษาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนของโครงการต่างๆ รวมถึงจัดทำรายงานประจำปีหรือเปิดเผยข้อมูลที่มีสาระเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ โครงการเขื่อนมายตง หรือเขื่อนเมืองโต๋น ตั้งอยู่บนแม่น้ำสาละวิน ใกล้เมืองโต๋น รัฐฉาน โดยเป็น 1 ใน 6 โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินในพม่า เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่ารัฐบาลพม่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทจากประเทศจีน มูลค่าการก่อสร้างกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการทำการศึกษาผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม (SEA) โดยบริษัทจากออสเตรเลีย แต่ไม่สามารถทำได้แล้วเสร็จเนื่องจากไม่สามารถเข้าสำรวจในพื้นที่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเขตที่มีการสู้รบระหว่างกองทัพพม่า และกองกำลังชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกองทัพว้า ที่ปฏิเสธมิให้คณะสำรวจเข้าพื้นที่โดยสิ้นเชิง

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น