อัพเดทล่าสุดเมื่อ 5 ชั่วโมง 1 นาที ที่ผ่านมา
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

นักวิชาการ TDRI อย่าใส่ร้ายเหมืองทองคำ

ผมเห็นประชาไทลงบทความ "‘เหมืองแร่’ กับการจัดการผลกระทบ ‘สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ’" โดยคุณปริญญารัตน์ เลี้ยงเจริญ แล้วรู้สึกชัดว่านักวิชาการที่สังกัด TDRI ผู้นี้เอียงจริงๆ  ผมในฐานะที่ศึกษาข้อมูลมา  จึงขอเสนอบทความนี้ส่งประชาไทบ้างเพื่อมองต่างมุมเพื่อสังคมอุดมปัญญา

1. คุณปริญญารัตน์เขียนว่าระบบนิเวศได้รับผลกระทบ แต่เป็นเรื่องเท็จเพราะสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือที่ นร.0505/16885 มื่อ 12 พฤษภาคม 2559 (คลิ้ก) ชี้แจงว่าพื้นที่ดินบริเวณเหมืองทองคำอัครามีการปนเปื้อนเหล็ก แมงกานีสและสารหนูในระดับสูงมาก่อนมีการทำเหมืองแล้ว (ไม่ใช่เพราะผลของเหมือง) คุณภาพน้ำใต้ดินส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การปนเปื้อนของไซยาไนด์ในนาข้าวยังไม่ได้พิสูจน์ (แต่ชาวบ้านไปแจ้งความแล้วว่าไม่จริง เอ็นจีโอและนักวิชาการโกหกที่โพนทะนาเรื่องนี้) พบว่า 1/5 ของคุณภาพน้ำมีการปนเปื้อของเหล็กและแมงกานีสเกินค่ามาตรฐาน  ส่วนพืชผักก็ไม่แตกต่างจากในบริเวณอื่นและไม่เกินค่ามาตรฐาน ฝุ่น เสียงและแรงสั่นสะเทือนก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน  และยังไม่มีข้อสรุปว่าโลหะหนักทำให้เกิดการเจ็บป่วยจริง

2. คุณปริญญารัตน์เขียนว่าควรเรียกเก็บค่าปรับจากผู้ประกอบการเหมืองที่กระทำผิด กรณีนี้เป็นการกล่าวอ้างส่งเดช เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ถึงการป่วยหรือเสียชีวิตเพราะเหมืองทองคำอัคราเลย  คุณปริญญารัตน์ควรถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท  สำหรับการตายของชาวบ้าน 2 รายคือ นายสมคิด ธรรมพเวช ภริยาของผู้ตายก็แจ้งว่า “จากผลการชันสูตรศพสามี. . .ไม่มีสาเหตุมาจากการทำงานในเหมืองแร่ทองคำชาตรี แต่ยังมีผู้ไม่หวังดีแอบอ้างการเสียชีวิตของสามีตน นำไปเป็นข้ออ้างในการต่อต้านเหมืองแร่ทองคำชาตรีอยู่อีก นอกจากนี้ ยังมีการไปแอบอ้างรับบริจาคเงินด้วย โดยที่ตนเองและครอบครัวไม่ได้อนุญาต และไม่ได้รับเงินที่รับบริจาค" (คลิ้ก)  ส่วนกรณีนายเฉื่อย บุญส่ง ก็เสียชีวิตเพราะเป็นโรตตับแข็ง (bit.ly/1VuKzxN)  ถ้ามีมลพิษ คนงานเหมืองคงตายก่อน หรือรีบลาออกไป แต่ในความเป็นจริงคนงานและชาวบ้านก็อยู่ในบริเวณรอบเหมือง  คนงานเหมืองก็ยังสามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้ามีโลหะหนักจริงๆ ก็คงไม่มีใครรับบริจาค  ส่วนที่เป็นผื่นคัน บางท่านคงไปฉีดยาฆ่าแมลงมาแล้วไมได้ล้างตัวให้สะอาด เป็นต้น

3. คุณปริญญารัตน์เขียนด้วยความไม่รู้อีกว่าควรพิจารณาค่าภาคหลวงใหม่เพื่อครอบคลุมต้นทุนทางสังคมสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่เสียหายไป โดย (แกล้ง) ไม่รู้เรื่อง บมจ.อัครารีซอสเซส ให้เงินพัฒนาท้องถิ่นหลายสิบล้านบาท รวมๆ แล้วคงเป็นเงินหลายร้อยล้านบาทไปแล้ว  คุณปริญญารัตน์ควรมีความรอบรู้ว่า ผลตอบแทนจากการทำเหมืองนั้นมหาศาลเพียงใด  การปิดเหมืองทอง ทำให้เศรษฐกิจ 4,000 ล้านบาทต่อปี การมีเหมืองทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) จังหวัดพิจิตรในปี 2541 ที่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นมาเป็น 6 หมื่นล้านบาทในปี 2556 . . . เฉพาะรายได้ค่าภาคหลวงแร่ในช่วงปี 2541 ถึงปี 2556 ยังคิดเป็น 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ทั้งหมดของจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์อีกด้วย . . . พิจิตรมี GDP เป็นอันดับ 4 ของภาคเหนือ" (คลิ้ก)

ผมก็เห็นแก่ประชาชนโดยเฉพาะประชาชนคนเล็กคนน้อย ชาวบ้านในท้องที่มากกว่าเหมืองทองคำอยู่แล้ว  ถ้าผมทราบว่าเหมืองทำร้ายประชาชน  ผมก็ไม่ยอม  แต่ความจริงก็คือ ถ้าไม่มีเหมืองคือการฆ่าชาวบ้าน ทำให้พวกเขาบ้านแตกสาแหรกขาด ชุมชนแตกสลายเพราะไม่มีงานทำ  พวกเอ็นจีโอและนักวิชาการเอาดีใส่ตัว จะรับผิดชอบไหม

คุณปริญญารัตน์ไม่ควรเขียนโดยไม่มีข้อมูล ไม่มีการอ้างอิง ใช้ความรู้สึก (และลางสังหรณ์?) จะทำให้เสียชื่อ TDRI ไปด้วย  เดี๋ยวเขาจะเข้าใจว่า TDRI ทั้งยวงก็เป็นแบบนี้จะไม่ดีนะครับ

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai